<div align="left" style="text-align: center">
ผมขออนุญาตร่ายตอนต่อไป นัยว่าเป็นภาคจบอย่างสมบูรณ์ของ The Sleeping Gypsy ก็แล้วกัน
</div>
The Sleeping Gypsy: Final Chapter
ต้องขออภัยที่เงียบหายไปนานครับ ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ไทยสงกรานต์บ้านเฮาที่เชียงใหม่กลายเป็นสงครามสาดน้ำระดับอินเตอร์ จนผมต้องลี้ภัยสงครามชั่วคราวไปอยู่กับลูกสาวที่กรุงเทพเมืองอมร รอจนเทศกาลสาดน้ำแห้งเหือดจนกลายเป็นความร้อนผ่าวขึ้นมาแทนจึงกลับมา ผมอ่านดูคอมเม้นท์ของศิษย์ทั้งหลายทำให้นั่งอมยิ้มไปคลายร้อนลงได้บ้าง
ผมขออนุญาตร่ายตอนต่อไป นัยว่าเป็นภาคจบอย่างสมบูรณ์ของ The Sleeping Gypsy ก็แล้วกัน
เอ้า! ล้อมวงเข้ามา เสื่อสาดก็ปูไว้แล้ว ค้างแต่หมอนเท่านั้นที่ไม่แจก กลัวลูกศิษย์ส่งเสียงกรนแข่งเสียงเล่าของอาจารย์
นางฝันไปว่า….
แสงจันทร์ค่อยๆเปล่งประกายแสงสีทองให้เรืองรองขึ้นมาทีละน้อย ประกายของแสงสีทองนั้นเล่าก็ขับสีผิวของนางให้ดูงดงามอย่างประหลาด คล้ายกับนางมิใช่นาง สีบนเสื้อผ้านางนั้นพลันแพรวพรายที่ถูกฉาบทาด้วยแสงสีจันทร์ ร่างของนางทั้งร่างจึงเป็นจุดเด่นสดใสกระจ่างท่ามกลางแสงจันทร์ ที่แต่งแต้มสีสันให้ทะเลทรายนั้นงามขึ้นอย่างน่าพิศวง
ในฝันนั้น เสมือนนางยืนดูตัวนางอยู่และงวยงงในสิ่งที่ตานางเห็น นับเป็นครั้งแรกที่นางได้มีโอกาสพินิจตนเองอย่างจริงจัง นางดูเหมือนจะเคลิ้มไปกับสิ่งที่นางเห็น บรรยากาศอันสวยงามแต่อ้างว้างโดดเดี่ยว เสียงทำนองดนตรีที่นางเล่นก่อนนิทราแว่วขึ้นมาอีกประสานกับเสียงร้องของแมลงแห่งราตรีและสายลมทะเลทราย นางยืนสงบนิ่งฟังดังต้องมนต์
ในฝันนั้น นางยืนมองดูตนเองท่ามกลางสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นานแสนนาน จนจู่ๆสรรพเสียงทั้งหลายพลันเงียบลงอย่างกะทันหัน สร้างให้เกิดความสงัดที่ไร้เสียงและบรรยากาศลึกลับแทรกเข้ามาแทนที่
นางได้กลิ่นสาบของสัตว์ใหญ่แฝงโชยมากับสายลมอ่อนที่ดูเหมือนหยุดนิ่งไปพร้อมกับสรรพเสียงของราตรี กลิ่นนั้นทำให้นางรู้สึกขนลุกชัน นางหันศีรษะดูไปรอบๆ แต่แสงสว่างของจันทร์เพ็ญกลับสลัวแสงลงทำให้นางไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้ชัดเจนเลย ทำให้นางเกิดความรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ
ในฝันนั้น นางเห็นเงาทมึนร่างหนึ่งเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา ทำให้นางรู้สึกเสียใจแว่บหนึ่งขึ้นมาว่า คงเป็นเพราะรสชาติของไวน์รสดีและบรรยากาศเป็นใจเมื่อคืนนี้ที่ทำให้นางหลงเพลินไปกับเสียงดนตรีและมนต์เสน่ห์แห่งคืนจันทร์เพ็ญที่ทำให้นางผล็อยหลับไปก่อนก่อกองไฟขึ้นมาเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายเข้ามาก่อนนอนตามปกติวิสัย
ขณะนี้ สิ่งเดียวที่นางกระทำได้คือ นอนนิ่งๆ พยายามกลั้นลมหายใจที่เริ่มมีจังหวะหายใจรัวเร็วขึ้นมา ด้วยเกรงว่าเสียงหายใจนั้นจะดังก้องขึ้นมา หัวใจของนางเต้นระทึกดังอยู่ในทรวงอก นางใช้มือข้างซ้ายที่งอทาบอยู่กับทรวงตรงหัวใจนั้นกดลงแน่นเพื่อหวังว่าการเต้นระทึกนั้นจะน้อยลงบ้าง
นางพึมพำเรียกชื่อตนเอง “อลิสซ่าเบลล่า…อลิสซ่าเบลล่า อย่ากลัว อย่ากลัว” โดยหวังว่าจะทำให้ใจของนางหายตื่นตระหนกลงไปบ้าง
นางได้ยินเสียงพลิกตัวของก้อนกรวดเล็กๆบนเนินทรายด้านปลายเท้าของนาง นางขยับตัวเล็กน้อยด้วยความประสงค์จะผงกศีรษะขึ้นมาดูให้ชัดว่าอะไรที่ทำให้เกิดเสียงนั้น แต่ร่างกายอันแข็งทื่อของนางไม่ตอบสนอง เสียงนั้นเงียบหายไป…นางพยายามเงี่ยหูตั้งใจฟังแต่เสียงหัวใจเจ้ากรรมดันมาเต้นดังกลบเสียงที่นางหวังจะได้ยิน นางพยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกให้ช้าลงบ้าง
นางพยายามตั้งสติ เพื่อนำสัญชาตญาณแห่งความเป็นนักรอนแรมเผชิญภัยตื่นตัวขึ้นมา มือข้างขวาของนางกระชับแน่นอยู่กับไม้เท้าคู่กาย ประสาทที่นิ้วมือของนางส่งความรับรู้ถึงความเย็นและแข็งของผิวไม้ที่ด้ามจับ ดูเหมือนว่าความแข็งของไม้เท้าจะปลุกเร้าจิตใจของนางให้เข้มแข็งขึ้นมา
นางได้ยินเสียงนั้นอีกแล้ว!เป็นเสียงย่างเหยียบของสัตว์ใหญ่แน่นอนที่บดย่ำลงมาบนพื้นทรายที่อ่อนนุ่มบางจุด นางได้ยินอย่างชัดเจนถึงเสียงของมวลทรายไหลยุบตัวลงตามจังหวะการย่างของสัตว์ที่นางยังไม่รู้จักนั้น ความเย็นวาบก่อตัวขึ้นมาจากไขสันหลังส่งผลให้เกิดอาการขนลุกขึ้นมาทั่วตัวอีกครั้งหนึ่ง
เสียงอะไรนั่น!…ที่แท้ฟันของนางเริ่มสั่นกระทบกันเป็นเสียงดังแทรกขึ้นมา นางขบฟันแน่นหลับตาลงพยายามภาวนาสวดมนต์ออกมาบ้าง แต่ก็ไม่สามารถระลึกถ้อยคำใดใดได้เลย ความสั่นของฟันและริมฝีปากสงบลงแต่กลับกลายเป็นอาการกระตุกของกล้ามเนื้อที่บริเวณช่วงท้อง ที่หดตัวเกร็งขึ้นมาเป็นระลอกๆ ทำให้นางรู้สึกปวดมวนที่ท้องจนอยากจะอาเจียนแต่นางก็เม้มปากข่มใจกลั้นไว้
นางอยากขยับขาแต่ไม่กล้าขยับ คงมีแต่ดวงตาเท่านั้นที่เบิกโพลงขึ้นมาแม้ว่าจะมองไม่เห็นสิ่งใดเลย
ทันใดนั้น! เลือดทั่วกายของนางพลันเย็นเฉียบจนร่างกายแข็งทื่อ เมื่อนางรู้สึกว่ามีสิ่งหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่บริเวณปลายเท้าของนาง กลิ่นสาบสางที่ไม่เคยคุ้นจมูกตลบทั่วบริเวณ นางได้ยินเสียงคำรามเบาๆในลำคอมีเสียงหายใจฟืดฟาดระคนอยู่ด้วย จนนางรู้สึกว่ามีลมไออุ่นๆกระทบที่ปลายเท้า ขนทั่วตัวของนางลุกโพลงขึ้นมาชูชันพร้อมกัน ผิวหนังบริเวณใบหน้าและต้นคอเห่อบวมขึ้นมา พร้อมกับเกิดความรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย
ลมหายใจร้อนผ่าวนั้นไล่สูงขึ้นมาเรื่อยๆ จากปลายเท้า… ปลีน่อง… หัวเข่า…นางอยากอ้าปากกรีดร้องจนสุดเสียงแต่ริมฝีปากสูญเสียการควบคุม ตาของนางเท่านั้นที่เหลือกกว้างเห็นแต่ตาขาวโพลน…
นางพยายามหลุบตาลงเพื่อจะมองให้เห็นภาพได้ชัดเจน…นางเห็นเงาดำใหญ่ก่อนแล้วจึงเห็นตาสีเหลืองคู่ใหญ่วาวโรจน์อยู่ตรงบริเวณขาอ่อนของนาง เสียงคำรางในลำคอคราวนี้ดังชัดขึ้นเต็มสองหู…สิงโต!!
ใช่แล้ว! สิงโตตัวใหญ่ในวัยฉกรรจ์ ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยพละกำลังและมีรูปร่างสง่างามสมกับสมญาราชาแห่งส่ำสัตว์ มันเป็นสิงโตที่แตกแยกมาจากกลุ่มเพื่อความอยู่รอดและเพื่อสะสมประสบการณ์ชีวิตเพื่อแสวงหาความเป็นใหญ่ในอนาคต มันกำลังสำรวจดูนางอยู่ มันประหลาดใจเหลือเกินที่ในอาณาจักรของมันมีสิ่งมีชีวิตที่หาญกล้าเข้ามาล่วงล้ำ
มันได้ยินเสียงคล้ายลมอันแปลกประหลาดมาตั้งแต่ตอนต้นราตรี ที่เป็นสิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของมัน ทำให้มันเดินออกมาจากที่พำนักเพื่อหาที่มาของเสียงนั้น ในท้องทุ่งทะเลทรายอันกว้างใหญ่และว่างเปล่าไม่เป็นการยากที่จะเสาะหาสิ่งที่เป็นเป้าหมาย มันแหงนจมูกขึ้นสูงเมื่อมีกลิ่นประหลาดลอยตามกระแสลมมา กลิ่นนั้น ต่างจากกลิ่นสัตว์ทุกชนิดที่มันเคยรู้จัก
มันเห็นร่างนางแต่ไกล
มันรู้สึกตื่นเต้น ฉงนและระแวดระวัง การเคลื่อนไหวตัวของมันช้าลง มันก้าวอย่างช้าทีละก้าวในท่าย่อตัวจนกระทั่งถึงระยะใกล้ที่จะถึงตัวร่างที่มันหมายตา มันย่อตัวลงต่ำจนอยู่ในท่าหมอบ กล้ามเนื้อทุกมัดในกายมันเกร็งตัวจนขนทั่วกายมันลุกชัน หางของมันปัดไปมาอย่างช้าๆและเริ่มม้วนขดงอเข้ามา เตรียมพร้อมที่จะกระโจนพุ่งตัวเข้าใส่ หากร่างนั้นขยับตัว
มันนอนหมอบอย่างนั้นอยู่นาน แต่ร่างที่มันจับตาอยู่ดูนั้นไม่ไหวติง ความประหลาดใจเกิดขึ้นมาในจิตของสิงโต มันจึงนิ่งอยู่นานก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปสำรวจดูร่างนั้นอย่างใกล้ชิด มันค่อยๆเขยิบตัวโดยใช้เท้าหน้าสืบย่างไปก่อนอย่างระมัดระวัง เมื่อเท้าหนึ่งวางอยู่บนพื้นเรียบร้อยแล้วมันจงค่อยยกเท้าอีกข้างหนึ่งตามไปอย่างเงียบกริบ จนในที่สุดมันย่างเข้าไปใกล้จนถึงปลายเท้าของนางยิบซี
ความอยากรู้ทำให้มันเอาจมูกจรดลงเพื่อดมกลิ่นของสิ่งนั้นให้ชัดเจนขึ้น สิ่งนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มันไม่เคยพบในระยะใกล้ขนาดนี้ มันเพียงเคยได้กลิ่นคล้ายๆอย่างนี้ในระยะไกลที่ลอยตามลมมาเท่านั้น มันเพียงรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าสิ่งมีชีวิตนี้แตกต่างออกไปจากส่ำสัตว์ที่เคยตกเป็นเหยื่อของมัน
มันขยับการดมสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ร่างนั้นยังคงนิ่งอยู่ไม่ขยับ มันให้มันเริ่มคลายความระมัดระวังลงไปบ้าง มันขยับและยืดตัวขึ้นสูงจนยืนเต็มร่าง มีแต่หางของมันยกชี้ไปในอากาศตามสัญชาตญาณของการระวังตัว สายลมของท้องทะเลทรายอันกว้างใหญ่พัดกรูเข้ามาจนขนที่แผงคอของมันลู่ไปตามลม มันสำรวจสูงขึ้นไปทุกที หนวดทุกเส้นของมันส่งปฏิกิริยาตอบสนองว่าสิ่งที่มันกำลังสำรวจอยู่นี้กำลังสั่นเทิ้มอยู่ด้วยความหวาดกลัว ทำให้มันส่งเสียงคำรามเบาในลำคอด้วยความพึงใจในอำนาจในตัวของมันและเพื่อข่มขวัญศัตรู
ฝ่ายนางยิบซีนั้นเล่า ขณะที่เกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างสูงสุดในชีวิต นางเริ่มทอดอาลัยตายอยากและหมดความหวังที่จะมีชีวิตรอดในครานี้
“อลิสซ่าเบลล่า”…นางครางอยู่ในใจ
“ชีวิตของเจ้าจะจบสิ้นแล้วในคืนนี้” นางกล่าวย้ำกับตัวเอง
แล้วนางจึงตั้งจิตรำลึกถึงชีวิตของนางที่ผ่านมาว่าได้เคยกระทำสิ่งใดมาคุ้มค่ากับการเกิดและการตายของชีวิตนี้หรือยัง
ภาพในอดีตปรากฏขึ้นมา สิ่งที่นางเคยทำ…สิ่งที่นางเคยพูด ล้วนปรากฏชัดขึ้นมาคล้ายมีภาพเคลื่อนไหวตั้งอยู่เบื้องหน้า เกิดให้เห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตชัดเจนแล้วดับไปและเกิดภาพใหม่เข้ามาแทนอย่างรวดเร็วเป็นสายเหมือนระลอกคลื่นของทะเลยามพัดเข้ามาสู่ฝั่ง ทุกภาพนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ดีงามของพฤติกรรมที่นางเคยทำให้แก่สัตว์และบุคคลอื่นทั้งสิ้น
นางเห็นภาพที่นางเคยเอาน้ำนมแพะไปป้อนลูกแมวตัวจ้อยที่พลัดหลงแม่…
นางเห็นภาพของนางที่เฝ้ารักษาพยาบาลเข้าเผือกให้แก่อูฐขาหักตัวหนึ่งที่เจ้าของทอดทิ้งให้มันนอนรอความตายตามยถากรรมเพราะเพียงเห็นว่ามันมีชีวิตที่ไร้ค่าแล้ว…
นางเห็นภาพของนางที่กำลังป้อนอาหารและน้ำแก่หญิงชราที่นอนซมด้วยพิษไข้ หมดกำลังไม่สามารถเดินทางเดินทางต่อไปกับคณะได้…
นางเห็นภาพสิ่งที่ดีงามที่นางเคยทำในอดีตอีกมากมายที่ไหลออกมาจากความทรงจำ ทุกความทรงจำนั้นสร้างให้เกิดรอยยิ้มอันเปี่ยมสุขเกิดขึ้นมาบนใบหน้าของนาง กลบความรู้สึกหวาดกลัวและหมดหวังท้อแท้ในชีวิตไปจนหมดสิ้น
นางจึงตั้งจิตขึ้นส่งความปรารถนาดีไปยังสัตว์ตัวใหญ่ที่กำลังสำรวจตัวของนางอยู่ในขณะนี้ จิตของนางเป็นจิตที่ชุ่มเย็นระคนไปด้วยความอิ่มเอิบแห่งปีติสุข ทำให้นางส่งกระแสจิตนั้นออกไป
เจ้าสัตว์ผู้ยากไร้และโดดเดี่ยว หากเจ้าประสบกับความทุกข์ร้อนด้วยหิวกระหายใดใดก็ตาม จงมาระงับดับทุกข์ของเจ้าด้วยเรือนร่างของข้าเถิด แม้ชีวิตของข้าจะโดดเดี่ยวเฉกเช่นเจ้า แต่ข้าก็ได้กระทำสิ่งที่ข้าพึงใจ ข้าได้สร้างความสุขให้แก่สัตว์และบุคคลอื่นมาเพียงพอแก่เวลาและคุ้มค่าในชีวิตร่อนเร่พเนจรของข้าแล้ว
สิ่งสุดท้ายที่ข้าจะกระทำได้ในขณะนี้ คือการอุทิศร่างของข้าให้แก่เจ้าเพื่อสืบต่อชีวิตของเจ้ายาวนานต่อไป
เชิญเข้ามาลิ้มชิมรสเถิด…อย่าได้รีรอ
สิงโตผู้เป็นเจ้าแห่งทะเลทรายชะงักงัน ด้วยรับรู้ความรู้สึกใหม่ที่แผ่วูบเข้ามา เป็นกระแสที่เยือกเย็นและอบอุ่นพร้อมกัน ที่ข่มความรู้สึกระแวงและเกรงภัยของมันดับลงหมดสิ้น ขนที่หยาบแข็งทั่วตัวของมันคล้ายได้รับกระแสพลังอันประหลาดซ่านเข้ามาสร้างความนุ่มนวลให้ขนของมันนุ่มลงจนฟูฟ่องทวนลม จิตที่เคยหยาบกระด้างตามสัญชาตญาณของมันสัมผัสกับความรู้สึกอ่อนโยนที่แทรกเข้ามา
มันงันไปชั่วครู่เพื่อจับความรู้สึกนั้นให้ชัดขึ้น เป็นความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในจิตของมัน มันรับเอาความรู้สึกนั้นเข้ามามากยิ่งขึ้น มันรู้สึกถึงความเยือกเย็นที่ซึมซ่านเข้ามาทำให้กล้ามเนื้อมันผ่อนคลาย ตาอันวาวโรจน์ด้วยความแข็งกร้าวแห่งการเป็นผู้ล่า ค่อยๆจางลงจนหายไปกลายเป็นดวงตาที่สงบอันมีแววแห่งความการุญอันนุ่มนวลเข้ามาทดแทน
แสงจันทร์พลันกระจ่างสดใสขึ้น ประกายสีเหลืองทองฉาบอาบทาไปทั่วทั้งสองร่างท่ามกลางทะเลทรายอันไพศาล เป็นภาพอันงดงามที่แต่งแต้มสร้างความอบอุ่นแห่งไอรักและทำลายความรู้สึกโดดเดี่ยวมลายจากไป เกิดเป็นความรู้สึกแห่งมิตรภาพและภราดรภาพเกิดขึ้นมา
ณ ท้องทะเลทรายแห่งนี้ สิ่งที่มีชีวิตสองสิ่งมาบรรจบพบกัน แม้ว่าทั้งสองสิ่งนี้จะมีความแตกต่างทางกายภาพอย่างมากมายแต่ก็มีจิตวิญญาณมลายคล้ายคลึงกัน นั่นคือความปรารถนาในความสุขสงบของชีวิตเสรีเฉกเช่นเดียวกัน
ท้องทะเลทรายอันไพศาล ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป
ชีวิตทั้งสองกำลังศึกษาและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
เป็นภาพแห่งความสวยงามของชีวิตที่ควรชมและเล่าขาน
นางยิบซี…สิงโต… ทะเลทราย และคืนแห่งจันทร์เพ็ญ <p style="text-align: center" align="left"> </p>
The Sleeping Gypsy: Final Chapter
แสงจันทร์พลันกระจ่างสดใสขึ้น ประกายสีเหลืองทองฉาบอาบทาไปทั่วทั้งสองร่างท่ามกลางทะเลทรายอันไพศาล เป็นภาพอันงดงามที่แต่งแต้มสร้างความอบอุ่นแห่งไอรักและทำลายความรู้สึกโดดเดี่ยวมลายจากไป เกิดเป็นความรู้สึกแห่งภราดรภาพเกิดขึ้นมา
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
มุทิตา พานิช · 26 เม.ย. 2550
Phoenix · 26 เม.ย. 2550
ยูมิ · 26 เม.ย. 2550
หนุ่ม ร้อยเกาะ · 26 เม.ย. 2550
beeman 吴联乐 · 26 เม.ย. 2550
ว้าว!ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ
มาตามเปิดดูเป็นระยะๆว่าอาจารย์เงียบหายไป ที่แท้มาซุ่มเขียนภาคจบนี่เอง อ่านจบนั่งซึมไปนานเลยค่ะ อาจารย์เล่นหักมุมกลายเป็นความรักเมตตาที่เชื่อมยิบซีกับสิงห์โตเข้าด้วยกัน
คิดไม่ถึงค่ะ...จับใจมาก
ตามมาอ่านค่ะอาจารย์ แต่เสียดายจังค่ะ ฮือ ๆ ไม่ได้เจออาจารย์เพราะต้องมากรุงเทพค่ะ เรื่องมันเศร้า อุตส่าห์คุยกับอาจารย์ทิพย์สุดาอย่างดิบดี สุดท้ายแห้วค่ะ
หนูไปอ่านบันทึกของพี่อ.ลูกหว้า เห็นรูปอาจารย์หน้าใสปิ้งกับพี่อ.ลูกหว้าด้วย
อยากได้ตุ๊กตาน่ารักมาก อิ อิ ถึงไม่ได้แข่งเปตองขอได้มั้ยค่ะ
สวัสดีหนูนา
อาจารย์พักร้อนน่ะ...เลยหายไปบ้าง
และไป Shut in ตัวเองเพื่อประจุพลังใหม่
กลับมาอ่านคอมเม้นท์ของพวกเรา ส่วนใหญ่นึกถึงเรื่องร้ายๆของนางยิบซีกับสิงโต จึงเกิดมุมมองใหม่เป็นแนวบวกครับ ขอบคุณที่เข้ามาเป็นคนแรก ปกติน่าจะเป็นกามนิตหนุ่มคุณขจิต
สวัสดีครับคุณขจิต
หนูราณี
อาจารย์ก็เสียดายเหมือนกัน ที่ไม่ได้มีโอกาสพบหนูดังตั้งใจไว้ เห็นอาจารย์ทิพย์สุดาเล่าว่าพบกันแล้ว นัดกันแล้ว แต่มีอันแคล้วคลาดกันไป
ไม่เป็นไรครับ โอกาสหน้ายังมี ผมเองไปพิษณุโลกบ่อยเหมือนกัน งานประชุมบ้าง งานสอนกรรมฐานบ้างครับ
วันนั้น หนูลูกหว้ามีลาภใหญ่ครับ ทั้งของฝากทั้งลาภปากอาจารย์ตุ่มคั้นน้ำผลไม้สูตรพิเศษให้ทาน จนหนูลูกหว้าสวมวิญญาณปอบหยิบชมพู หยิบเอาๆกินจนแก้มกางยุ้ยออกมาอย่างที่เห็นในภาพ
เสียดายหนูราณีไม่มา ไม่งั้นคงสวยแบบอ้วนพองามบ้างแล้ว
ส่วนไอ้ที่ร้องฮือๆนั้น จะเอาอะไรครับ?
หนูนา
ตุ๊กตานั้นเป็นสิทธิพิเศษของคนที่กรากกรำงานหนักต้องไปแข่งกีฬาถึงเชียงใหม่ จนซูบผอมแบบอ.ลูกหว้านี่แหละ
ที่จริงอยากให้หนูเหมือนกันพอดีหมดแล้ว อาจารย์ตามไปเก็บไว้ได้สองตัวสุดท้ายจริงๆ
ขอบคุณที่ชมว่าหน้าใส อ.ลูกหว้านั้นเขาหน้าใสแบบธรรมชาติ ส่วนอาจารย์นั้นใสแบบมีเคล็ดลับสนใจครีมหน้าเด้งสูตรพิเศษไหม?(แอบกระซิบ)
สนใจเอียงหูมา...ซุบซิบ ซุบซิบ ซุบซิบ...
เช้าทา เย็นทา โบ๊ะเข้าไปใสปิ้งอย่างที่เห็นแน่
อาจารย์ขา...
สวัสดีค่ะอาจารย์
โอ้วว อ่านแล้วจินตนาการเห็นภาพ ได้อารมณ์ ติดตามสะกดลมหายใจ ฮ่าฮ่าฮ่า เกร็งลมหายใจไปด้วย
อาจารย์สบายดีนะคะ ที่เชียงใหม่เป็นสงครามน้ำขนาดต้องลี้ภัยเลยนะคะ ฮิฮิ
ตอนนี้อากาศร้อนแค่ไหนแล้วคะ รักษาสุขภาพนะคะ (ที่นี่กำลังเริ่มหนาววววว แล้วค่ะ)
^____^
บันทึกที่รอคอย..อิอิ
อาจารย์คะ อ่านแล้วขอยกสิบนิ้วประนมกรกราบคารวะค่ะ (และขออนุญาตดำหัวขอสูมาลาโทษเนื่องในปี๋ใหม่เมืองโตยเจ้า)
อ่านแล้วซาบซึ้งในกระแสเมตตาของนางยิบซีเลยค่ะ เคลิบเคลิ้มนึกว่าไปอยู่ในทะเลทรายมีแสงจันทร์อาบหน้า(ไม่เด้ง)ไปด้วย..
ขอเรียนถามเลยค่ะ ว่า กระแสจิตเวลาที่แผ่เมตตานี่อยู่ไกลใกล้แค่ไหนคะถึงจะรับได้ คะ..
สวัสดีครับคุณกฤษณา
มัวแต่แวะไปแซวลูกศิษย์ กลับมาจึงเห็นมาตอบอยู่ที่นี่เอง ว่าแต่นึกมุกใหม่แซวชาวเขาออกแล้วยังครับ
สนใจสูตรหน้าเด้งเหรอ อืมมม...ตกลงบอกก็ได้ แต่มีเงื่อนไข ๒ ข้อ คือ
๑.ห้ามเอาไปทำขาย ๒.ต้องทำทุกวัน <p>สูตรส่วนผสม </p><p>นมสดหนึ่งส่วน โยเกิตสองส่วน แคนตาลูปครึ่งลูก ข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ ๑ จาน(พอประมาณขนาดพูนจานรองกาแฟ) หากได้ข้าวเหนียวดำยิ่งดี</p><p>วิธีใช้ </p><p>ผสมนมสดและโยเกิตเข้าด้วยกัน เตรียมแคนตาลูปไว้ใกล้ๆตัว พอกินนมสดผสมโยเกิตแล้ว ให้กินแคนตาลูปตามไปอย่ารอช้าเดี๋ยวโยเกิตในท้องจะบูด</p><p>ส่วนข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆนั้น รอให้เย็นหน่อยค่อยนำมาแผ่ให้ขนาดพอดีกับหน้าเรา สวดนโมพุทธายะแล้วโป๊ะคลุมไปที่หน้า รอ ๑ ชั่วยามจึงล้างออกครับ</p><p>ตอนดึงออกให้สังเกตดูว่า ข้าวเหนียวนึ่งจะดึงเอาสิวเสี้ยนและเซลล์ตายใฝฝ้าหลุดออกมาเกลี้ยง หากยังไม่เกลี้ยงเป็นที่พอใจ ให้โบ๊ะใหม่อีกครั้งหนึ่ง</p><p>แฮ่ะ แฮ่ะ หากสนใจสูตรอื่นก็ยังมีอีกนะครับ</p><p>ส่วนเรื่องคนเขียนรูปเก่งหรือตีความเก่งนั้น เป็นไปได้ทั้งคู่ครับ หากคนเขียนรูปเก่งก็มีแง่คิดมากลึกซึ้งจุดประกายให้คิดต่อได้มากครับ ส่วนตีความเก่งนั้นต้องฝึกอย่างที่ผมนำฝึกนี่ไงครับ</p>
หนู is
ดีใจจังที่เจอหนูอีกครั้ง นึกงานเรียนหนักจนต้องเครียด...รวย...กินข้าว...จนไม่มีเวลามาท่องเวบเสียแล้ว อ้อ!เปลี่ยนรูปใหม่แล้ว แต่ยังคงดำรงความเป็นปริศนาธรรมอยู่ ทุกคนได้แต่เดาโหวงเฮ้งของหนูอยู่ในใจ
อ่านแล้วอย่าเกร็งมากนะครับ ท้องจะผูก
เชียงใหม่ตอนนี้กำลังร้อนจัด จนอาจารย์คิดจะกินน้ำแข็งเป็นอาหารเช้าแล้ว น้องแพรวก็ส่งข่าวมาจากPerth ว่าเริ่มหนาวแล้วเช่นกัน
หนู is ระวังตัวดูแลสุขภาพเช่นกันนะครับ เขาว่าหน้าหนาวให้ระวังชายหนุ่มนะครับ ๕๕๕
หวัดดีปี๋ใหม่เมืองคุณจันทร์รันต์ครับ
เริ่มมีบรรยากาศเหมือนกลิ่นดอกมะลิ ข้าวตอก น้ำปรุงหอมโชยมาอีกแล้ว...ตอนอยู่สำนักงานคณะ ลูกศิษย์มาดำหัวต้องสวมดอกมะลิล้นคอเป็นสายัณห์สัญญาเลย เสร็จพิธีแล้วมีอาการแพ้จามทั้งวันเพราะในดอกมะลิถ้าจะมียาฆ่าแมลงหรือฟอร์มาลีน
เรื่องเมตตาธรรมเป็นธรรมที่คุ้มครองโลกครับ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่ามีอานุภาพจริงๆ กระแสจิตของผู้มีเมตตาจะสามารถแผ่ไปใกล้หรือไกลได้ขึ้นอยู่กับอำนาจของกุศลจิต คือพลังของเมตตาและสมาธิผสมผสานกันครับ
ไปได้หลายทิศทาง ใกล้ไกล ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการแผ่เมตตา ว่าแผ่แบบเจาะจงหรือไม่เจาะจงการแผ่เมตตาให้กับสัตว์บุคคลแบบเฉพาะเจาะจงนั้น ไปได้เฉพาะจุด เหมือนมีโฟกัสเฉพาะ ส่วนผู้รับนั้นต้องมีสภาพจิตที่เหมาะสมด้วย เหมือนเครื่องรับวิทยุที่พร้อมสภาพและมีประสิทธิภาพในการรับคลื่นครับ
ส่วนการแผ่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่นคำที่ขึ้นต้นว่า...สัพเพสัตตา นั้นเป็นเมตตาอัปปมัญญาคือ แผ่กว้างไพศาลออกไป โดยไม่เลือกเฉพาะในสัตว์บุคคลใดใด แต่ต้องฝึกโดยลำดับ จนมีพลังเมตตาที่เกิดขึ้นภายในจริงๆ ไม่งั้นเป็นการแผ่เฉพาะลมปาก พูดออกไปก็หล่นปุอยู่ตรงข้างไปไม่ถึงไหนครับ
อย่างผม แผ่ให้ลูกศิษย์ลูกหาทุกวัน ขอให้เป็นสุข เป็นสุข ปราศจากทุกข์และเวรภัย
ตั้งเครื่องรับไว้นะครับ
ขอรับพลังเมตตาก่อนค่ะ สาธุ สาธุ สาธุ
โอ้โฮ อาจารย์เล่นใช้ "เมตตา" ขับเคลื่อนเรื่องราวยิปซีและสิงห์โตจากภาพ เยี่ยมมาก ทำให้เห็นพลังแห่งเมตตาจิตได้ดีจริงๆค่ะ
แสดงว่านางยิปซีนี้ได้ฌานขั้นอัปนาใช่มั้ยคะ
สวัสดีอีกรอบค่ะอาจารย์
ไม่ได้อยากได้อะไรหรอกค่ะ แค่อยากเจอค่ะ อยากคุยด้วยนาน ๆ ค่ะ เสียดายคลาดกันไว้อาจารย์มาคราวหน้าราณีจะทำอาหารมังสวิรัติให้ทานนะค่ะ ขอบคุณค่ะ ไม่ได้อยากได้ของหรอกค่ะ รับรองได้
โอ้ย!!! 555555 ขำกลิ้งสูตรหน้าใสเด้งของอาจารย์
หนูนาขอเอาเฉพาะส่วนแรกคือนมสดและโยเกิตแถมแคนตาลูป แต่ข้างเหนียวนึ่งเนี่ยขอบายค่ะ
สวัสดีครับ อ.พัชรา
สาธุรับบุญครับ...
ผมเขียนเป็นเรื่องแนวคิดด้านบวกครับและเป็นอุทธาหรณ์ให้รู้ว่าเวลาเดินทางในแดนไกลแปลกและเปลี่ยว การแผ่เมตตาเป็นเครื่องมืออย่างดีครับทำให้ปราศจากศัตรูและภยันตรายใดใดมากรายใกล้
ผู้ที่เจริญเมตตาอยู่เป็นนิตย์...จะเดินทางไปในที่ใดปลอดภัยในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ เพราะอานิสงส์ของเมตตาทำให้เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย
นี่ขนาดเป็นยิบซีนะ หากเป็นคนไทยเช่นอ.พัชราล่ะก้อสิงโตมาล้อมหน้าล้อมหลังแน่ๆ
เมตตาแบบนางยิบซี ใช้สมาธิไม่ต้องถึงขั้นอัปนาดอกครับ เป็นเพราะมีฐานกุศลจิตอันเกิดจากกรรมดีที่นางสั่งสมมาเป็นเหตุให้เกิดพลังเมตตาแผ่ออกไปได้ง่ายและเป็นแบบเฉพาะเจาะจง คือแผ่ให้เฉพาะสิงโตเท่านั้น
ส่วนเมตตาอัปปมัญญานั้น หมายถึงเมตตาที่ประมาณมิได้ เพราะแผ่กว้างออกไปไม่เจาะจงถึงเฉพาะผู้ใด และไม่จำกัดอาณาเขต อาจแผ่ได้ไปถึงภพภูมิอื่นๆได้ผู้ที่ฝึกระดับนี้ได้ต้องผ่านการฝึกการเจริญเมตตากรรมฐานมาก่อนและเคยแผ่เมตตาในระดับต้นได้ผลดีมาแล้ว จึงจะเจริญเมตตาอัปปมัญญาได้ครับ
อานิสงส์ของเมตตาอีกข้อหนึ่งคือ หลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข
หนูราณี
หนูนา
สูตรของอาจารย์ต้องทำครบเครื่อง จึงจะได้ผล เพราะเป็นยาที่มีสูตรสรรพคุณสองทาง
คือ กินก็ได้ ทาก็ดี
รอไว้เห็นสิวเสี้ยนที่หลุดออกมาเพราะฤทธิ์ข้าวเหนียวดำโบ๊ะหน้าก่อนเถิด...จะหนาว