แสงจันทร์พลันกระจ่างสดใสขึ้น ประกายสีเหลืองทองฉาบอาบทาไปทั่วทั้งสองร่างท่ามกลางทะเลทรายอันไพศาล เป็นภาพอันงดงามที่แต่งแต้มสร้างความอบอุ่นแห่งไอรักและทำลายความรู้สึกโดดเดี่ยวมลายจากไป เกิดเป็นความรู้สึกแห่งภราดรภาพเกิดขึ้นมา

<div align="left" style="text-align: center">         ผมขออนุญาตร่ายตอนต่อไป นัยว่าเป็นภาคจบอย่างสมบูรณ์ของ The Sleeping Gypsy ก็แล้วกัน
                                                                                                       </div>
The Sleeping Gypsy: Final Chapter
 
        ต้องขออภัยที่เงียบหายไปนานครับ ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ไทยสงกรานต์บ้านเฮาที่เชียงใหม่กลายเป็นสงครามสาดน้ำระดับอินเตอร์ จนผมต้องลี้ภัยสงครามชั่วคราวไปอยู่กับลูกสาวที่กรุงเทพเมืองอมร รอจนเทศกาลสาดน้ำแห้งเหือดจนกลายเป็นความร้อนผ่าวขึ้นมาแทนจึงกลับมา ผมอ่านดูคอมเม้นท์ของศิษย์ทั้งหลายทำให้นั่งอมยิ้มไปคลายร้อนลงได้บ้าง
        

       
ผมขออนุญาตร่ายตอนต่อไป นัยว่าเป็นภาคจบอย่างสมบูรณ์ของ
The Sleeping Gypsy ก็แล้วกัน

        เอ้า
! ล้อมวงเข้ามา เสื่อสาดก็ปูไว้แล้ว ค้างแต่หมอนเท่านั้นที่ไม่แจก กลัวลูกศิษย์ส่งเสียงกรนแข่งเสียงเล่าของอาจารย์
 
 
           นางฝันไปว่า….

           แสงจันทร์ค่อยๆเปล่งประกายแสงสีทองให้เรืองรองขึ้นมาทีละน้อย ประกายของแสงสีทองนั้นเล่าก็ขับสีผิวของนางให้ดูงดงามอย่างประหลาด คล้ายกับนางมิใช่นาง สีบนเสื้อผ้านางนั้นพลันแพรวพรายที่ถูกฉาบทาด้วยแสงสีจันทร์ ร่างของนางทั้งร่างจึงเป็นจุดเด่นสดใสกระจ่างท่ามกลางแสงจันทร์ ที่แต่งแต้มสีสันให้ทะเลทรายนั้นงามขึ้นอย่างน่าพิศวง

          ในฝันนั้น เสมือนนางยืนดูตัวนางอยู่และงวยงงในสิ่งที่ตานางเห็น นับเป็นครั้งแรกที่นางได้มีโอกาสพินิจตนเองอย่างจริงจัง นางดูเหมือนจะเคลิ้มไปกับสิ่งที่นางเห็น บรรยากาศอันสวยงามแต่อ้างว้างโดดเดี่ยว เสียงทำนองดนตรีที่นางเล่นก่อนนิทราแว่วขึ้นมาอีกประสานกับเสียงร้องของแมลงแห่งราตรีและสายลมทะเลทราย นางยืนสงบนิ่งฟังดังต้องมนต์

          ในฝันนั้น นางยืนมองดูตนเองท่ามกลางสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นานแสนนาน จนจู่ๆสรรพเสียงทั้งหลายพลันเงียบลงอย่างกะทันหัน สร้างให้เกิดความสงัดที่ไร้เสียงและบรรยากาศลึกลับแทรกเข้ามาแทนที่

          นางได้กลิ่นสาบของสัตว์ใหญ่แฝงโชยมากับสายลมอ่อนที่ดูเหมือนหยุดนิ่งไปพร้อมกับสรรพเสียงของราตรี กลิ่นนั้นทำให้นางรู้สึกขนลุกชัน นางหันศีรษะดูไปรอบๆ แต่แสงสว่างของจันทร์เพ็ญกลับสลัวแสงลงทำให้นางไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้ชัดเจนเลย  ทำให้นางเกิดความรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ

          ในฝันนั้น นางเห็นเงาทมึนร่างหนึ่งเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา ทำให้นางรู้สึกเสียใจแว่บหนึ่งขึ้นมาว่า คงเป็นเพราะรสชาติของไวน์รสดีและบรรยากาศเป็นใจเมื่อคืนนี้ที่ทำให้นางหลงเพลินไปกับเสียงดนตรีและมนต์เสน่ห์แห่งคืนจันทร์เพ็ญที่ทำให้นางผล็อยหลับไปก่อนก่อกองไฟขึ้นมาเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายเข้ามาก่อนนอนตามปกติวิสัย

        ขณะนี้ สิ่งเดียวที่นางกระทำได้คือ นอนนิ่งๆ พยายามกลั้นลมหายใจที่เริ่มมีจังหวะหายใจรัวเร็วขึ้นมา ด้วยเกรงว่าเสียงหายใจนั้นจะดังก้องขึ้นมา  หัวใจของนางเต้นระทึกดังอยู่ในทรวงอก นางใช้มือข้างซ้ายที่งอทาบอยู่กับทรวงตรงหัวใจนั้นกดลงแน่นเพื่อหวังว่าการเต้นระทึกนั้นจะน้อยลงบ้าง

        นางพึมพำเรียกชื่อตนเอง อลิสซ่าเบลล่า…อลิสซ่าเบลล่า อย่ากลัว อย่ากลัว  โดยหวังว่าจะทำให้ใจของนางหายตื่นตระหนกลงไปบ้าง

         นางได้ยินเสียงพลิกตัวของก้อนกรวดเล็กๆบนเนินทรายด้านปลายเท้าของนาง นางขยับตัวเล็กน้อยด้วยความประสงค์จะผงกศีรษะขึ้นมาดูให้ชัดว่าอะไรที่ทำให้เกิดเสียงนั้น แต่ร่างกายอันแข็งทื่อของนางไม่ตอบสนอง เสียงนั้นเงียบหายไป…นางพยายามเงี่ยหูตั้งใจฟังแต่เสียงหัวใจเจ้ากรรมดันมาเต้นดังกลบเสียงที่นางหวังจะได้ยิน นางพยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกให้ช้าลงบ้าง

         นางพยายามตั้งสติ เพื่อนำสัญชาตญาณแห่งความเป็นนักรอนแรมเผชิญภัยตื่นตัวขึ้นมา มือข้างขวาของนางกระชับแน่นอยู่กับไม้เท้าคู่กาย ประสาทที่นิ้วมือของนางส่งความรับรู้ถึงความเย็นและแข็งของผิวไม้ที่ด้ามจับ ดูเหมือนว่าความแข็งของไม้เท้าจะปลุกเร้าจิตใจของนางให้เข้มแข็งขึ้นมา


         นางได้ยินเสียงนั้นอีกแล้ว!เป็นเสียงย่างเหยียบของสัตว์ใหญ่แน่นอนที่บดย่ำลงมาบนพื้นทรายที่อ่อนนุ่มบางจุด นางได้ยินอย่างชัดเจนถึงเสียงของมวลทรายไหลยุบตัวลงตามจังหวะการย่างของสัตว์ที่นางยังไม่รู้จักนั้น ความเย็นวาบก่อตัวขึ้นมาจากไขสันหลังส่งผลให้เกิดอาการขนลุกขึ้นมาทั่วตัวอีกครั้งหนึ่ง

        เสียงอะไรนั่น
!…ที่แท้ฟันของนางเริ่มสั่นกระทบกันเป็นเสียงดังแทรกขึ้นมา นางขบฟันแน่นหลับตาลงพยายามภาวนาสวดมนต์ออกมาบ้าง แต่ก็ไม่สามารถระลึกถ้อยคำใดใดได้เลย ความสั่นของฟันและริมฝีปากสงบลงแต่กลับกลายเป็นอาการกระตุกของกล้ามเนื้อที่บริเวณช่วงท้อง ที่หดตัวเกร็งขึ้นมาเป็นระลอกๆ ทำให้นางรู้สึกปวดมวนที่ท้องจนอยากจะอาเจียนแต่นางก็เม้มปากข่มใจกลั้นไว้

        นางอยากขยับขาแต่ไม่กล้าขยับ คงมีแต่ดวงตาเท่านั้นที่เบิกโพลงขึ้นมาแม้ว่าจะมองไม่เห็นสิ่งใดเลย

        ทันใดนั้น! เลือดทั่วกายของนางพลันเย็นเฉียบจนร่างกายแข็งทื่อ เมื่อนางรู้สึกว่ามีสิ่งหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่บริเวณปลายเท้าของนาง กลิ่นสาบสางที่ไม่เคยคุ้นจมูกตลบทั่วบริเวณ นางได้ยินเสียงคำรามเบาๆในลำคอมีเสียงหายใจฟืดฟาดระคนอยู่ด้วย จนนางรู้สึกว่ามีลมไออุ่นๆกระทบที่ปลายเท้า ขนทั่วตัวของนางลุกโพลงขึ้นมาชูชันพร้อมกัน ผิวหนังบริเวณใบหน้าและต้นคอเห่อบวมขึ้นมา พร้อมกับเกิดความรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย

        ลมหายใจร้อนผ่าวนั้นไล่สูงขึ้นมาเรื่อยๆ จากปลายเท้า… ปลีน่อง… หัวเข่า…นางอยากอ้าปากกรีดร้องจนสุดเสียงแต่ริมฝีปากสูญเสียการควบคุม ตาของนางเท่านั้นที่เหลือกกว้างเห็นแต่ตาขาวโพลน…

        นางพยายามหลุบตาลงเพื่อจะมองให้เห็นภาพได้ชัดเจน…นางเห็นเงาดำใหญ่ก่อนแล้วจึงเห็นตาสีเหลืองคู่ใหญ่วาวโรจน์อยู่ตรงบริเวณขาอ่อนของนาง เสียงคำรางในลำคอคราวนี้ดังชัดขึ้นเต็มสองหู…สิงโต!!

        ใช่แล้ว! สิงโตตัวใหญ่ในวัยฉกรรจ์ ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยพละกำลังและมีรูปร่างสง่างามสมกับสมญาราชาแห่งส่ำสัตว์ มันเป็นสิงโตที่แตกแยกมาจากกลุ่มเพื่อความอยู่รอดและเพื่อสะสมประสบการณ์ชีวิตเพื่อแสวงหาความเป็นใหญ่ในอนาคต มันกำลังสำรวจดูนางอยู่ มันประหลาดใจเหลือเกินที่ในอาณาจักรของมันมีสิ่งมีชีวิตที่หาญกล้าเข้ามาล่วงล้ำ

        มันได้ยินเสียงคล้ายลมอันแปลกประหลาดมาตั้งแต่ตอนต้นราตรี ที่เป็นสิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของมัน ทำให้มันเดินออกมาจากที่พำนักเพื่อหาที่มาของเสียงนั้น ในท้องทุ่งทะเลทรายอันกว้างใหญ่และว่างเปล่าไม่เป็นการยากที่จะเสาะหาสิ่งที่เป็นเป้าหมาย มันแหงนจมูกขึ้นสูงเมื่อมีกลิ่นประหลาดลอยตามกระแสลมมา กลิ่นนั้น ต่างจากกลิ่นสัตว์ทุกชนิดที่มันเคยรู้จัก

       มันเห็นร่างนางแต่ไกล

       มันรู้สึกตื่นเต้น ฉงนและระแวดระวัง การเคลื่อนไหวตัวของมันช้าลง มันก้าวอย่างช้าทีละก้าวในท่าย่อตัวจนกระทั่งถึงระยะใกล้ที่จะถึงตัวร่างที่มันหมายตา มันย่อตัวลงต่ำจนอยู่ในท่าหมอบ กล้ามเนื้อทุกมัดในกายมันเกร็งตัวจนขนทั่วกายมันลุกชัน หางของมันปัดไปมาอย่างช้าๆและเริ่มม้วนขดงอเข้ามา เตรียมพร้อมที่จะกระโจนพุ่งตัวเข้าใส่ หากร่างนั้นขยับตัว

         มันนอนหมอบอย่างนั้นอยู่นาน แต่ร่างที่มันจับตาอยู่ดูนั้นไม่ไหวติง ความประหลาดใจเกิดขึ้นมาในจิตของสิงโต มันจึงนิ่งอยู่นานก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปสำรวจดูร่างนั้นอย่างใกล้ชิด มันค่อยๆเขยิบตัวโดยใช้เท้าหน้าสืบย่างไปก่อนอย่างระมัดระวัง เมื่อเท้าหนึ่งวางอยู่บนพื้นเรียบร้อยแล้วมันจงค่อยยกเท้าอีกข้างหนึ่งตามไปอย่างเงียบกริบ จนในที่สุดมันย่างเข้าไปใกล้จนถึงปลายเท้าของนางยิบซี

         ความอยากรู้ทำให้มันเอาจมูกจรดลงเพื่อดมกลิ่นของสิ่งนั้นให้ชัดเจนขึ้น สิ่งนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มันไม่เคยพบในระยะใกล้ขนาดนี้ มันเพียงเคยได้กลิ่นคล้ายๆอย่างนี้ในระยะไกลที่ลอยตามลมมาเท่านั้น มันเพียงรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าสิ่งมีชีวิตนี้แตกต่างออกไปจากส่ำสัตว์ที่เคยตกเป็นเหยื่อของมัน

         มันขยับการดมสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ร่างนั้นยังคงนิ่งอยู่ไม่ขยับ มันให้มันเริ่มคลายความระมัดระวังลงไปบ้าง มันขยับและยืดตัวขึ้นสูงจนยืนเต็มร่าง มีแต่หางของมันยกชี้ไปในอากาศตามสัญชาตญาณของการระวังตัว สายลมของท้องทะเลทรายอันกว้างใหญ่พัดกรูเข้ามาจนขนที่แผงคอของมันลู่ไปตามลม มันสำรวจสูงขึ้นไปทุกที หนวดทุกเส้นของมันส่งปฏิกิริยาตอบสนองว่าสิ่งที่มันกำลังสำรวจอยู่นี้กำลังสั่นเทิ้มอยู่ด้วยความหวาดกลัว ทำให้มันส่งเสียงคำรามเบาในลำคอด้วยความพึงใจในอำนาจในตัวของมันและเพื่อข่มขวัญศัตรู

          ฝ่ายนางยิบซีนั้นเล่า ขณะที่เกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างสูงสุดในชีวิต นางเริ่มทอดอาลัยตายอยากและหมดความหวังที่จะมีชีวิตรอดในครานี้

       
อลิสซ่าเบลล่า…นางครางอยู่ในใจ

       
ชีวิตของเจ้าจะจบสิ้นแล้วในคืนนี้ นางกล่าวย้ำกับตัวเอง

        แล้วนางจึงตั้งจิตรำลึกถึงชีวิตของนางที่ผ่านมาว่าได้เคยกระทำสิ่งใดมาคุ้มค่ากับการเกิดและการตายของชีวิตนี้หรือยัง

         ภาพในอดีตปรากฏขึ้นมา สิ่งที่นางเคยทำ…สิ่งที่นางเคยพูด ล้วนปรากฏชัดขึ้นมาคล้ายมีภาพเคลื่อนไหวตั้งอยู่เบื้องหน้า เกิดให้เห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตชัดเจนแล้วดับไปและเกิดภาพใหม่เข้ามาแทนอย่างรวดเร็วเป็นสายเหมือนระลอกคลื่นของทะเลยามพัดเข้ามาสู่ฝั่ง ทุกภาพนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ดีงามของพฤติกรรมที่นางเคยทำให้แก่สัตว์และบุคคลอื่นทั้งสิ้น

         นางเห็นภาพที่นางเคยเอาน้ำนมแพะไปป้อนลูกแมวตัวจ้อยที่พลัดหลงแม่…

          นางเห็นภาพของนางที่เฝ้ารักษาพยาบาลเข้าเผือกให้แก่อูฐขาหักตัวหนึ่งที่เจ้าของทอดทิ้งให้มันนอนรอความตายตามยถากรรมเพราะเพียงเห็นว่ามันมีชีวิตที่ไร้ค่าแล้ว…

         นางเห็นภาพของนางที่กำลังป้อนอาหารและน้ำแก่หญิงชราที่นอนซมด้วยพิษไข้ หมดกำลังไม่สามารถเดินทางเดินทางต่อไปกับคณะได้…

         นางเห็นภาพสิ่งที่ดีงามที่นางเคยทำในอดีตอีกมากมายที่ไหลออกมาจากความทรงจำ ทุกความทรงจำนั้นสร้างให้เกิดรอยยิ้มอันเปี่ยมสุขเกิดขึ้นมาบนใบหน้าของนาง กลบความรู้สึกหวาดกลัวและหมดหวังท้อแท้ในชีวิตไปจนหมดสิ้น

          นางจึงตั้งจิตขึ้นส่งความปรารถนาดีไปยังสัตว์ตัวใหญ่ที่กำลังสำรวจตัวของนางอยู่ในขณะนี้ จิตของนางเป็นจิตที่ชุ่มเย็นระคนไปด้วยความอิ่มเอิบแห่งปีติสุข ทำให้นางส่งกระแสจิตนั้นออกไป

        เจ้าสัตว์ผู้ยากไร้และโดดเดี่ยว หากเจ้าประสบกับความทุกข์ร้อนด้วยหิวกระหายใดใดก็ตาม จงมาระงับดับทุกข์ของเจ้าด้วยเรือนร่างของข้าเถิด แม้ชีวิตของข้าจะโดดเดี่ยวเฉกเช่นเจ้า แต่ข้าก็ได้กระทำสิ่งที่ข้าพึงใจ ข้าได้สร้างความสุขให้แก่สัตว์และบุคคลอื่นมาเพียงพอแก่เวลาและคุ้มค่าในชีวิตร่อนเร่พเนจรของข้าแล้ว


        สิ่งสุดท้ายที่ข้าจะกระทำได้ในขณะนี้ คือการอุทิศร่างของข้าให้แก่เจ้าเพื่อสืบต่อชีวิตของเจ้ายาวนานต่อไป

        เชิญเข้ามาลิ้มชิมรสเถิด…อย่าได้รีรอ

         สิงโตผู้เป็นเจ้าแห่งทะเลทรายชะงักงัน ด้วยรับรู้ความรู้สึกใหม่ที่แผ่วูบเข้ามา เป็นกระแสที่เยือกเย็นและอบอุ่นพร้อมกัน ที่ข่มความรู้สึกระแวงและเกรงภัยของมันดับลงหมดสิ้น ขนที่หยาบแข็งทั่วตัวของมันคล้ายได้รับกระแสพลังอันประหลาดซ่านเข้ามาสร้างความนุ่มนวลให้ขนของมันนุ่มลงจนฟูฟ่องทวนลม จิตที่เคยหยาบกระด้างตามสัญชาตญาณของมันสัมผัสกับความรู้สึกอ่อนโยนที่แทรกเข้ามา

          มันงันไปชั่วครู่เพื่อจับความรู้สึกนั้นให้ชัดขึ้น เป็นความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในจิตของมัน มันรับเอาความรู้สึกนั้นเข้ามามากยิ่งขึ้น มันรู้สึกถึงความเยือกเย็นที่ซึมซ่านเข้ามาทำให้กล้ามเนื้อมันผ่อนคลาย ตาอันวาวโรจน์ด้วยความแข็งกร้าวแห่งการเป็นผู้ล่า ค่อยๆจางลงจนหายไปกลายเป็นดวงตาที่สงบอันมีแววแห่งความการุญอันนุ่มนวลเข้ามาทดแทน

           แสงจันทร์พลันกระจ่างสดใสขึ้น ประกายสีเหลืองทองฉาบอาบทาไปทั่วทั้งสองร่างท่ามกลางทะเลทรายอันไพศาล เป็นภาพอันงดงามที่แต่งแต้มสร้างความอบอุ่นแห่งไอรักและทำลายความรู้สึกโดดเดี่ยวมลายจากไป เกิดเป็นความรู้สึกแห่งมิตรภาพและภราดรภาพเกิดขึ้นมา

            ณ ท้องทะเลทรายแห่งนี้ สิ่งที่มีชีวิตสองสิ่งมาบรรจบพบกัน แม้ว่าทั้งสองสิ่งนี้จะมีความแตกต่างทางกายภาพอย่างมากมายแต่ก็มีจิตวิญญาณมลายคล้ายคลึงกัน นั่นคือความปรารถนาในความสุขสงบของชีวิตเสรีเฉกเช่นเดียวกัน

            ท้องทะเลทรายอันไพศาล ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

            ชีวิตทั้งสองกำลังศึกษาและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

            เป็นภาพแห่งความสวยงามของชีวิตที่ควรชมและเล่าขาน

            นางยิบซี…สิงโต… ทะเลทราย และคืนแห่งจันทร์เพ็ญ    <p style="text-align: center" align="left"> </p>