สมการ “ปลดหนี้สิน” ของชาวนา... คงต้องถอดรหัสกันอีกนาน การวิเคราะห์โดยใช้ความรู้ทางสถิติเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถถอดรหัสได้ เพราะนอกจากจะมีตัวแปรที่เกี่ยวข้องมากมายหลายตัวแล้ว ความสัมพันธ์ของตัวแปรในสมการยังโยงใยและซับซ้อน

 

ภาวะหนี้สินและความทุกข์ยากของชาวนา

เป็นกระบวนการที่มีการก่อเกิดและพัฒนาการมายาวนาน...

หนี้สินหมายถึงการที่รายจ่ายมากกว่ารายได้

รายได้มีที่มาจากผลผลิตและราคาที่ได้จากการขายผลผลิตหักด้วยต้นทุนในการผลิต

ความเป็นจริงที่ทุกคนรู้ก็คือ ผลผลิตทางการเกษตรและราคาผลผลิตมักจะแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ผลผลิตทางการเกษตรขึ้นอยู่กับสภาวะทางธรรมชาติ ดินฟ้าอากาศ น้ำ ลม ฝน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้แม้เราจะมีพื้นที่เกษตรในเขตชลประทาน แต่ก็ไม่ถึงร้อยละ ๒๐ ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด  ส่วนราคาผลผลิตที่ขายได้ขึ้นอยู่กับกลไกทางการตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราควบคุมได้ยากเช่นกัน โดยเฉพาะหากเป็นการกำหนดราคาจากภายนอก เช่น ตลาดโลก ที่นับวันจะมีกติกาและการแข่งขันที่ซับซ้อนขึ้นทุกขณะ 

 

ในขณะที่ ราคาข้าว ในตลาดโลกมีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สวนทางกันก็คือ ต้นทุนการทำนา ที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นและสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ยเคมี ค่าสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง ค่าจ้างแรงงาน ค่าใช้จ่ายในการเตรียมดิน ค่าสูบน้ำ ค่าเก็บเกี่ยว ฯลฯ

 ชาวนาในเขตน้ำฝนอาจไม่ต้องลงทุนสูงเหมือนชาวนาในเขตชลประทาน แต่โดยเงื่อนไขที่จำกัดของระบบนิเวศน์ ผลผลิตข้าวในเขตน้ำฝนจึงอยู่ที่ประมาณ ๓๐ -๔๐ ถังต่อไร่ ซึ่งบางพื้นที่อาจได้มากหรือน้อยกว่านี้ ชาวนาที่พนมทวนไม่ไกลจากกำแพงแสนนี้เอง ได้ข้าวเพียง ๑๐ ถังต่อไร่ และหากฝนแล้งก็จะได้น้อยกว่านี้.... 

รายได้ของชาวนาจากการขายข้าวจึงมีแต่จะลดลง...

ส่วนรายจ่ายที่เป็นต้นทุนการทำนา...มีแต่จะเพิ่มขึ้น

 

ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต....แต่ละวัน แต่ละเดือน และแต่ละปี....

ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากับข้าว ค่าเสื้อผ้า ค่ายา ค่าภาษีสังคม ฯลฯ

ที่สำคัญคือเจ้าโจรเสื้อขาว  ที่ปล้นทีนึง... หมดนาไปแปลงนึง

ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกต้องมา ลำบาก เหมือนตัวเอง

ปรากฏการณ์ ขายนาให้ลูกเรียน จึงเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของประเทศไทย  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สมการ เกิดหนี้สินของชาวนานี้…. คิดง่ายมาก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> แต่สมการ ปลดหนี้สิน ของชาวนา… คงต้องถอดรหัสกันอีกนาน  การวิเคราะห์โดยใช้ความรู้ทางสถิติเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถถอดรหัสได้ เพราะนอกจากจะมีตัวแปรที่เกี่ยวข้องมากมายหลายตัวแล้ว ความสัมพันธ์ของตัวแปรในสมการยังโยงใยและซับซ้อน ผู้ถอดรหัสจำเป็นต้องมีวิธีคิดและวิเคราะห์ เชิงระบบ ที่ครอบคลุมทั้งมิตินิเวศน์เกษตร นิเวศน์วัฒนธรรม ภูมิสังคม ภูมิเศรษฐศาสตร์ การเมืองและการปกครอง  ต้องศึกษาในลักษณะของการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างที่มีมุมมองทางประวัติศาสตร์และการศึกษาเปรียบเทียบ เนื่องเพราะเรื่องราวของชาวนาและสังคมไทยไม่ใช่เป็นเพียงภาพที่อยู่นิ่ง แต่เป็น พลวัตร คือปรับเปลี่ยนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา </p><p>ในชั่วโมงว่าด้วยสถานการณ์ภาคการเกษตร ชุมชนและโครงสร้างการเกษตรไทย ที่บรรยายให้แก่นักศึกษาม.เกษตรกำแพงแสนทุกภาคเรียนนั้น (เป็นรายวิชาบังคับของนิสิตคณะเกษตรทุกคน และบางเทอมก็มีนิสิตคณะอื่นลงเรียนด้วย)  จะให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้ ที่มาที่ไปของการพัฒนาการเกษตรผ่านการวิเคราะห์แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นับแต่แผนฉบับที่ ๑ จนถึงปัจจุบันคือแผน ๑๐…. บทเพลง ผู้ใหญ่ลีที่ให้ลูกศิษย์ช่วยกันร้องในห้องเรียนโดยไม่มีโพย (ต้องขออภัยห้องเรียนอื่นที่อาจถูกรบกวนจากเสียงที่ประสานกันของนิสิตเกือบ ๒๐๐ กว่าคน) จึงเป็นการให้นิสิตได้รับรู้และเข้าใจบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในชุมชนชนบทของสังคมไทยที่สะท้อนผ่านเนื้อหาของเพลง….  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พ.ศ. ๒๕๐๔ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ต่อไปนี้ ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าว ถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทางการเขา สั่ง มาว่า ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ฝ่ายตาสีหัวคลอนถามว่าสุกรนั้นคืออะไร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด…</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สุกรนั้นไซร้…คือหมาหน้อยธรรมดา…หมาหน้อย…หมาหน้อยธรรมดา…</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หลังจากร้องเพลงกันจบแล้ว จะตั้งคำถามว่า นิสิตได้เรียนรู้อะไรจากเพลงผู้ใหญ่ลีบ้าง? </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ลูกศิษย์หลายคนคงคิดว่าเรื่องราวของผู้ใหญ่ลีเป็นเนื้อเพลงที่แต่งขึ้นไว้ร้องกันเล่น ๆ เพื่อความบันเทิง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่เรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิทานก็คือ ชาวบ้านของหมู่บ้านนั้น (และคงอีกหลาย ๆ หมู่บ้าน) ในยุคเริ่มต้นของการใช้แผนพัฒนาประเทศ ได้พากันเลี้ยง หมาหน้อย ตามที่ผู้ใหญ่บ้านบอกกล่าว…</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หากโยงเรื่องราวของผู้ใหญ่ลี….ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๕๐ ปีก่อน เข้ากับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่… ณ วันนี้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราก็ยังคงมีทางการ ที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงของวิถีชุมชน และยังคงทำงานแบบใช้ คำสั่ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เรายังคงมี ผู้นำชุมชนที่ถูก เกณฑ์ ให้ไปรับฟังเรื่องของแผนพัฒนาประเทศ และกลับมา บอกต่อ ให้คนอื่น ๆ รับรู้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เรายังคงมีคนอย่าง ตาสี ที่ฟังแล้วฟังอีกก็ยังไม่เข้าใจ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และเราก็ยังมีคนอย่าง ผู้ใหญ่ลี ที่แม้ได้ยินกับหูแต่ก็ ไม่รู้จริง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คำถามคือ…เราจะจัดการกับคนที่ ไม่รู้แล้วชอบชี้ ได้อย่างไร</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การจัดการกับ ความไม่รู้ (Knowless Management)” จึงสำคัญมาก โดยเฉพาะกับความไม่รู้ของ ตัวเราเอง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทำอย่างไรเราจึงจะรู้ว่า เราไม่รู้….</p>คงต้องมีใครบางคนรักและเมตตา ช่วยทำหน้าที่เป็น กัลยาณมิตร ให้กับชีวิตกระมัง