Make Love Not War อิอิอิ

การเขียนบล็อกต่อไปนี้คงต้องยึดเอาชีวิตประจำวันตัวเองเป็นหลักแล้วหล่ะ เนื่องจากไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงที่บ้านเราว่าเป็นยังไงกันมั่ง มองอีกแง่นึงก็ดีที่เราจะได้แบ่งปันข้อมูล ทำความรู้จักสังคมอีกซีกหนึ่งในโลกที่อยู่แทบจะใต้สุดของโลกทีเดียวอย่างที่ป้าบอกว่า ควรจะรู้วัฒนธรรมโลกบ้างเราไม่ได้มีแต่ประเทศไทยในโลก ยิ่งเดี๋ยวนี้โลกไร้พรมแดนขนาดนี้ สักวันมันต้องเป็นประโยชน์สิน่า รู้มากไว้ไม่เสียหายอะไรนี่ เอาหล่ะมาดูวันสำคัญของที่นี่ดีกว่า วันที่จะมาถึงนี้คือ
วันทหารผ่านศึก
(Veteran Day)veterans
ANZAC DAY
ย่อมาจาก Australian New Zealand Army Corp กองกำลังผสมของทั้งสองประเทศ  เป็นวันที่ระลึกถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่นิวซีแลนค์และออสเตรเลียส่งทหารเข้าร่วมรบสมทบกับอังกฤษที่สมรภูมิ Gallipoli  ในปี 1915 ประเทศตุรกีนู่น และให้เกียรติยกย่องผู้ที่กลับมาจากสมรภูมิ

It commemorates all New Zealanders killed in war and also honours returned servicemen and women.
commemorate (v)
commemoration (n)

ทหารกีวีตายไปสองพันกว่าๆ  แต่เนื่องจากประชากรของประเทศนิวซีแลนด์เมื่อตอนนั้นประมาณสองล้าน เอง คนตายเยอะขนาดนั้นก็เป็นเรื่องใหญ่มากๆ
จริงๆ แล้วฝ่ายตรงข้ามตายเยอะกว่า หลายเท่า แต่นะประวัติศาสตร์ประเทศใครประเทศมัน
หากอิฉันสามารถตื่นตีห้าฝ่าความหนาวไปดูขบวนของทหารผ่านศึกทั้งหลายคงจะดีไม่น้อย มีการวางพวงหรีด (wreath laying) เพื่อระลึกถึงผู้เสียสละด้วย

The service begins with a pre-dawn procession of returned servicemen and women to the local war memorial.
ก่อนรุ่งสาง(dawn)มีการตั้งขบวน(procession)ของบรรดาทหารผ่านศึกทั้งหลายไปสู่อนุสาวรีย์สงครามในท้องถิ่น

The service is moving and powerful.

พิธีนั้น moving คือ น่าประทับใจ ทำให้น้ำตาไหลได้  ประหนึ่งว่าเคยเป็นเมียทหารสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อ้าวใครจะไปรู้อดีต  เหอๆๆ

One of the most well-known aspects of the service is the reading of the last verse of Laurence Binyon's "For the Fallen": กล่าวโคลงสดุดีผู้ล่วงลับ

“They shall grow not old,
as we that are left grow old:
Age shall not weary them, nor the years condemn.
At the going down of the sun and in the morning We will remember them.”