การเขียนบันทึกใน blog ที่ได้รับความนิยมในเวลานี้ หลายคนสามารถบอกเล่าเรื่องราว ความคิด ประสบการณ์ให้ผู้คนอีกพากหนึ่งของประเทศสัมผัสและรับรู้ได้
แต่ทว่า คนในประเทศไทยอีกหลายล้านคนที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัส รับรู้บันทึกที่ปรากฏใน blog ต่างๆ
ใน blog เช่น gotoknow นั้น มีคำแนะนำ กำลังใจมากมาย รวมทั้งเทคนิควิธีการสำหรับตกแต่ง blog มิตรภาพและน้ำใจที่ส่งเสริมให้การเขียนบันทึกมีสีสัน และเกิดความผูกพันกับบันทึกมากขึ้น
ณ บ้านกลางหมื่น เขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีการเขียนบันทึกที่เก็บไว้เป็นมรดกทางความคิดของคนในตระกูลหนึ่งไว้ ..
ที่ระบุว่า “ของคนในตระกูล” เพราะเป็นการบันทึกใส่สมุด ด้วยลายมือเขียนโย้เย้ เป็นการบันทึกเรื่องราวของผู้สูงวัยอายุ 58 ปี ที่หลายคนไม่แน่ใจว่า ท่านจะอยู่อีกนานแค่ไหน
ความจริงแล้ว ชายสูงวัยท่านนี้ ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษ แตกต่างจากผู้สูงอายุท่านอื่นแต่อย่างใด ไม่เคยเป็นนักปกครอง ไม่เคยดำรงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือตำแหน่งทางราชการใดๆ ไม่เคยได้รับรางวัลยกย่อง เชิดชูเกียรติใดๆ ไม่เคยสร้างผลงานจนได้รับคำยกย่องสรรเสริญ ไม่เคยประกอบคุณงามความดีจนสังคมต้องยกย่องเป็นบุคคลตัวอย่าง แต่ท่านเป็นคนธรรมดาเหมือนคนทั่วไป ที่อาจจะไม่มีอะไรที่น่าสนใจมากนัก
แต่ด้วยวัย 58 ปี ที่ผ่านชีวิตมาหลากหลาย ผ่านชีวิตมายาวไกล มีสายตาที่แหลมคม ยาวไกล มีจิตใจที่มุ่งมั่น เข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลาย มีประการณ์ชีวิต ความรู้และความคิดที่อัดแน่น พร้อมที่จะถูกนำออกมาใช้ได้ทันทีทันควัน แต่ท่านก็เป็นเพียงชายชราคนหนึ่งเท่านั้น
บันทึกจากภูมิปัญญาของชายผู้นี้ เริ่มต้นขึ้น เมื่อหลานชายของเขา มีเรื่องที่ไม่สบายใจ ทั้งปัญหาหนี้สิน ปัญหาการเงิน เครียดจนคิดสั้น หลายคนพยายามให้คำแนะนำ แต่ไร้ผล แต่เมื่อมานั่งกินข้าวเย็นกับชายสูงวัยผู้นี้ คำแนะนำสั่งสอนเพียงไม่กี่คำ กลับทำให้หลานชายของเขาคิดได้ และเปลี่ยนแปลงตัวเองในเวลาต่อมา
และอีกหลายปัญหา ที่ชายผู้นี้ ให้คำแนะนำที่ง่ายๆ แต่กลับทำให้ผู้ฟังได้หยุดคิด และหยุดทบทวนตัวเอง ทั้งๆที่ชายผู้นี้ จบการศึกษาเพียงชั้นประถม 4 เท่านั้น ไม่ได้มีความรู้ทางการศึกษามากมายแต่อย่างใด
ทำให้หลานสาวอีกคนประทับใจ และเริ่มจดบันทึกคำพูด คำแนะนำต่างๆของชายผู้นี้ ลงในสมุดบันทึก
ทุกเรื่องราวเหตุการณ์ที่ได้ยินได้ฟังจากชายคนนี้ในแต่ละวัน เธอจะจดบันทึกไว้ เหมือนเป็นสมุดไดอารี่ประจำวัน นับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2545 จนถึงปัจจุบัน ที่มีสมุดจดบันทึกเกินกว่า 100 เล่ม
เป็นสมุดจดบันทึกที่หาซื้อตามร้านขายอุปกรณ์การเรียนนี่เอง ไม่ใช่สมุดไดอารี่ที่ออกแบบสวยหรูแต่อย่างใด เธอจะจดบันทึกข้อความต่างๆลงไป นับตั้งแต่ปัญหาชีวิต จนถึงข่าวสารบ้านเมืองต่างๆที่ชายสูงวัยท่านนี้ได้พูดออกมา
แม้แต่เรื่องประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจในขณะนี้
”ควรบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญหรือไม่”
ความคิดเห็นของชายสูงวัยผู้นี้ มีว่า
”พุทธศาสนาอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่เอกสาร
ที่ศีลธรรมเสื่อมลงในปัจจุบัน เพราะคนเราไม่มีพุทธศาสนาอยู่ที่ใจ แต่ไปอยู่ที่วัตถุมงคลกันหมดแล้ว
คนหลายคน มองเห็นรัฐธรรมนูญ มากกว่า ที่จะมองเห็นหลักธรรมะเสียอีก”
เป็นเวลาถึง 5 ปีที่มีการเขียนบันทึกประจำวันอย่างต่อเนื่อง 5 ปี นับเป็นเวลาถึง 1,825 วัน
บันทึกจากความตั้งใจของเด็กสาวที่เรียนพาณิชย์ ที่พยายามจดบันทึกความคิดเห็น คำแนะนำจากคุณลุงของเธอมาตลอด
เป็นความตั้งใจ ที่ต้องใช้ความอุตสาหะพยายามมาพอสมควร ตั้งแต่หยิบสมุดมานั่งฟัง นั่งจด ต่างจากบรรดาผู้ที่เขียนบันทึกใน blog ที่เขียนตอนไหน ที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องไปซื้อสมุดบันทึกใหม่ เมื่อบันทึกหมดครบทุกหน้า
คนเขียนบันทึกใน blog ยังไม่สามารถที่จะเขียนบันทึกได้ทุกๆวัน ทั้งๆที่มีความสะดวกในการเขียนบันทึกมากกว่า
เรื่องราวที่นำมาบันทึกนี้ ที่บอกว่าเป็นบันทึกจากภูมิปัญญาที่เป็นมรดกทางความคิดของคนในตระกูล เพราะเธอไม่ได้เขียนบันทึกเผยแพร่ใน blog ให้คนอื่นๆมีโอกาสได้เรียนรู้ด้วย และไม่สะดวกที่จะใช้ Intetnet มากนัก
นี่เป็นความมุ่งมั่น ความพยายาม และความตั้งใจของลุงและหลานคู่หนึ่ง ในการบันทึกประสบการณ์ ชีวิตความรู้ที่สะสมมา ลงในสมุดบันทึกธรรมดาๆ มากกว่า 100 เล่ม ทั้งๆที่คุณลุงของเธอ เป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
ที่จริงแล้ว เธอก็อยากที่จะเผยแพร่บันทึกจำนวน 100 เล่มนั้นเช่นกัน แต่ในความเป็นจริง ไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไร แต่จากความมุ่งมั่น ความพยายามในการเขียนบันทึกตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เธอได้อะไรมาบ้าง
เธอจึงยกคำพูดของคุณลุงของเธอมาขยายความนี้
” การพยายามเขียนบันทึกด้วยลายมือ ลายมือเป็นสิ่งที่บอกอารมณ์ได้ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะลายมือสวยหรือไม่ก็ตาม หากเขียนได้ตัวตรงอยู่ในเส้นบรรทัด เรียบ สม่ำเสมอ ไม่มีรอยขูดลบ ขีดฆ่าแสดงถึงสภาวะในจิตใจที่สงบนิ่ง มีสมาธิ ไม่สับสน วุ่นวาย การได้เขียนผ่านนิ้ว ทำให้ได้ทบทวนสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา นอกจากได้จดบันทึกด้วยลายมือแล้ว ยังได้จดบันทึกลงในสมองอีกด้วย”
เป็นคำอธิบายที่ตรงไปตรงมา และแนวคิดในบันทึกต่างๆตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ย่อมทำให้เธอ ได้รับมรดกทางความคิด จากการฟัง และเขียน จากคุณลุงของเธอ ที่พร้อมจะให้คำแนะนำ แก่คนอื่นๆต่อไป
“การเขียนบันทึกลงในสมุดด้วยลายมือตัวเอง เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งด้วย และเราได้เห็นผลงานที่เราทำกองอยู่ตรงหน้า ซึ่งสัมผัสและจับต้องได้จริงๆ ต่างจากบันทึกที่เขียนใน blog ที่มองเห็นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งหลายคนอาจจะเขียนได้อย่างสม่ำเสมอ หรือหยุดเขียนในบางช่วงเวลาบ้าง เพราะไม่เห็นปริมาณผลงานที่วางกองอยู่ตรงหน้า ไม่มีโอกาสได้ฝึกสมาธิ และความมุ่งมั่นมากมายนัก”
ถ้าใน gotoknow มีคนเขียนบันทึกหลายๆคน ที่มีสมาธิ ความมุ่งมั่นในการถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ มุมมองผ่านบันทึกออกมาทุกวันได้เช่นนี้ก็น่าจะดีไม่น้อย
ย่อหน้าข้างต้น นายบอนสรุปให้เองนะครับ
สวัสดีค่ะ เช้านี้ดีจังได้อ่านเรื่องราวดีๆมากมาย ขอบคุณที่นำเรื่องนี้มาถ่ายทอดกัน
คนยุคก่อนมีสติกว่าคนยุคนี้มากนัก ลูกหลานที่ได้ใกล้ชิดรวมทั้งคุณเองนับว่าโชคดีที่ได้ใกล้ชิดปูชนียบุคคล มีโอกาสซึมซับเรื่องดีๆแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ
เห็นด้วยกับข้อจำกัดของการใช้เทคโนโลยี แต่ไม่เป็นอุปสรรคที่จะทำให้เรื่องดีๆที่อยู่ในบันทึกได้ให้สติเกิดประโยชน์ต่อสังคม ลูกหลานของคุณลุงและคุณนั่นเองที่จะเป็นตัวเชื่อมโยง
คงได้อ่านอะไรดีๆจากบันทึกของคุณลุงท่านนี้อีกนะคะ
สวัสดีครับ คุณนายดอกเตอร์
คนยุคก่อนมีสติ มากกว่าคนยุคนี้ อาจเพราะได้ใช้ความสามารถของตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยมากนัก จึงมีสติในการตั้งใจสร้างผลงานต่างๆให้เกิดขึ้น แต่ยุคนี้ แค่ไม่กี่คลิกก็สำเร็จแล้วครับ
คนยุคนี้ มีโอกาสใกล้ชิดปุชนียบุคคลน้อยลงครับ อาจจะมีแต่ลูกหลานในชนบทเท่านั้น ที่จะมีโอกาสซึมซับเรื่องดีๆจากการถ่ายทอดของผู้สูงวัย ก่อนที่เขา และเธอจะต้องก้าวเดินออกไปตามกระแสสังคมปัจจุบันครับ
ถึงไม่เก่งเรื่องการใช้เทคโนโลยี เขียน blog ไม่ได้ แต่การเขียนบันทึกในสมุดธรรมดาๆ กลับสามารถเขียนได้ไม่แพ้ คนที่เขียนบันทึกใน blog ต่างๆเลยนะครับ
ขอบคุณครับพี่ขจิต
หายป่วยแล้วล่ะครับ แต่ช่วงนี้อาจจะอากาศร้อนมากไปหน่อย เลยเหนื่อยและเพลียมากๆเท่านั้นเองครับ
ขอบคุณครับ
อ้าว คุณบอนไม่สบายเหรอคะ ไม่ทราบว่าเป็นอะไรคะ
เอ๊ หรือว่าเป็น....ในสายเลือด อิอิอิ
มีสติ ก่อน Start (มีสติก่อนการคิด มีสติก่อนการใช้ชีวิต มีสติการกระทำใดๆ ในภพนี้ และภพหน้า etc.)
ไม่สบายหายตั้งหลายสัปดาห์แล้วครับคุณนุ้ย
…. คงเป็นโรคขาดปลาร้าในสายเลือด เลยไม่ค่อยแข็งแรง รอใครบางคนมาเลี้ยงส้มตำ (อีกแล้ว)
แหม ให้คำแนะนำเรื่องสติ ทั้งภพนี้และภพหน้าเลยนะครับ คุ้มจริงๆ แบบนี้ คุณนุ้ยคงต้องเลี้ยงส้มตำนายบอนทั้งภาพนี้ และภพหน้าแล้วสิครับ
สวัสดีครับพี่บอน ไม่ได้แวะมาทักทายตั้งนานมากๆ
อ่านบลอกนี้ทำให้คิดถึงไดอารี่ที่เขียนมาเกิอบปีเขียนยังไม่ครึ่งเล่มจังเลยครับ
http://learners.in.th/blog/ph-msu
สวัสดีครับน้องเด็กค่าย
ไดอารี่ไม่มีเวลาเขียนไม่เป็นไรนะครับ เขียนบันทึกในบล็อกเด็กค่ายให้อ่านเรื่อยๆเด้อ
ตอนแรกเข้ามาติดตามภูมิปัญญา ค่ะ
แต่เอ๊ะ...แว่วๆ มีใครจะเลี้ยงส้มตำ อะไรกันนะคะ อิอิ งั้นทวงเลยหละ 555 ค่าครู-ค่าคายจ่ายแล้วเด้อ...
??
เจ้หนิง
??
ทวง mindmap หรือครับ แล้ววันเสาร์ - อาทิตย์ จะเดินสายไปที่ไหนหรือไม่ครับ ถ้ายังไม่ย่างกรายไป ตจว. ก็คงจะ เสาร์ - อาทิตย์นั้นแหละครับ