จุดแข็งของกรมส่งเสริมการเกษตร คือ มีเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล และเคหกิจเกษตร อยู่ในระดับพื้นที่

              เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2550เวลาประมาณ 17.00 น.  คณะทำงาน HR Scorecard ของกรมส่งเสริมการเกษตร  ประกอบด้วย ผอ.อัปษร ศรีผดุง  ผอ.กองการเจ้าหน้าที่  คุณประสงค์ ประไพตระกูล คุณมัลลิกา เขียวหวาน คุณนันทยา กัลยาศิริ และดิฉัน รวม 5 คน  ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร (ทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์) ถึงแนวความคิด นโยบาย ความคาดหวังในการบริหารงานกรมเสริมการเกษตรของท่านอธิบดีฯ  เพื่อจะได้นำไปเป็นข้อมูลประกอบในการจัดทำแผนกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคล ตามแนวทาง HR Scorecard ของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18-19 เมษายน 2550  นี้ ที่ห้องประชุมกรมส่งเสริมการเกษตร ชั้น 5

              โดยมีประเด็นคำถามในการสัมภาษณ์   4  ประเด็น คือ

               1. ความคาดหวังที่ต้องการให้เกิดขึ้นในองค์กร ใน 1-3 ปี ข้างหน้า คืออะไร

               2. จุดแข็ง หรือสิ่งที่องค์กรมีอยู่ หรืออยากรักษาไว้ หรือมุ่งเน้นให้ดียิ่งๆขึ้น คืออะไร

               3. จุดอ่อน หรือสิ่งที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้การบริหารงานขององค์กรประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายสูงสุดที่คาดหวัง คืออะไร

               4. ความคาดหวังต่อหน่วยงาน HR หรืองานการเจ้าหน้าที่ที่ควรทำ หรือสนับสนุน คืออะไร

               ซึ่งท่านอธิบดีฯ ก็ได้กรุณาให้สัมภาษณ์ตามประเด็นคำถามดังกล่าว เป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง   

                   

                                   

                ภาพบรรยากาศการให้สัมภาษณ์ของท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร     

              

                สำหรับสาระสำคัญที่ท่านอธิบดีฯได้ให้สัมภาษณ์ไว้ใน 4 ประเด็น  มีดังนี้ค่ะ              

ประเด็นที่ 1       ความคาดหวังที่ต้องการให้เกิดขึ้นในองค์กร ใน 1-3 ปี ข้างหน้า

  • อยากเห็นเกษตรกรแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง     กลุ่มเกษตรกร แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม     กลุ่มที่ 1  กลุ่มที่มีหนี้สิน ยังพึ่งตนเองไม่ได้   กลุ่มที่ 2  กลุ่มที่พึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง และกลุมที่ 3  กลุ่มที่พึ่งพาตนเองได้
  • เกษตรตำบล และ เคหกิจเกษตร  มีหน้าที่ให้ความรู้เกษตรกรเกษตรกรจะได้รับความช่วยเหลือให้พึ่งพาตนเองได้  เกษตรตำบล ช่วยด้านการผลิต ปลูกอะไรให้ถูกวิธี ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง  เมื่อผลิตเกินจะต้องทำอย่างไร เคหกิจเกษตรต้องเข้าไปช่วยในการแปรรูปต่างๆ ไว้กินเอง หรือจำหน่าย  ทำให้ครอบครัวพึ่งตนเองได้ มีแนวโน้มหลุดพ้นจากความยากจน  นอกจากนี้ เกษตรตำบล ยังมีหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากเกษตรกร กระบวนการแก้ปัญหา คือ ถ้าเกษตรตำบลแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ต้องส่งมาที่ เกษตรอำเภอ  ถ้าอำเภอแก้ไม่ได้ ก็ส่งมาที่เกษตรจังหวัด ถ้าจังหวัดแก้ไม่ได้ ก็ส่งมาที่กรมฯ ตามลำดับ       อยากเห็นแบบนี้  ทุกวันนี้ในท้องที่ทำอยู่แล้ว  มีคนให้ข้อมูล ทางอำเภอ จังหวัด ก็รวบรวมข้อมูลเสนอขึ้นไป มีการประกาศภัยพิบัติ มีการเสนองบฯทดลอง ไปช่วยเหลือเกษตรกร  ปีนี้ผลผลิตมาก ราคาตกต่ำ ปีนี้รับแทรกแซงข้าว ไปรับรองเกษตรกร ทำมาจริง แก้ทุกเรื่อง เรื่องหนี้สิน เป็นกาวใจ พาเกษตรกรไปพบกรมบังคับคดี  ปัญหาในครัวเรือน เคหกิจเกษตร ก็เข้าไปช่วย ถ้ามี 2 คนนี้อยู่ในพื้นที่ ก็จะแก้ปัญหาเรื่องรวร้องทุกข์จาก้กษตรกร หาทางช่วยเหลือ เป็นหน่วยรับปัญหา และส่งขึ้นมา  ถ้าเป็นปัญหาทางประมง ก็ประสานทางประมงไปช่วย ปัญหาเลี้ยงไก่ ไก่เป็นโรค ก็ประสานทางปศุสัตว์ไปช่วย  ผมคาดหวังอนาคตกรมฯ เราต้องทำงานเชิงรุกอย่างนี้   ทุกวันนี้ เราขาดแคลน เกษตรตำบล เกษตรตำบลหายไป 1,700 กว่าคน เคหกิจเกษตรตอนนี้ก็มีน้อย   เราก็เหมือนหมอ ถ้าเรามีโรงพยาบาล ผ่าตัดโรคหัวใจเก่งๆ ในพื้นที่แล้ว ก็ไม่มีใครมาศิริราช  อยากเห็นเราไปช่วยแก้ปัญหาเกษตรกรให้ได้  

ประเด็นที่ 2      อะไรเป็นจุดแข็ง หรือสิ่งที่องค์กรมีอยู่ หรืออยากรักษาไว้ หรือมุ่งเน้นให้ดียิ่งๆขึ้น

  • การที่กรมส่งเสริมการเกษตรมีเจ้าหน้าที่เกษตรตำล  และเคหกิจเกษตร  คือจุดแข็ง   เป็นการสร้างงาน และงบประมาณให้กรมฯ    
  • มี พรบ.วิสาหกิจชุมชน   ทำให้สามารถแข่งขันได้  ดูการตลาดด้วย ทำให้งานครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ในรอบปีที่ผ่านมาเราทุ่มไปตรงจุดที่มีการจดทะเบียน เตรียมพร้อมพัฒนาการแปรรูป เริ่มเดินเครื่อง สอนภาคเกษตรให้รู้จักทำการค้า  ต้องมีโรงเรียนเตรียมเกษตรกร ให้ตัวเกษตรกร มีคน 2 คน อยู่ในตัวคนเดียว ที่เป็นส่วนสำคัญ คือ 1. แรงงาน และ 2. ผู้ประกอบการ บ่อยครั้งที่ 2 คนนี้อยู่ในตัวคนเดียวกัน  และมีเยอะที่แยกกัน   หลัก 4 ข้อของการผลิต ได้แก่  1. ที่ดิน 2. แรงงาน 3. ทุน 4. ผู้ประกอบการ    เกษตรกรที่มีอยู่ตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานอย่างเดียว  เวลาเราเข้าไปช่วยเกษตรกร ต้องครบทั้ง 4 ข้อ  ที่ดินที่มีอยู่จะทำอย่างไรให้ผลิตได้  มีการอบรมเกษตรกร ให้ขายได้ทั้งแรงงาน และขายสมอง
  •  นักส่งเสริมการเกษตร เป็นวิชาชีพ  เหมือนอาชีพหมอ  ต้องทำให้เป็นมืออาชีพ  ต้องรีบสร้างให้เข้มแข็ง

           สรุปจุดแข็ง คือ

           1.  มีตัวบุคลากร  เกษตรตำบล เคหกิจเกษตร ในพื้นที่

           2.  มีพรบ.วิสาหกิจชุม ชน

           3.  นักส่งเสริมการเกษตร เป็นวิชาชีพ      

ประเด็นที่ 3      จุดอ่อน หรือสิ่งที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้การบริหารงานขององค์กรประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายสูงสุดที่คาดหวัง คืออะไร

  • จุดอ่อน คือ การที่เราไม่รู้ว่า จุดแข็งของเราคืออะไร ทุกวันนี้วิชาการเกษตรอ่อนมาก ต้องอบรมให้มากกว่านี้ ต้องอบรมเรื่องการบริหารจัดการ      อาชีพการส่งเสริมการเกษตร เทียบเท่ากับอาชีพหมอ เป็นอาชีพพิเศษ ต้องผ่านการ Trainning  อย่างต่อเนื่อง  และควรเป็นนักสื่อสารที่ดี
  • การสื่อสารกับเกษตรตำบล ยังมีปัญหา   IT  ยังมีไม่ครบทุกตำบล  ถ้ามีครบต้องใช้งบประมาณเป็นพันล้าน แต่ถ้าไม่มีระบบนี้ การสื่อสารจะขาดเป็นช่วงๆ   IT ยังเป็นจุดอ่อน ถ้า IT เข้มแข็งจะพัฒนาไปได้เยอะ     ในปี 51 ตั้งเป้าไว้ว่า                 

           1. มีเกษตรตำบล ให้ครบทุกตำบล

           2. มีระบบ IT ที่เข้มแข็ง

           3. เข้าไปมีส่วนร่วมกับ อบต.  ในการทำงานในพื้นที่ ในการสนับสนุนงบประมาณในการทำงาน

ประเด็นที่ 4         ความคาดหวังต่อหน่วยงาน HR หรืองานการเจ้าหน้าที่ที่ควรทำ หรือสนับสนุน คืออะไร

  • การพัฒนาบุคลากร เป็นหัวใจของการทำงานทั้งหมด เป็นการเปลี่ยนอุดมการณ์ ทัศนคติ ความรู้ที่เหมาะสม เป็นฐานการทำงาน  เกษตรตำบล มีหน้าที่ 15 ข้อ ตั้งแต่ ข้อที่ 1 ถ่ายทอดความรู้ ไปจนถึงข้อ 15  คือ ปรับเปลี่ยนอุดมการณ์ ทัศนคติเกษตรกรเกษตรตำบลต้องได้รับการอบรมในทุกเรื่อง  ที่เชื่อมโยงไปถึงเกษตรกร 
  • การทำงาน HR ต้องดูภาพหลักของงาน งานมีองค์ประกอบครบถ้วนเหมือนเดิม ทำอย่างไร เหมือนทางทหาร ไม่ว่าจะมีสงคราม หรือไม่มี ต้องมีกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ  กรมส่งเสริมการเกษตร ก็ต้องมีเรื่องดิน น้ำ พิช  ทุกหน่วยงานมีองค์ประกอบ 3 อาชีพ  การมองภาพรวมบุคลากร  Funtioning  ยังไม่มี  ยังไม่มีการวางยุทธศาสตร์ มีแต่ยุทธการ  
  • ต้องมีบุคลากรในวิชาชีพ HR ที่แข็งแกร่ง ตรงกับสายงาน เช่น นักบัญชี นักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์
  • ต้องมีทีมจับตาทั้งหมด และ Balance ตลอดเวลา  ต้องเข้มแข็งและพร้อมรบมากที่สุด แต่อย่าสูญเสียความเป็นธรรม   HR ต้อง Maintain Structure ทั้งหมด ให้มีความเข้มแข็ง ตรงกับเป้าหมายที่เราอยากได้

           ความคิดเห็น และความคาดหวังของท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรในครั้งนี้ นับว่ามีคุณค่าและมีประโยชน์อย่างยิ่ง ที่คณะทำงานฯ จะได้นำไปเป็นแนวทางทางในการจัดทำแผนกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลตามแนวทาง HR Scorecard  ของกรมฯ ให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลในการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลของกรมฯ ต่อไป............. 

           

นันทา  ติงสมบัติยุทธ์

17  เมย. 2550