ม่วนซื่นเบิกบาน มหาสงกรานต์ มมส ... เป็นกิจกรรมที่องค์การนิสิตริเริ่มขึ้นในนามของนิสิตเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2550 เพียงเพื่อต้องการสะท้อนวิถีคิดและวิถีแห่งความรู้สึกที่พวกเขามีต่อวันเวลาอันเป็นวัฒนธรรมที่ล้ำค่าและงดงามของสังคมไทย
นี่คือ กิจกรรมแรกขององค์การนิสิตชุดใหม่ในปีการศึกษา 2550 และเป็นกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นว่า “เมื่อนิสิตมีเวทีทางความคิด เราก็จะได้เห็นพลังทางความคิดที่สร้างสรรค์จากพวกเขา” แต่เราก็ยังคงต้องเป็น “พี่เลี้ยง” ที่อยู่ใกล้ ๆ กับเวทีแห่งความคิดนั้นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
เราคุยภาษาเดียวกันกับนิสิต เพราะครั้งหนึ่งเราก็เป็นนิสิตเหมือนพวกเขา และเคยได้อาศัยเวทีกิจกรรมเป็นเวทีความคิดให้ชีวิตได้เรียนรู้และเติบโตมาแล้วเช่นกัน

ม่วนซื่นเบิกบานมหาสงกรานต์ มมส ... เปิดตัวด้วยขบวนแห่พระพุทธรูป (พระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก) พร้อม “ขบวนน้ำ” จากอาคารคณะสาธารณสุขมุ่งตรงผ่านอาคารบรมราชกุมารี – สู่ถนนหอพักและหยุด ณ จุดหมายปลายทางแห่งการนัดฝันที่บริเวณลานหอพักข้าง ๆ อาคารบริการกลาง หรือที่เรียกกันอย่างคุ้นชินในชื่อ “พลาซ่า”
ขบวนถูกขับแห่มาอย่างคึกครื้นและมีชีวิตชีวาเป็นที่สุด...ไม่มีเพียงแต่นิสิตจากสโมสรนิสิตคณะต่าง ๆ เท่านั้นที่เข้าสู่ริ้วขบวนแห่งวัฒนธรรมครั้งนี้...พ่อแม่พี่น้องจากหมู่บ้านต่าง ๆ ก็ขันอาสาพกพาหัวใจมาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนน้ำอย่างคึกคัก - มีชีวิตชีวาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ...
นี่คือครั้งแรก...ผมย้ำว่าเป็นครั้งแรกขององค์กรนิสิตที่นำพา “ชาวบ้าน” เข้าสู่มหาวิทยาลัยในวิถีของเทศกาลสงกรานต์ ... เป็นการเปิดมหาวิทยาลัยสู่ชุมชนโดยมีกิจกรรมเป็นเวทีแห่งการขับเคลื่อน

“เสียงแห่งชีวิต” ในขบวนน้ำก้องกังวานกระหึ่มใสเป็นจังหวะ รอยยิ้มอันอิ่มล้นแต้มเต็มอยู่บนใบหน้าและแววตาของนิสิตและชาวบ้าน...ซึ่งมันก็คงไม่บ่อยนักที่จะได้พานพบ – สัมผัสกับห้วงเวลาและความรักและความสุขเช่นนี้
ผู้เฒ่าผู้แก่จากชุมชนไม่น้อยกว่า 150 คนนั่งเก้าอี้อยู่ในเต็นท์อย่างพร้องเพรียง... ก่อนพิธีการจะเริ่มอย่างเป็นทางการ ผู้แทนชุมชนได้ร้อง “สรภัญญะ” ให้บรรดาลูกหลานได้รับฟังและซึมซับกับถ้อยคำและสำเนียงอันเป็นชีวิต ยิ่งฟังยิ่งย้ำคิดย้ำใจให้ หวนคำนึง “คิดถึงบ้าน”

ประธานเดินทางมาถึงบริเวณงาน จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และเป็นท่านแรกในการนำเข้าสู่การสรงน้ำพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ ณ ที่ มมส (ที่ตั้งขามเรียง) ถัดจากนั้นนิสิตจำนวนไม่ต่ำกว่า 200 คนเริ่มทยอยเข้าไปคุกเข่านั่งอยู่ต่อหน้าผู้เฒ่าผู้แก่และผู้บริหาร ในมือมีพวงมาลัยและของชำร่วยพร้อมกับการพนมมือกล่าว “ขมาลาโทษ” ...
ยังไม่ทันได้ “รดน้ำดำหัว – ขอพร – ขอความรัก” พลันเห็นหยาดน้ำตาของผู้เฒ่าผู้แก่เอ่อล้นอยู่อย่างชัดเจน ขณะที่นิสิตจำนวนไม่น้อยก็ตกอยู่ในภวังค์เดียวกันนั้นอย่างกลมกลืน...
หลังการกล่าวขมาลาโทษและมอบของชำร่วย “ขันน้ำ หมากพลู - ยาหอม” เสร็จสิ้นแล้ว พิธีสรงน้ำขอพรก็เกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างมีชีวิต ... มีรอยยิ้ม มีคำพรอันเปี่ยมสุข มีอ้อมแขนแห่งความรักและความอบอุ่นถ่ายโอนจากผู้เฒ่าผู้แก่ผ่านสู่หัวใจของนิสิต ซึ่งผมได้ยินคำขานทักระหว่างนิสิตกับชาวบ้านแว่วมาเป็นระยะ ๆ
..”ลูกอยู่บ้านได๋...จังหวัดได๋...แม่อยู่บ้านดอนนา...พ่ออยู่บ้านดอนหน่อง...” หรือแม้แต่ “ลูกเต้า บ่ อยู่บ้าน เพิ่นไปเฮ็ดงานอยู่กรุงเทพฯ เห็นว่าสงกรานต์สิกลับมาบ้าน.., ตากับยายอยู่ผู้เดียว บ่ มีลูก บ่มีหลานให้เลี้ยงดอก พวกเขาแต่งงาน ออกเฮือนไปโดนแล้ว (นานแล้ว) ...” และอื่น ๆ อีกมายมาย ล้วนเป็นถ้อยคำแห่งชีวิต และเป็นถ้อยคำแห่ง “ชะตาชีวิต” ที่ชวนสุขใจและชวนสะท้อนใจเป็นยิ่งนัก
ถ้อยคำเหล่านั้นสะท้อนภาพชีวิตที่เป็นอยู่ ซ่อนแฝงความหมายแห่งการรอคอยลูกหลานที่จากจรไปทำงานในเมืองใหญ่ และแว่วข่าวว่ากำลังกลับมาเยือนอีกครั้งในวันสงกรานต์ที่กำลังจะหวนกลับมาถึง

แต่สำหรับนิสิตที่สัญจรมาจากต่างภูมิลำเนาและไม่ใช่คนมหาสารคาม ! ไม่ใช่คนในชุมชนละแวกนี้ ! จะต่างอะไรเล่าจากการเป็นเสมือน “ลูกต่างบ้าน หลานต่างเมือง” ที่เพียรปรารถนา “ฝากตัวฝากใจ – ฝากผีฝากไข้” เป็น “ลูกในบ้าน เป็นหลานในเมือง” ของผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงของท้องที่เหล่านี้....
การได้รดน้ำขอพรผู้เฒ่าผู้แก่ครั้งนี้ เป็นเสมือนการฝากตนเป็นลูกเป็นหลาน “ฮวมเฮือน” (ร่วมเรือน) เดียวกัน เป็นการร้อยรัดมหาวิทยาลัยกับชุมชนให้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างสนิทแน่น และนั่นเป็นความหวังสูงสุดที่ยังอยู่ไกลแสนไกลแต่ก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้ ..(ผมยังเชื่อเช่นนั้น) ขอเพียงพันธกิจเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ โดยมีกิจกรรมเป็นสะพานแห่งการเชื่อมโยง....
ที่สำคัญ นิสิตนั่นแหละ คือ คนสำคัญ ที่จะนำพาชุมชนเข้าสู่มหาวิทยาลัย และนำพามหาวิทยาลัยไปสู่ชุมชน

ก่อนลาจากผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่บางท่าน...
หลายคนบอกเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่าประทับใจและซึ้งใจต่อกิจกรรมนี้มาก และยินดีรับนิสิตที่เป็น “ลูกต่างบ้าน หลานต่างเมือง” เข้าสู่การเป็น “ลูกในบ้าน หลานในเมือง..ฮวมเฮือนชายคาเดียว” อย่างไม่มีเงื่อนไข
ไม่เพียงเท่านั้น ผมยังขออนุญาตถามซ้ำว่า “เหตุใดน้ำตาจึงเอ่อไหล..” ยายในวัย 70 ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ดีใจหลายบักหล่าเอ้ย...ดีใจที่มีลูกเป็นนิสิตนักศึกษา ลูกหลานยายไปเฮ็ดงานกรุงเทพฯ มันบ่มักเรียนหนังสือ มันเรียนบ่เก่ง .. สงกรานบ่ได้กลับ สิกลับตอนเฮ็ดนาพู่นล่ะ..มันบ่มีเงิน มันอยากเก็บเงินมาเฮ็ดนา...”
พลันที่ได้ฟัง..หัวใจของผมวูบหวิวสั่นสะท้านและร้าวลึกอย่างบอกไม่ถูก ... นี่คือปรากฏการณ์จริงที่เกิดขึ้นในทุกที่ของสังคมชนบทไทยที่ยังมีการเคลื่อนไหลของแรงงานจากหมู่บ้านไปสู่เมืองใหญ่...ไปด้วยความหวัง...และจะกลับมาด้วยความหวังที่ไม่รู้จบ...


นี่เป็นเพียงบรรยากาศและเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นและดำเนินไปในเต็นท์รดน้ำดำหัว.. ส่วนเรื่องราวอื่นใดที่เกิดขึ้นระหว่างสายทางของขบวนน้ำ หรือแม้แต่ซุ้มน้ำอันหลากหลายนั้น, ผมขอผ่านเลยไปในวาระนี้ เพราะนั่นคือ “รูปแบบ” ที่พบเห็นหลากหลายและเป็นไปอย่างล้นหลากอยู่แล้วในสังคมของบ้านเมืองเรา
นี่คือ การเปิดเวทีให้นิสิตได้คิดและขึ้นสู่เวทีทางความคิดนั้นด้วยวิธีของพวกเขาเอง
ผมรักพวกเขา..และไม่ผิดหวังที่คืน (สร้าง) เวทีนั้นให้กับพวกเขาอีกครั้ง ...
... พวกเขาที่เรียกตนเองว่า “ผู้นำนิสิต”
เรียนท่านแผ่นดิน
เป็นภาพที่ประทับใจ มมส สู่ชุมชน จริงๆ และ นิสิต "มีจิตร่วม"
คารวะ วันสงกรานต์ ครับ
เป็นปฐมกิจกรรมแห่งปีการศึกษาที่มีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างกลมกลืนครับ
น่าจะมีวันสงกรานต์ไตรมาสละครั้งคงจะดีนะครับ
การฝากตัว ขอพรกับผู้ใหญ่แม้จะไม่ใช้ญาติพี่น้องกัน ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะนิสิตตกลงที่มาเรียน มาอยู่ในท้องถิ่นนี้แล้ว
ขอบคุณพี่พนัสครับ
น่าชื่นชมมากเลยค่ะ
มาเยี่ยม...
ร่วมงานสงกรานต์ด้วยคนนะ...
ฟากคำกลอนแต่งแบบยังอุ่น ๆอยู่เลยมาร่วมแจมว่า...
น้ำสงกรานต์สาดใจไทยวันนี้...
ชื่นชีวีดีใจในวัยหวาน...
กตัญณูรู้คุณคนโบราณ...
ใจเบิกบานเริงรื่นชื่นฉำเอย...ฮา ๆ เอิก ๆ
เหลือใจเด้
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
อ่านแล้วม่วน.. ถืกใจหลายๆ
ม่วนซื่นวันมหาสงกรานต์เด้อค่ะ.. ^ ^
สวัสดีครับ..อาจารย์ JJ
สวัสดีปีใหม่แบบไทย ๆ ของเราครับอาจารย์ - สงกรานต์ไปเที่ยวที่ไหนหรือเปล่าครับ..ส่วนกิจกรรม “ม่วนซื่นฯ..” นั้นเป็นความภูมิใจโดยแท้ของผมที่มีต่อองค์การนิสิต น้องนิสิตทำงานได้อย่างดีเยี่ยม..ขาด ๆ เขินเล็กน้อยในเรื่องกระบวนการจัดการ แต่ภาพรวมก็ถือว่าดีเยี่ยมแล้วครับ<p>และผมก็กล่าวชมเขาไปแล้วเช่นกัน..</p><p>ขอบคุณครับ</p><p> </p>
สวัสดีครับ น้องแจ๊ค <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>มีสงกรานต์ไตรมาสละครั้ง..ไม่หนาวแย่เหรอครับ ..แต่ก็ดีนะ ลูก ๆ หลาน ๆ จะได้มีวันหยุดกับมาพร้อมหน้าพบญษติกันให้มีความสุข…</p><p>ไม่มีอะไรมากมายในวิถีกิจกรรมที่พี่กำลังดูแลนอกเสียจากการหยิบยื่น “โอกาส” ทางความคิดให้กับนิสิต..นิสิตเราคิดดีนะ แต่ขาดกระบวนการจัดการเท่านั้นเอง</p><p>เห็นด้วยใช่ไหมครับ…ลูกต่างบ้าน หลานต่างเมือง มาอยู่ร่วมชายคาชุมชนเดียวกัน…พี่ว่านิสิตนี่แหละ คือ สายใยเชื่อมโยงที่ดีและแน่นหนานักระหว่างมหาวิทยาลัยไปสู่ชุมชน</p><p>…มีความสุขกับวันปีใหม่ไทย ๆ ของเรานะครับ…</p>
พี่แป๊ดครับ.. <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ยินดีเลยนะครับถ้าจะนำแนวคิดอย่างนี้ไปให้นิสิตได้จัดกันบ้าง…หรืออาจจะจัดอยู่แล้วผมก็ต้องขออภัยด้วย…</p><p>นิสิต คิดดี..จัดการได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพในขั้นน่าพอใจ…ขอบคุณครับ</p>
แอบมาม่วนชื่นค่ะ ราณีถูกทิ้งค้างเติ่งอยู่กรุงเทพคนเดียวอิ ๆ(มาเองค่ะ เพราะกรุงเทพตอนนี้สงบดีนักแล) ดีใจแทน เพราะเป็นการสร้างสัมพันธภาพให้แน่นแฟ้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว มหาวิทยาลัยกับชุมชน เด็กวัยรุ่น และคนชรา เป็นการจูนคลื่นที่ลงตัว โดยมีประเพณีเป็นตัวเชื่อมโยง ดีใจแทนคนเบื้องหลัง ถึงจะไม่ได้อะไร แต่ก็อดภูมิใจแทนไม่ได้
เห็นกิจกรรมแล้วมีความสุขไปด้วย..ผู้สูงอายุที่มาร่วมงานคงได้รับความสุขกันถ้วนหน้า..ดีใจที่ได้เห็นมหาวิทยาลัยและชาวบ้านได้มีกิจกรรมร่วมกัน..ไม่แปลกแยก..ไม่แตกต่าง...แต่ว่าข้อความนี้มันทำให้น้ำตาซึม.. "ลูกหลานยายไปเฮ็ดงานกรุงเทพฯ มันบ่มักเรียนหนังสือ มันเรียนบ่เก่ง .. สงกรานบ่ได้กลับ สิกลับตอนเฮ็ดนาพู่นล่ะ..มันบ่มีเงิน มันอยากเก็บเงินมาเฮ็ดนา...” ขอบคุณในความดีงามที่มอบให้เสมอมา...
สวัสดีครับ
สงกรานต์ได้กลับมาบ้านเกิดเมืองนอนที่อีสานบ้างหรือเปล่าครับ...ส่วนมหาสารคามวันนี้อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนมาก..
ขอบคุณนะครับ..วาทกรรมคำคมที่ย้ำเตือนห้วงคิดอันคมคาย
กตัญญูรู้คุณคนโบราณ...
ใจเบิกบานเริงรื่นชื่นฉำเอย
สวัสดีครับพี่อัมพร <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>สวัสดีปีใหม่..สงกรานต์ไทยแท้แต่โบราณและขออนุญาตรดน้ำผ่านแห่งมิตรภาพนี้นะครับ</p><p>นิสิต เป็นความภูมิใจของมหาวิทยาลัยเสมอและผมเชื่อว่าพวกเขาพร้อมที่จะเป็นสื่อกลางในการนำพามหาวิทยาลัยออกไปสู่ชุมชน…ขอเพียงเวทีและโอกาสให้ได้ลงมือทำเท่านั้นเอง…</p><p>ขอบคุณครับ</p>
หวัดดีเด้อ..บ่าวร์วี <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table>ว่าจั๋งได๋เกาะ…เหลือใจอีหยั๋งน้อ..บอกกันได้บ่…
คุณเบิร์ด คับ.. <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ให้ม่วน ๆ ซื่น ๆ วันสงกรานต์เด้อคุณเบิร์ด...ให้ซุ่ม ๆ เย็น ๆ …อยู่ดี มีแฮง เด้อครับ …เด้อ</p><p> </p>
สวัสดีครับ อ.ราณี <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>จะยังไงก็แล้วแต่ ขอให้มีความสุขกับวันแห่งสงกรานต์มาก ๆ นะครับ..เดินทางปลอดภัย..และขอให้หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก…</p><p>อยู่ดี มีแฮง...เด้อครับ...เด้อ</p>
สวัสดีครับ คุณโก๊ะ...
ผมเขียนเรื่องนี้ช่วงประมาณ 7 โมงเช้า...เพราะอยากให้บันทึกเรื่องดี ๆ นี้อยู่ในเช้าที่สดใสของผม หรือแม้แต่คนอ่าน...
เรื่องราวการบอกเล่าของผู้เฒ่าท่านนั้น ทำเอาผมสั่นสะท้านวูบไหว...อาทรและสะท้อนใจเป็นที่สุด..ย้ำให้เราได้คิดถึงบ้านมากขึ้นเท่าตัว...และเชื่อว่าในอีกหลาย ๆ หมู่บ้านก็ล้วนมีปรากฏการณ์เช่นนั้นอยู่อย่างมากมาย ...
เช่นกันครับ...ขอบคุณในความดีงามที่มอบให้เสมอมา...
ขอบคุณครับ บ่าววีร์
นั่นหมายถึงว่า - เราต่างล้วนมีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับสงกรานต์เสมอ...
ขอให้มีความสุขกับวันขึ้นปีใหม่ตามแบบฉบับของไทยเรานะครับ