เป็นธรรมเนียมของมหาชีวาลัยอีสาน ทำอะไรลงไปต้องอธิบายได้ ถือเป็นการบ้านที่ควรจะต้องรายงานตัวเองและเพื่อนพ้อง เพื่อเป็นร่องรอยหรือทางการเรียกว่าหลักฐาน ความเป็นมาเกิดจากการฉุดคิดว่า ..หลังจากเราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันแล้วระดับหนึ่ง รู้ว่าไผเป็นไผ จึงถามว่าเราจะมาคุยกันต่อหน้าต่อตากันดีไหม ใช้บล็อกเป็นเครื่องมือมานานแล้วนี่ ลองใช้สังขารประสานเสียงประสานความคิดและประสานความรู้สึกแบบสดๆ ประเภทมองตาก็รู้ใจเอาไหมเล่า ถ้าตั้งโจทย์เช่นนี้มันท้าทายดี บางท่านอาจจะสะดุดใจคำว่า”เฮฮาศาสตร์”
ที่ตั้งชื่อนี้เพราะคิดว่าใกล้เคียงกับวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะทำการงานใดเราจะแทรกกลอุบายในการผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยอยู่เสมอ ภูมิปัญญาไทยได้ออกแบบเรื่องนี้ไว้ในรูปของประเพณีหรือในเทศกาลต่างๆ คนภาคกลางเกี่ยวข้าว ก็จะมีเพลงอีแซวร้องหยอกล้อกันให้หายเหนื่อย นับว่าเป็นศิลปะเพื่อชีวิตที่ดำรงคงอยู่ในวิถีไทย ความหมายของกลุ่มเฮฮาศาสตร์“จึงหมายถึงการเจ๊าะแจ๊ะที่มีกระบวนการเรียนในวิชาความรู้ต่างๆซ่อนอยู่ด้วย เพียงแต่มันไม่เป็นขั้นเป็นตอนเป็นระบบ เป็นการเรียนรู้ตามอัธยาศัยเสียมากกว่า แถมยังเป็นสไตส์แบบไทยแท้เสียด้วยสิ”
ไม่กำหนดสถานะผู้เรียนผู้สอน ไม่กำหนดบทบาทตายตัว คุณเอื้อ คุณอำนวย คุณกิจ ทุกตำแหน่งผลัดเปลี่ยนการทำหน้าที่ตามศักยภาพและความเหมาะสม ไม่มีภาควิชา แต่เปิดกว้างให้ทุกศาสตร์ที่มีจริตตรงกัน ชอบก็เข้ามาฝากรักสมัครแฟน เป็นเพื่อนเป็นญาติ เกิดความคุ้นเคย ความผูกพัน ความเป็นพวกพ้อง ไม่ชอบก็ผ่านเลยไป
เมื่อสนิทสนมกันแล้ว กำแพงตัวกูของกูที่ท่านพุทธทาสสอนไว้ก็ค่อยๆคลายตัว จริตไทยนั้นขอแต่ให้พอใจและชอบใจเสียอย่างยังไงก็ได้ แต่ถ้าทำแบบบังคับ แบบใบสั่งไม่ดูตาม้าตาเรือผลก็จะออกมาอีกแบบ เราอยู่ภายใต้วัฒนธรรมไทย คนที่ออกแบบเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ถ้าไม่คำนึงถึงจุดนี้ จะทำให้เนื้อหาและกระบวนการไม่เนียนเท่าที่ควร แต่ถ้าเอาพื้นฐานของความเป็นไทยมาปรับให้เป็นสายพันธุ์ลูกผสม กระบวนการพัฒนาจะก้าวไปได้ราบรื่น ดังที่กลุ่มฮฮาศาสตร์ค้นพบว่าสามารถไต่ไปถึงขั้น “ใจสั่งมา”ถ้าอยากจะทราบอนุภาพของเรื่องนี้ ก็ติดตามอ่านสมาชิกในเครือเฮฮาศาสตร์ที่มาร่วมงานและเพื่อนๆในสายนี้ช่วยกันสะท้อนคิด
เมื่อเข้ามาอยู่ในสังคมชาวบล็อก ผมสังเกตเห็นจุดแข็งตรงนี้ ที่ถูกวิจารณ์ว่าเจ๊าะแจ๊ะไร้สาระ ถ้าเป็นมุมมองของนักวิชาการที่จะเอาแต่เนื้อๆเอาจริงเอาจังก็ได้อีกมุมหนึ่ง แต่ถ้ามองจากคนที่ทำงานในระบบซึ่งอ่อนล้ากับปัญหาเต็มที ออกมาหาเพื่อนที่รู้ใจชวนกันคุยเรื่องเบาๆเพื่อผ่อนคลาย ก็จะมีมุมสะท้อนเหตุผลของตนเอง
ตรงนี้คือนิสัยไทยแท้ ที่เห็นและเข้าใจถ้ามองชาวนาร้องเพลงอีแซว หรือคนอีสานเล่น”คำสอย” เรื่องของมุมมองจึงไม่มีใครผิดใครถูก ถึงจะยืนคนละมุมก็แอบมารับความรู้ของกันได้ แล้วแต่ใครจะถูกจริตและชอบสาระของใครเป็นการส่วนตัว ตรงนี้เปิดกว้างไว้แล้ว เพียงแต่ให้เกียรติและเคารพความคิดของแต่ละฝ่าย ทุกอย่างก็จะเป็นพลังสร้างเสริมสังคมของชาวG2K. ให้เดินหน้าไปได้อย่างทรงพลัง สังคมไทยอยู่ในช่วงปรับตัวขนานใหญ่ในระดับนโยบายชาติ จะเห็นว่ามีวาระแห่งชาติออกหลายเรื่อง ในระดับสถาบันและองค์กรจะมีเรื่องหลักๆหนักๆให้ขบคิด เช่น การทำงานแบบบูรณาการ การทำงานเชิงรุก การบริหารงานแบบCEO. การประเมินงานบุคลากร การประเมินภายใน การประเมินภายนอก การยกวิทยฐานะ การออกมาอยู่ภายใต้กำกับของรัฐ การกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นและภูมิภาค การเป็นพนักงานของรัฐฯ
เรื่องพวกนี้ต้องทำความเข้าใจ ผ่านการเชิญไปอบรมคนละหลายครั้ง จะเห็นว่าในช่วง4-5ปีที่ผ่านมา พวกเราเดินเข้าออกห้องประชุมในโรงแรมต่างๆเป็นว่าเล่น จนเกิดความเคยชินและชาชินระดับหนึ่ง บุคลากรหลายหน่วยงานทำหน้าที่ประสานงานในเรื่องนี้ ได้เป็นกลุ่มคนชุดแรกที่ได้ทำงานเชิงรุกแบบไม่รู้ตัว เพราะต้องลุกจากเก้าอี้ ไปเชื่อมงานกับห้องอื่น หน่วยงานภายในภายนอก และบางทีก็ข้ามองค์กรข้ามกรมข้ามกระทรวง
ปรากฏการที่เกิดขึ้นนี้ตรงกับที่ท่านอาจารย์ น.พ.ประเวศ วะสี เคยชี้แนะไว้ว่า ควรจะเปิดพื้นที่ทางสังคม และเปิดพื้นที่ทางปัญญา เครื่องมือในการดำเนินการคงจะมีมากมายในการนำมาออกแบบแผนแม่บทของแต่ละกระทรวง แต่เครื่องมือที่โดดเด่นและกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือ “การจัดการความรู้”พบว่ามีการขยายผลความรู้ความคิดเรื่องนี้ไปยังสถาบันต่างๆ เรียกกันเป็นที่เข้าใจว่าKM. ในบางมหาวิทยาลัยมีสำนักฯขึ้นมารองรับเรื่องนี้
เจ้าภาพคือ”สถาบันจัดการความรู้เพื่อสังคม”ได้ทุ่มเทความสามารถในการขยายผล พยายามหาลู่ทางแทรกความคิดนี้เข้าไปสู่กระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในเชิงการคิดใหม่ทำใหม่ ชักชวนให้บุคลากรทุกระดับหันมาให้ความสำคัญกับในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ใหม่และซับซ้อน กว่าจะแทรกเข้าไปสู่วัฒนธรรมของราชการ แบบงานของข้าใครอย่าแตะได้ก็หืดขึ้นคอ ยังดีที่ภาคธุรกิจเอกชนตื่นตัวเอาจริงเอาจังโหมโรงขานรับเรื่องนี้อย่างตั้งใจ ทำให้เกิดแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาคราชการต้องหันมามอง และบางแห่งคิดได้มาขอต่อขบวนมากขึ้นๆ ต่อมาองค์กรอิสระภายใต้การกำกับภาครัฐ สสส.สกว.สคส. ได้สนับสนุนให้เกิดเครื่องมาประสานความรู้ที่เรียกว่า “Blog”
ในช่วง2ปีที่ผ่านมาบล็อก ได้เป็นตัวแทนระบบไอซีทีเพื่อการพัฒนาสังคมได้พอสมควร จากที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่เจอด่านที่ต้องสมัคร ต้องเรียนรู้ค่อนยาก ประกอบกับระบบการสท่อสารไม่เป็นใจ หลายคนถอดใจ ต่อมามีผู้รู้ทางด้านเทคโนโลยีสื่อสารพยายามพัฒนาเทคนิคต่างๆให้สะดวกสบายขึ้น ภายใต้กำลังใจและข้อคิดเห็นและความร่วมมือกันอย่างดียิ่งชองสมาชิก ถึงจะปั่นป่วนเล็กๆบ้าง มีตัวป่วนมาตอแยบ้าง G2Kก็ยังมั่นคงเดินหน้าสร้างสะพานเรียนรู้กันต่อไป อีกที้งมีการส่งเสริมเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ เช่น
- การจัดประชุมวิชาการประจำปีของสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม
- การจัดฝึกอบรมในสถาบันหรือองค์กรขนาดใหญ่
- การจัดอบรมในระดับภูมิภาค
- การจัดของหน่วยงานที่รับผิดชอบในสถาบัน
- การจัดภายใต้โครงการที่ได้รับการสนับสนุน
- การจัดแบบใจสั่งมา ของชาวเฮฮาศาสตร์
เหตุผลหนึ่งในการออกแบบจับกลุ่มเฮฮาศาสตร์ขึ้นมา เพราะเห็นว่าวัฒนธรรมไทยนั้น จะมีข้อจำกัดในเรื่องความเกรงใจ ความไม่มั่นใจ ในการที่จะเขียน ที่ส่วนใหญ่คิดไปต่างๆนานา เขียนไปแล้วเกรงว่าไม่มีคนอ่าน เกรงว่าจะเป็นการปล่อยไก่ เกรงว่าความรู้ตนเองไม่แข็งแรงพอที่จะเขียน แม้แต่เรื่องการไปเขียนออกความเห็นก็เช่นกัน ทุกคนมีเหตุผลส่วนตัวมากมายในการที่จะไม่ออกความเห็น ขออ่าน ขอชื่นชม ขอให้กำลังใจ มากกว่า ตรงนี้ก๋ไม่ว่ากัน ผมคิดว่าอยู่ในช่วงของการปรับตัววัฒนธรรมขี้เกรงใจของคนไทย ไม่ทราบว่าถูกหรือผิดนะครับ ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าถ้าไม่คุ้นเคยก็ไม่กล้าเขียนตอบ ผมถึงเขียนเรื่องลงในบล็อกในลีลาต่างๆ ถ้าสังเกต ..
- บางเรื่องจะเขียนหวานชื่นจนมดตอม
- บางเรื่องจะเขียนแล้วน่าหมั้นไส้อยากจะโต้แย้งคัดค้าน
- บางเรื่องจะเขียนเล่าท้าวความเดิม
- บางเรื่องจะไปก้าวล่วงไปวิจารณ์การทำงานของบางหน่วยงาน ไปตีขนดหาง
- บางเรื่องจะเขียนเศร้าโอดกาเหว่าน้ำตาร่วงอาบแก้ม
- บางเรื่องจะเขียนตลกโปกหา นึกว่าตลกหลงโรง
- บางเรื่องจะเขียนเจ๊าะแจะจะจ๋า ถามสารทุกข์สุกดิบ
- บางเรื่องจะเขียนกึ่งรายงานว่าทำอะไรไปบ้าง
- บางเรื่องจะเขียนเหมือนโยนหินถามทาง
- บางเรื่องจะเขียนความเห็นเชิงนโยบาย
แต่ถ้าจะมาหาความเป็นวิชาการในงานเขียนเหล่านี้ ขอบอกว่าไม่มีหรอก นอกจากไม่มีแล้วยังไปอยู่ในสภาพวิชาเกิน เน้นการทำงานอิงระบบ เอากระบวนการKM.ธรรมชาติมาใช้เต็มๆ อาศัยพันธมิตรวิชาการ และเครือญาติที่มีไมตรีจิตร่วมกันเป็นพลังในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถทำให้การจัดการความรู้เชิงรุกเหล่านี้ก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว
1.ด้านเทคโนโลยีสื่อสาร
เราเริ่มเรียนรู้เทคนิคใหม่ในการส่งข้อมูลข่าวสารทั้งภาพและเสียงไปให้คุณสมพร ช่วยอารีย์ (เม้ง)ที่อยู่ประเทศเยอรมัน เป็นคนผ่องถ่ายสารข่าวไปยังท่านสมาชิกอื่น โดยอาศัยโน้ตบุคส์ของอาจารย์ขจิต ฝอยทอง ที่มีกล้องติดมาทดลอง พบว่ามีความเป็นไปได้ไม่ติดขัดอะไร จากที่เมื่อก่อนเห็นรัฐมนตรีประชุมคอมฟอเร็นท์ ต้องใช้รถโมบายถ่ายทอด เป็นการใช้เครื่องมือ เทคโนโลยี นักการสื่อสาร และงบประมาณจำนวนมาก แต่มาบัดเดี๋ยวนี้ใครๆก็ทำได้ถ้ามีความพร้อมในระดับหนึ่ง และไม่ยากเกินที่จะไขว้คว้า
ผมฝันไปถึงบทบาทของ”ครูเครื่อง”ประเทศเราสามารถพัฒนาระบบนี้ได้โดยไม่ต้องไปตั้งสถานีถ่ายทอดโทรทัศน์ ที่เสียงบประมาณมากและก็ยังมีข้อจำกัดมากมาย ไม่สะดวกต่อการกระจายวิชาความรู้ เพราะไม่สามารถถ่ายทอดการเรียนการสอนแต่ละช่วงชั้นและวิชาที่เรียนได้ครอบคลุม
ตอนแรกๆอาจารย์เม้งจะโหลดภาพจากดาวเทียม เรื่องเมฆหมอกพายุมายั่วให้ติดตาม ส่งภาพเทคนิคการสร้างภาพจำลองมาเคาะต่อมคิด ตอนหลังๆนี่โหลดภาพดาวเทียมที่ตั้งที่บ้านของเรามาให้ดู แกใช้เทคนิคกระแซะเข้ามาประชิดกระชั้นถี่ ส่งเพลง ส่งข่าว มาเจ๊าะแจะ มาชวนคุยแลกหมัดกันตัวต่อตัววันละหลายสิบหลายร้อยนาที ทำให้สามารถพัฒนาจุดด้อยด้านเทคโนโลยีด้านการสื่อสานไปแบบก้าวกระโดด ส่งข่าวมาว่าจะจบการศึกษา เดินทางกลับบ้านภายใน4-5 เดือนข้างหน้านี้ นับเป็นชาวเฮฮาศาสตร์ที่มีความสามารถสูงมาอยู่ในกลุ่มของเราอีกคนหนึ่ง
2.เราได้ค้นพบมนุษย์ที่มีระบบสารสนเทศอยู่ในตัวอย่างน่าทึ่ง อาศัยเป็นบรรณารักษ์ด้านข้อมูลข่าวสารของสมาชิกแต่ละคนได้อย่างสะดวกยิ่ง อยากจะทราบข้อมูลสมาชิกท่านใด อาจารย์ขจิต ฝอยทอง จะจัดการให้เรียบร้อย รวดเร็วประดุจกามนิตหนุ่ม นอกจากนี้เรายังได้อาศัยพลังความรู้ความสามารถจากชายหนุ่มว่าที่เขยมุกดาหารคนนี้ได้สารพัดสารพันเรื่อง ที่พูดถึงเรื่องส่วนตัวนิดหน่อย เพราะเราภูมิใจที่หนุ่มนาข้าวจะมาเป็นเขยชาวอีสาน
3.เราได้ค้นพบพันธมิตรวิชาการจำนวนมาก
มากมายหลายสาขาฝังตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยในทุกภูมิภาค ขออนุญาตเอ่ยนามบางส่วน เช่น อาจารย์แป๋ว อาจารย์อ้อยโกทูโน อาจารย์จันทรัตน์ อาจารย์อิงอ๊อบ อาจารย์จตุพร อาจารย์สุมาลี มั่นคง อาจารย์ราณี อาจารย์ลูกหว้า อาจารย์แสวง อาจารย์JJ อาจารย์เติมศักดิ์ พึ่งรัศมี อาจารย์บางทราย อาจารย์กมลวัลย์ ลือประเสริฐ อาจารย์สะมะนึกะ คุณดอกแก้ว คุณแผ่นดิน อาจารย์อุทัย อาจารย์เสือ อาจาย์องุ่น อาจารย์ย่ามแดง อาจารย์สมพิศ อาจารย์สวัสดิ์ อาจารย์วนิดา อาจารย์ Panda อาจารย์โอ๋ อโณ อาจารย์Handy อาจารย์อัมพร อรุณศรี คุณรัตติยา คุณเมตตา คุณหนิง คุณทวีศิลป์ เอาพอสังเขปแค่นี้ก่อนนะครับ
4.ทดลองเรียนทางไกล เรียนทางใกล้ เรียนทางใจ
กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นไปตามความสะสะดวกและความสนใจ จึงไม่เครียดทำแบบสบายๆ ในการจัดวันเฮฮาศาสตร์ครั้งเป็นเรื่องเรียนรู้ทั้งสิ้น เด็กก็เรียนรู้กับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็เรียนรู้กับเด็ก ท่านไหนมีความรู้เรื่องอะไร เราก็ยกย่องให้เป็นครูใหญ่
- อาจารย์แป๋ว ถ่ายรูปเก่ง มาสอนพวกเราเรื่องการถ่ายรูปแบบเรียนรู้ด่วน ถือกล้องไปด้วยกัน สอนกันแนะนำกัน หัวเราะกันกิ๊กๆกั๊กๆ แต่ความรู้ฝั่งแน่นตราตรึง และสามารถต่อยอดพัฒนาการเรียนรู้ไต่บันไดขึ้นไปได้อย่างไม่จำกัด
- อาจารย์อิงอ๊อบ แผ่เมตตาจิต สอนความรักของมนุษย์ได้อย่างทะลุใจ ยกให้เป็นครูใหญ่ด้านธรรมชาติมนุษย์
- อาจารย์อุทัย เพาะเห็ดเก่ง สอนเราเรื่องการเพาะเห็ด จนได้เก็บเห็ดมากินมาขาย เรายกให้เป็นครูใหญ่ด้านเห็ด
- อาจารย์สะ-มะ-นึ-กะ ผัดไทยอร่อย ผัดให้ชิมแล้วมีเสียงเรียกร้องเอาอีก เอาอีก เรายกให้เป็นครูใหญ่ด้านอาหารไทย กับแกล้มฯลฯ
- อาจารย์องุ่น ทำกับข้าว ทำขนมเก่ง เรายกย่องให้เป็นครูใหญ่ความรู้ด้านอาหาร การแปรรูปอาหาร
- อาจารย์เสือ เก่งด้านธรรมะธรรมโม ยกให้เป็นอาจารย์ใหญ่แนววิธีพุทธ และเป็นมัคทายกประจำกลุ่ม
- คุณแป๊ด ทำข้าวยำเก่ง ชิมแล้วชื่นชอบกันมาก ยกย่องให้เป็นครูใหญ่ด้านข้าวยำและอาหารปักษ์ใต้
- คุณดอกแก้ว จัดการเรื่องเด็กรักป่า จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เรายกให้เธอเป็นครูใหญ่ด้านการเสริมสร้างชุดความรู้ระบบนิเวศศิลปะธรรมชาติ และการสร้างเครือข่ายเด็กรักป่า
- อาจารย์แสวง รวยสูงเนิน ทำนา เลี้ยงปลา เลี้ยงโค ปลูกต้นไม้เก่ง ยกให้เป็นอาจาย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจพอเพียง
- อาจารย์สวัสดิ์ ธรรมบุตร เก่งเรื่องสัตว์ปีก ยกให้เป็นอาจารย์ใหญ่เรื่องไก่
ที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างบางตอนเล็กๆเท่านั้น ที่จริงท่านเหล่านี้มีความรู้ความสามารถคับแก้วกว่านี้มากนัก แต่เราชูขึ้นมาให้เห็นจุดเด่นที่ง่ายๆ ต่อไปท่านร้อนวิชาก็จะขยายความรู้ออกไปเอง บางท่านขาดทุน อย่างท่านอาจารย์ดร.สวัสดิ์ เป็นชั้นปรมาจารย์แล้ว ขนาดคุยกับไก่รู้เรื่อง มาลดชั้นเป็นอาจารย์ใหญ่คงให้อภัยนะครับพระอาจารย์
คิดดูสิครับถ้าเรามีตัวคนชัดเจน มีชุดความรู้ที่ชัดเจน ขยายออกไปเป็นพันเป็นหมื่นเรื่อง ที่พูดๆกันว่า “สังคมฐานความรู้” มันจะมาจากไหน เกิดขึ้นได้ รวมตัวกันได้เป็นปึกแผ่นอย่างไร เพียงแต่ผมมีเกณฑ์ไว้ข้อหนึ่ง คนที่จะมาเป็นครูใหญ่ด้านต่างๆ ต้องผ่านการแสดงฝีมือเชิงประจักษ์แล้วถึงจะขึ้นทะเบียน สำหรับท่านอื่นขออนุญาตเรียงลำดับไว้ เพื่อจัดกระบวนการอีกครั้งครับ
ไว้ให้อีตาเม้งกลับมาออกแบบระบบรองรับตรงนี้ เราก็จะขึ้นทะเบียนอาจารย์ใหญ่ไว้อย่างเป็นระบบ ส่วนใหญ่หลายท่านทำพันธกิจตรงนี้ทะลุไปรอบโลกแล้วเช่น ท่านบางทราย หนุ่มเอกจุตุพร ฯลฯ ญาติๆผมทุกคนนั่นแหละ ขอให้อดใจที่ต้องล่าช้าไปบ้าง เพราะเราต้องการสร้างครูใหญ่มืออาชีพทางด้านการทำงานอิงระบบ ต้องการได้ครูตัวจริงเสียงจริงที่มีศักดิ์ศรีและครรลองแห่งความเป็นครู เพื่อมาช่วยกันกอบกู้ให้แผ่นดินมีการเรียนรู้อย่างแท้จริง ตกลงตามนี้ดีไหมครับ.
ดังนั้น เหตุผลที่จัดวันเฮฮาศาสตร์ นอกจากจะได้พบญาติที่รักที่อยู่คนละทิศละทางแล้ว ผมยังได้ลงมือทำหน้าที่คนค้นคนอีกแบบหนึ่ง ที่แตกต่างจากที่เราได้ชมในโทรทัศน์ ถ้าท่านใดมีความเห็น มีข้อแนะนำเพิ่มเติม กรุณาแสดงความเห็นได้เต็มทีเลยนะครับ และใครจะอาสารวบรวมเรื่องนี้
1 เป็นกองเลขา รับเรื่องรับ ความคิดเห็น
2 แก้ไขคำผิดต้นฉบับ
3 วางแผนจัดระบบ
4 วางแผนจัดงานวันเฮฮาศาสตร์ ครั้งที่ 2 จะจัดที่ไหน จัดอย่างไรฯลฯ
5 จัดงานครั้งนี้ญาติผม(อิ่งอ๊อบ)ได้เริ่มต้นมอบปัจจัยไว้ให้จำนวนหนึ่ง
เป็นกองทุนเพื่อการจัดงานในครั้งต่อไป
6 ใครอาสาสมัครในข้อใด 1-5 กรุณายกมือขึ้น แล้วเดินมาข้างหน้า 1 ก้าว
กราบเรียนพ่อครูบา
คนที่สนใจเรื่องเดียวกัน คอเดียวกัน เวลาเจอกันใน blog ก็มีกลุ่มเล็กๆเฉพาะตัว เกาะกลุ่มกันไปในแนวลึก อย่างผมก็ได้รู้จัก ได้แลกเปลี่ยนความรู้ในการดูแลผู้ป่วยของผมเพิ่มมากมาย
คนที่สนใจเรื่องต่างกัน มาเจอกันใน blog หรือนอก blog อย่าง ปรากฏการณ์เฮอาศาสตร์ ที่บ้านครูบา ผมมองว่าเป็นการขยายความรู้ในแนวกว้าง ทำให้เราคิดถึงความเชื่อมโยง เกิดปิ๊งไอเดียใหม่ๆ มีมุมมองที่กว้าง เติมช่องว่างของเราเองได้มากกว่า เพราะไม่มองเรื่องแบบเดิมๆ เหมือนคนที่มีความเห็นต่างกันคุยกันโดยสุนทรียสนทนา เปิดเสาอากาศรับฟังมาก น่าจะเกิดพลังความรู้มากกว่าคนคอเดียวกันคุยกัน
<ul><li>นิสัยคนไทยอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกคือ พอมีตำแหน่ง ครูใหญ่ ปุ๊บ มันมีความหมายโดยนัยว่า ..ต้องรับงานตั้งแต่งานครูใหญ่ยันงานภารโรง คืือ งานของเอ็ง เอ็งก็รับไปทำสิ ต่างจากปฏิสัมพันธ์ที่ต่างคนต่างช่วยกันทำ ร่วมฟังร่วมเล่า แบบปรากฏการณ์ที่บ้านพ่อครู เราจะคงบรรยากาศการทำงานแบบนี้ได้อย่างไรครับ </li></ul><ul><li>อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมยังไม่อยากเป็นอาจารย์ใหญ่ครับ เพราะ อาจารย์ใหญ่ในทางการแพทย์ เราหมายถึง ผู้บริจาคร่างกายของตนเองให้นิสิตแพทย์เรียนผ่าดูในวิชากายวิภาคศาสตร์ หรือวิชาผ่าศพ หนะครับ แหะ แหะ
</li></ul>
สวัสดีวันสงกรานต์ คารวะ มาดำหัวขอพรพี่ สุทธินันท์ ทาง B2B ครับ
ฝากความห่วงใยไปถึงคุณแม่ด้วย ขอบคุณครับ
สวัสดีครับพ่อ
สิ่งที่เป็นควันหลงจากการไปค่ายของชาวปูนซิเมนต์ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพ่อ และสิ่งต่างๆที่พ่อ ถ่ายทอดออกมาจาก Blog "เฮฮาศาสตร์"
ผมจะพยายามกลับมาเขียนBlog อีกครั้ง และจะสร้างองค์ความรู้ภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด เรียนรู้ให้ถ่องแท้ ซึ่งเราน่าประยุกต์สิ่งที่มีอยู่ได้ตามความต้องการของเรา เพียงเรายังไม่รู้มากพอเท่านั้น
จะลองดูอีกสักตั้งครับ จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียรู้ เกิดเป็นสังคมการเรียนรู้อย่างธรรมชาติ
สวัสดีค่ะ พ่อครูบาฯ
มาอาสารับข้อที่ 2 ค่ะ
ส่วนข้อที่ 1 ขอเสนอว่า ควรจะมีฝ่ายเลขาประสานงานประจำภูมิภาค และมีเลขาฯ ส่ วนกลางอีก 1 ท่าน
ทั้งนี้ในส่วนของเลขาประสานงานภาคใต้ ขอรับอาสาค่ะ
สวัสดีค่ะพ่อครูฯ
หลาน ๆ สบายดีค่ะ เมื่อคืนคุยกัน ถามเขาว่า "ระหว่างเราไปเที่ยวกันเองแบบครอบครัว" กับ "ไปเที่ยว แบบที่แม่พาไป ลูกชอบแบบไหนมากกว่า"
เขาตอบว่า "ลูกชอบแบบที่แม่พาไป ได้เจออะไรหลาย ๆ อย่าง ได้เจอคนเยอะแยะ"
และที่สำคัญ เขาประหลาดใจมาก เมื่อเขารู้ว่า ทุกคนที่ไปที่นั่น ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน เป็นการไปเจอหน้ากันเป็นครั้งแรก
เขาถามว่า "ทำไม เหมือนสนิทกันมานานเลยคะแม่"
อ้อ ไปอ่านแล้วค่ะ ที่น้าอึ่งอ๊อบเขียน คนอาร้าย ขนาดไม่เคยเป็นแม่คน ยังเข้าใจความรู้สึกได้ถึงขนาดนี้
ขอร่วมอาสาข้อ 2 ครับ ส่วนข้ออื่น
ส่วนข้ออื่น ๆ ถ้าสามารถช่วยเหลือส่วนใดได้ ก็ด้วยความยินดีครับ
ทำไมอาจารย์น่ารักเช่นนี้ ขอให้เจริญๆนะครับ
แป๊ดวางแผนสอนลูกได้ดีมาก ได้ผลประการใดเล่าให้ฟังด้วยนะครับ!
ทุกคนสบายดีใช่ไหม เจอคุณเมตตาบ้างรึเปล่า
เริ่มแก้ตั้งบทความนี้เลยดีไหม?
ว่างๆมานอนที่นี่นะ มีเรื่องให้ทำเยอะแยะ
ไชโย ได้ใช้อินเตอร์เน็ทแล้ว (อยู่บ้านพ่อครูบา อีกแล้ว อิอิ ) ขอทิ้งรอยและแกะรอยอ่านความเคลื่อนไหวเฮาฮาศาสตร์ก่อนน๊า…
น้องหนิง
ย้ายมาอยู่กะพ่อครูเหอะ
นี่ ร่ำ ๆ ใจรอน ๆ จะย้ายนิวาสสถานตามไปอยู่กะพ่อครูแล้วเนี่ย
บูญมาวาสนามี คงได้ไปกราบพ่อครูอีกครั้ง
ลืมบอกว่า
กะจะไปนอนในอาศรม
ไปนอนบนบ้านต้นไม้
ไปนอนดูดาวหน้าบ้านหกเหลี่ยม
(โปรดสังเกตุ...ไปนอนอย่างเดียวเลยนะเนี่ย...กะไม่ทำการทำงาน)
กราบสวัสดีปีใหม่ค่ะท่านครูบา
ยกมือซ้ายและขวาพร้อมกันเลยค่ะ แบบไม่ต้องคิดค่ะ ฮิๆๆๆ ราณีมาไม่ทันคนแรก ขอเป็นคนที่ 9 และลูกหว้าคนที่ 10 (แอบมาลงชื่อให้ก่อน อิ ๆๆ) อยากให้จัดค่ะเหมือนที่ครูบาบอก ปลายฝนต้นหนาว (เหมือนหนังเลย) คิดแล้วตื่นเต้น ตอนนั้นคงเคลียร์คิวได้แล้วหละ อยากเดินป่าด้วย ให้ทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น ขอเป็นแค่ส่วนหนึ่งหรือคนเบื้องหลังค่ายเฮฮาศาสตร์ ก็ได้ ขอบคุณที่อนุญาต (รวบรัดตัดตอนเลย5555)