ฉันจำไม่ได้ว่ารู้จักกับอาสาฯ ตั้งแต่ตอนไหน มันนานเหมือนกัน จากวันนั้น ที่ฉันพลัดหลงไปค่ายกับอาสา ฯ จนถึงวันนี้ ฉันหลงเสน่ห์ของมันแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว พอเปิดดูภาพเก่าก่อน ความทรงจำที่เก็บไว้ในส่วนลึกข้างในก็หวนกลับมาอีกครั้ง ภาพของความสุข เศร้า คลุกเคล้ากันก็ยังไม่จางหายไปไหน ที่นี่ ค่ายอาสาฯ มมส. แห่งนี้ ทำให้ฉันได้รู้จักกับผู้คนมากมายที่มีจุดร่วมของอุดมการณ์ จากเพียงแค่คนรู้จัก ทำให้หลายคนกลายเป็นคนคุ้นเคยของฉัน 

อาจจะด้วยเพราะช่วงเวลาที่ทำให้ฉันและเขาเหล่านั้นได้ร่วมใช้ชีวิตที่มีทั้งความลำบาก  ความเหน็บหนาว ความแห้งกันดาร เวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ทำให้เกิดความผูกพันกันมากขึ้นและมากขึ้น จากวันนั้นที่ฉันรู้จักผู้คนเหล่านั้นเพียง “คนร่วมค่าย” แต่ ณ วันนี้ คนเหล่านั้นเปลี่ยนสถานะจากเดิม เขาเป็น “เพื่อน พี่ และน้องของฉัน”ไปเสียแล้ว เป็นความผูกพันเท่าที่คนอย่างฉันจะมีโอกาสได้สัมผัสในสถานที่แห่งนี้ แบบนี้   มหาลัย ฉันจึงกล้าพูดได้เต็มปากว่า ที่นี่เป็นเหมือนบ้านอีกหลังหนึ่งของฉันและใครๆอีกหลายคน มีอาสาฯที่ไหน เป็นต้องมีฉันเป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้นเสมอ และที่นี่เอง ทำให้ฉันได้พบกับคนพิเศษคนหนึ่ง ฉันพบเธอที่นี่

ครั้งแรกที่พบกับเธอ ในค่ายที่ลำบาก หนึ่งอาทิตย์ที่เราอยู่ร่วมกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันและเธอพบกันหลายครั้งตามแต่เวลาและโอกาส  และเป็นฉันเองที่พร้อมจะมอบความรู้สึกพิเศษให้กับเธอโดยไม่รีรอ  แต่ก็มีสิงที่ทำให้ฉันกลัวที่จะบอกหรือเปิดเผยความรู้สึกนั้นให้เธอหรือใครได้รับรู้

หลายคนที่ไปค่าย ไม่ได้มุ่งหวังหรือมีอุดมการณ์เหมือนดังเมื่อก่อน คู่รักคือผลพลอยได้จากค่าย  และเป็นแรงจูงใจของการไปค่ายกับอาสาฯ แม้จะมีกฎของการอยู่ร่วมกันในค่ายที่ว่าด้วยเรื่องของชู้สาวก็ตาม แต่ก็ยังมีการพูดถึงเรื่องของความไม่เหมาะสมทั้งในค่ายและนอกค่าย ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์แบบฉันพี่น้องก็ต้องสั่นคลอนมากเหมือนกัน

ฉันไม่ได้บอกว่าความรักไม่ดี เห็นด้วย  ความรักฉันชู้สาวเป็นสิ่งสวยงามและฉันเองก็ต้องการเช่นกัน  แต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะมอบให้อย่างเปิดเผยให้กับใครซักคน ถึงแม้ฉันจะมีความรู้สึกพิเศษนั้นให้กับเธอ  แต่ด้วยฉันก็รักบ้านหลังนี้เช่นกัน หลาย ๆ คนที่มาค่าย ยิ่ง พ.ศ. ที่มากขึ้นคนเหล่านี้ก็เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ   แล้วถ้าหากบวกฉันที่รู้จักกับอาสาฯ มานานเข้าไปกับคนเหล่านี้อีกคนหนึ่ง บ้านหลังนี้จะเหลืออะไรล่ะ

หากมีตาชั่งจริยธรรมใดในโลกที่ชื่อว่าเที่ยงตรงที่สุด นำเธอมาชั่งเปรียบเทียบกับอาสาฯแล้ว  แน่นอนที่สุดก็คงจะต้องตอบว่าอาสาเป็นเรื่องที่มีน้ำหนักที่สุด แต่หากใช้ตาชั่งหัวใจของฉันเอง คงจะตัดสินไม่ได้ว่าสิ่งไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน เพราะตาชั่งนั้นมันบอกว่าทั้งเธอและอาสาฯ มันมีน้ำหนักเท่ากัน ฉันไม่สามารถที่จะเลือกได้ว่าซ้ายหรือขวา  และด้วยเหตุนี้นี่เอง สิ่งที่ฉันทำได้ ก็คงเพียงแค่มอบความรู้สึกดีๆที่ฉันมีอยู่ให้เธออย่างไม่เปิดเผย การแสดงออกของการกระทำ คำพูด อากัปกิริยา ความรู้สึกต่างๆ   ก็ต้องต้องปิดบังเอาไว้ มันไม่ดีเอาเสียเลย ทำให้ฉันอึดอัด

จากจุดเริ่มต้นที่พบกันครั้งแรกที่ค่าย   ทำฉันก็มีโอกาสที่จะได้พบและทำความรู้จักกับเธอมากขึ้น แต่ฉันก็ต้องเก็บความรู้สึกพิเศษนั้นเอาไว้ ทุกครั้งที่มีค่าย  ก็ยังคงมีฉันเป็นหนึ่งในนั้น  และก็มีเธอเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ทุกค่ายหลังจากนั้นจึงเป็นค่ายที่มีความหมายและพิเศษสำหรับฉันเสมอ แม้ฉันและเธอ จะไม่ไดพูดคุย แสดงความอาทรหรือห่วงใยต่อกันเลย

ถ้าหากมีค่ายใดค่ายหนึ่งไม่มีเธอเป็นหนึ่งในผู้ร่วมค่ายนั้น ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นอย่างไร มันคงจะเหมือนขาดอะไรบางอย่าง ใช่ มันไม่สำคัญ เพราะถึงไม่มีเธออาสาฯ  ก็อยู่ได้  แต่ความรู้สึกของฉันบอกว่า “ขาดไม่ได้จริง” สิ่งที่ฉันหวังอยู่ตอนนี้ ก็เพียงแค่ขอให้ทุกค่ายที่ฉันได้มีโอกาสได้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมค่ายนั้น ก็ขอให้มีเธอเป็นหนึ่งในผู้ร่วมค่ายนั้นเช่นกัน แม้ฉันจะไม่ได้พูดคุย สบตา ร่วมงาน กินข้าว หรือทำกิจกรรมใดๆด้วยกันกับเธอเลย ก็ไม่เป็นไร

หรือถ้าหากว่า หลายค่ายนับจากนี้ ที่ไม่มีฉันเป็นหนึ่งในผู้ร่วมค่ายนั้น ก็ยังหวังว่าจะยังคงมีเธอเป็นหนึ่งในผู้ร่วมค่ายนั้น ขอเท่าที่เธอจะสามารถเท่าได้ ขอเพียงรู้ว่าที่ค่ายมีเธออยู่ เท่าที่เธอมีโอกาส ก็เพียงพอแล้ว เพราะฉันคงจะไม่มีโอกาสได้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมค่ายนั้นอีกแล้ว  อยากให้เธอไปค่าย อยู่กับอาสาฯ เพราะฉัน... ไม่มีวันลืมอาสา ฯ และเพราะฉันจะคิดถึงอาสาฯตลอดไป
เพราะเธออยู่ที่นี่ กับ อาสาฯ
รัก …