ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง  เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กและต่างรู้จักกันดี  เขาเป็นคนร่าเริงในสายตาของผม ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นเขาเศร้าซึมมากนัก

วันหนึ่ง ผมกับมันนั่งจิบเบียร์ด้วยกันหมดไปหลายขวด หลังดื่มกันไปได้ซักพัก เขาก็จะบอกว่าพอแล้ว เมาแล้ว เมื่อเริ่มขึ้นขวดที่ 4 แต่นั้นผมก็หยิบแก้ว ของเขาที่เพิ่งกระดกหมดแก้วไปเมื่อกี้ มาเติมอีก เขามักจะชอบพูดแบบนี้ เสมอ แต่กินต่อไปได้ และในปริมาณเบียร์เท่านี้เอง  เขาก็จะคุยเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในทันที
“เฮ้ย กูมีเรื่อง จะปรึกษา” มันเอ่ยขึ้น ทำเอาผมแปลกใจ อยู่ไม่น้อย เพราะไอ้คนนี้จะเป็นคนให้คำปรึกษามากกว่า จะถามความคิดเห็นจากใคร แต่จะด้วยฤทธิ์เบียร์หรืออย่างไรที่ทำให้เขาพูดเช่นนั้น ผมไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่กระดกเบียร์หมดแก้ว เหมือนจะบอกว่าให้เพื่อนมาเลย

ในขณะทีเท้าเขี่ยดินเล่น สายตามองทะเล แล้วมันก็พูดขึ้น
“กูชอบผู้หญิงคนหนึ่งวะ” ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หา” ผมอุทานออกมา เพราะตั้งแต่รู้จักมันมา มันไม่เคยจีบหมาซักตัวให้เห็น ผมจึงต้องสอบถาม ที่มาที่ไปว่าใครคือผู้หญิงโชคร้ายคนนั้น แล้วมันก็สาธยายความมา – มันรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนั้น มันอยู่ปี 2 แล้วน้องอยู่ปี 1

รู้จักน้องคนนี้ที่ไหนมันไม่ได้บอก มันบอกเพียงแต่ว่าแรกๆ ก็ไม่ได้ชอบหรอกแต่พอนานไปชักเข้าท่า มันก็เลยไปบอกรักและขอเป็นแฟนกับน้องเขาแบบไม่ให้ได้ตั้งตัว
“ก็เลยคบกันมาตั้งแต่นั้นเลยเหรอมึง?” ผมเดาสุ่มไปถึงผลลัพธ์
“เปล่าวะ น้องเขาปฏิเสธกูหว่ะ เพราะน้องเขามีคนที่ชอบอยู่แล้ว” มันตอบผมด้วยท่าทีอันขื่นขม ก่อนจะเอ่ยต่อว่า
“กูเฮิร์ทขนาดหนักเลยมึง”
หลังจากที่ถูกปฏิเสธในวันนั้น มันก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอก  คงจิบๆ แต่นานวันเข้า มันกลับคิดถึงน้องเขาทุกวัน ทุกวัน จนที่สุด มันทนไม่ไหว มันเลยไปโดดน้ำตาย!!! ไม่ช่าย…

มันก็เลยตามตื้อน้องเขาขอคบแค่เป็นพี่ชาย-น้องสาวก็(เอา)ได้
“เป็นไงหล่ะมึง” ผมถามถึงผล
“น้องเขาใจดี ไม่ได้ว่าอะไร” มันตอบก่อนจะเสริมว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มันก็รอคอยน้องเขาว่าเผื่อจะมีใจให้มันบ้าง ขณะเดียวกันมันก็ร้องเพลง “เต็มใจให้” ของศุ บุญเลี้ยงปลอบใจมันเบาๆ คนเดียว มันขอแค่ให้มีคนให้มันคิดถึง มันขอแค่โทรหาเขานิดหน่อย อาทิตย์ละครั้ง ถามเรื่องฝนฟ้าอากาศ พอเป็นกระษัย เท่านั้นก็พอ

ความรักของมันเป็นเหมือนนิทาน ที่ยังดำเนินต่อไปแบบรักเขาข้างเดียวเหมือนเกลียวเชือก เขารักมันเผื่อเลือกหารู้ไม่  เขาไม่รักมันแล้วก็แล้ไป  ไม่เป็นไรเกลอเอ๋ย กระเทยมี น่าน!!! ว่าไปนั่น
ม่ายช่าย
ความรักของมันดำเนินต่อไป จนมันอยู่ปี 4 ใกล้จบแล้ว   และโอกาสที่จะพบกับน้องเขาคนนั้นก็คงจะไม่มี มันก็เลยไปบอกรักน้องเขาเสียเลย
“แล้วเป็นไงบ้างวะมึง เธอใจอ่อนรักมึงบ้างหรือเปล่า” ผมถามถึงหมัดเด็ดของมัน ก่อนที่มันจะส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“กูไม่รู้ว่ะ ว่าเธอชอบกูบ้างไหม แต่กูบอกเขาไปแล้วว่ากูรักเขา มันหมดหน้าที่กูแล้ว”
“เดี๋ยวกูจะไม่ได้พูด” พูดแล้วมันก็กระดกเบียร์เข้าปากสุดซอย แล้วยื่นแก้วให้ผมเติมเบียร์ให้มันอีก ก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ ยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะเซถลานิดหน่อย
“เอาหล่ะเว้ย มันเมาแล้วเว้ย” ผมนึกในใจขณะรินเบียร์ใส่แก้วให้มัน  
มันยืนมองทะเลอยู่อึดใจ ก่อนจะเดินมานั่ง แล้วหยิบแก้วเบียร์ที่ผมยื่นให้มัน  กระดกหนึ่งทีก่อนจะเล่านิยายของมันต่อ มันไม่รู้หรอกว่าน้องเขาชอบมันหรือเปล่า และคนที่น้องเขาชอบตอนนั้นน้องเขายังชอบอยู่ไหม มันก็ไม่รู้  
หลังจากนั้น มันก็เรียนจบ ทำงานได้เกือบปีแล้ว
“มึงได้เจอน้องหรือคุยกันบ้างหรือเปล่า ตั้งแต่จบมา” ผมถามมันขณะเปิดเบียร์อีกขวด
“คุยกันบ้าง เจอกันบ้าง ตามโอกาสแต่ไม่บ่อยหว่ะ” มันตอบ

“การเปลี่ยนแปลงมันอยู่ตรงนี้แหละ มึง” มันเอ่ยขึ้นก่อนจะพูดต่อ
“ตอนจีบอยู่มหาลัยเกือบ 2 ปีไม่เห็นเธอจะมีใจให้ แต่หลังจากเรียนจบมา กูก็เริ่มมีความหวัง”
“ยังไงวะ” ผมกระดกเบียร์อีกอึกตามหลังมันติดๆ
“บางครั้งเธอก็โทรหากู กูดีใจแทบบ้าเลยมึง”
“เออ กูพอรู้เว้ย” ผมเห็นด้วยกับมัน
“มันเหมือนเธอจะชอบกู แต่กูก็หวั่นใจยังไงไม่รู้หว่ะ” มันตีสีหน้าเครียดๆ
“เอ้าก็ดีไม่ใช่เหรอมึง ทำไมจะทำหน้าเศร้าอย่างนี้วะ” เมื่อสีหน้ามันบอกบุญไม่รับ

มันกระดกเบียร์หมดแก้วก่อนจะร่ายยาวว่า  แต่ก่อนนั้น มันคิดว่า แค่รักเธอข้างเดียว มันก็พอแล้ว มันรักเขาตอนเรียน พอจบก็คงจะห่างกันไปเอง และมันก็คงจะเจอคนใหม่ ในที่สุด มันคิดอย่างนั้น แต่ทุกวันนี้ มันไม่ได้เป็นอย่างที่มันคิดไว้ มันเรียนจบมาเกือบปีหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังติดต่อกันอยู่ และดูเหมือนมันจะยิ่งรักน้องเขามากกว่าเดิมเสียอีก และดูเหมือนน้องเขาก็มีความรู้สึกดีๆให้กับมัน ถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเองเกินไปนัก
“แต่ก่อน กูคิดว่า เป็นแบบนั้น ก็พอแล้ว จบมาแล้วก็คงจะลืมน้องเขา เหมือนเพลง “เกิดมาแค่รักกัน” ของบิ๊กแอ๊ด อะไรอย่างนั้นหน่ะมึง” มันเสริม
“ดูท่า มึงคงอยากจะเป็นพระเอกมิวสิคนะ เห็นมึงเปรียบความรักเหมือนในเพลงอะไรของมึงเยอะแยะ” ผมแย่มันเล่น ๆ ก่อนจะกระดกเบียร์สุดซอย
“ตอนนั้น กูคิดว่ารักมันก็คงจะต้องจากกัน ไม่ยั่งยืนหรอก ห่างกันก็เจอคนใหม่”
“แต่ตอนนี้ กูทำงานแล้ว มุมองมันทำให้ก็เปลี่ยนไปวะ”
“ยังไงวะ” ผมถาม
“การรักใครซักคน ในความหมายของกูตอนนี้ มันหมายถึงการมีน้องเขาเป็นคู่ชีวิตหว่ะ”
“โอ้โห มึงคิดขนาดนั้นเลยเหรอมึง” ผมรู้สึกสะอึกสะเอียนในคำพูดความคิดของมัน
สายตาที่มองทอดลงทะเลไหวยามเย็นคู่นั้นของมันดูหม่นเศร้า อย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
 “เออ ความรักมันต้องใช้เวลาหน่ะมึง จะรีบร้อนอะไรนักวะ” ผมบอกมันเป็นปรัชญา
“สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือกูก็ยังไม่รู้ว่าน้องเขาชอบกูหรือเปล่า ถ้าไม่ชอบก็แล้วไป แต่ถ้าชอบกูจริงๆขึ้นมา”
“กูกลัวว่า กูจะไม่มีปัญญาเลี้ยงเขาหว่ะ”
“เฮ้ย มึงคิดมากไปแล้วมึง”
“อะไรกันวะ หน้าที่การงานมึงก็ใช้ได้นี่หว่า เดือนๆหนึ่งก็รับเป็นหมื่น”
“มันก็ใช่อยู่หรอกตอนนี้” มันพูดก่อนจะเล่านิทานน้ำเน่าของมันให้ผมฟังว่า ครอบครัวมันมีพี่น้อง 4 คน พี่ชายพี่สาว น้องสาวมันมีครอบครัวกันหมดแล้ว ต่างก็แยกไปสร้างครอบครัวตัวเอง ก็เหลือแต่มันคนเดียวที่ยังไม่มี พ่อกับแม่มันเองก็แก่ อยู่กันเองสองตายาย
“ไม่มีใครอยู่กับแกวะ”
“กูทำงานเก็บเงินได้ซักพัก กูว่าจะกลับไปอยู่บ้านกับพ่อแม่หว่ะ”
“โอโห มึงกตัญญูไม่อยอกนะมึง” ผมกวนมัน
“แล้วมันจะมีปัญหาอะไรวะ – หรือมึงกลัวว่าน้องเขาจะไม่ไปกลับมึง” ผมถามอย่างสงสัย ก่อนที่มันจะพยักหน้าตอบ
“คนรักกันนะโว้ย ถ้ารักกันจริง ไปไหนมันก็ต้องไปด้วยกัน” ผมแย้งกับมัน
“มันก็ช่าย”
“ตอนนี้ ยังรักกัน แม้ไม่มีอะไรจะแดก แต่พอนานวันเข้า ความรักมันจะจ่ายซื้ออะไรได้แทนเงินเหรอมึง ถึงตอนนั้น ก็อาจจะต้องแยกกัน”
“แล้วอะไรมันคือปัญหา”ผมถาม
“กูจะบอกเลิกกับน้องเขาหวะ”
“อ้าว ทำไมวะ”
“ถ้ากูบอกเลิกตอนนี้ มันก็ยังดีกว่าไปบอกเอาตอนไกลๆ อย่างน้อย ตอนที่เขายังไม่ได้รักกู เขาจะได้ไม่เสียใจมาก และก็มีโอกาสที่จะเจอกับคนใหม่ๆ”
“พูดเป็นนิยายไปได้มึง”
“เออ กูรู้ว่ามันเหมือนนิยายน้ำเน่า”
“ถ้ากูทำอย่างนั้น ก็คงเจ็บปวด กูรักเขาจริงๆ แต่พ่อกับแม่กูก็ไม่มีใครจริงๆเหมือนกัน”
“กูบอกเขาตอนนี้ มันน่าจะดีต่อเขา”
“ปล่อยไปนานวัน กูกลัวเขารักกูหว่ะ” ว่าแล้ว มันก็ก้มหน้า มันเป็นเวลามืดนิด แต่ก็สว่างพอที่จะเห็นได้ว่ามีน้ำใสๆ ไหลเป็นทางยาว อาบแก้ม
“กูรักเขา” เสียงเครือๆถูกเอ่ยมาจากลำคอ
ผมไม่ค่อยได้เห็นมันร้องไห้แบบนี้บ่อยนักกับเพื่อนคนนี้ พาลพาให้ผมจะร้องให้ไปกับมันไปด้วย ผมไม่พูดอะไร ได้เพียงแต่ยื่นมือไปบีบไหล่มันเบาๆ – นานเท่าไหร่ไม่รู้ – มันปาดน้ำตาออกจากใบหน้าก่อนจะถามผมด้วยเสียงคลุมเครือ
“กูควรจะบอกน้องเขาดีไหมวะ – หรือมึงว่ากูควรทำอย่างไร” มันจ้องหน้าผม ผมไม่รู้จะตอบมันยังไง ผมยกเบียรขึ้นกระดก ถ่วงเวลาให้คิด ก่อนจะรินเบียร์ใส่แก้วทั้งของผมของมัน

“มึงรู้อยู่แล้ว ว่ามึงควรทำอย่างไร” ผมตอบอย่างไว้เชิง
“มึงเพียงต้องการคนรับฟังแค่นั้น – กูก็ทำให้มึงแล้ว” ผมยกเบียร์กระดกนิดหนึ่ง
“ที่เหลือมึงตัดสินใจเองเว้ย – อย่ามาโยนบาปให้กูเด็ดขาด มึง” ว่าแล้วผมก็ยกเบียร์กระดกต่อ และพอที่จะมองเห็นว่ามันยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะปาดน้ำตาออกจากใบหน้า แล้วยกเบียร์โซ้ยสุดซอย
“เออ กูขอบใจมึงวะ” มันพูด
“เออ ร้องไห้เป็นเด็กไปได้มึง” ผมบอกมัน
“เนีย เหลือเบียร์อีก 4 ขวด มึงช่วยกูเลย”
ผมโว้ยเบียร์กับมันต่อ เมื่อหมด 4 ขวดแล้ก็เอามาอีก
หลับตอนไหนไม่รู้ พอตื่นเช้าขึ้นมาก็พบว่าผมกับมันนอนกอดขวดเบียร์อยู่หาดตั้งแต่เมื่อคืน