ค่ายอาสา

ฉันต้องตัดสินใจด้วยความยากลำบากอีกครั้ง ค่ายอาสา ที่จะมีขึ้นในกลางเดือนตุลาคม ๒๕๔๙ ที่อยู่ไกลถึง จ.อำนาจเจริญนั้น มันเรียกร้องให้ฉันไปเยี่ยมเยือนมัน มีเพียง ๒ ตัวเลือกเท่านั้น คือไปหรือไม่ไป

ตลอดระยะเวลา ๕ เดือนที่ผ่านมากับหน้าที่การงานทำให้ฉันอ่อนล้าลงทุกที ฉันแทบไม่ลงเหลือสิ่งที่ฉันเคยมีความด้านชา เฉื่อยชา อ่อนล้า บวกกับความคิดถึงค่าย จึงเป็นแรงหนุนให้ฉันอยากไปค่าย แต่ภาระหน้าที่และงานรับปริญญาที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า  บวกเรื่องของระยะทางจากชลบุรีถึงอำนาจเจริญก็ไม่ใช่น้อยๆ เหตุผลเหล่านี้ก็แทบจะทำให้ฉันไม่ต้องคิดถึงความเป็นไปได้เลย ยิ่งยอดเงินในกระเป๋าที่เหลืออยู่น้อยนิดใน  กระเป๋าสตางค์  ทำให้ฉันแทบเก็บเรื่องนี้โยนทิ้งถังขยะไปเลย ความเป็นจริงและเหตุผลก็มีน้ำหนักเพียงพอที่จะค้านความรู้สึกของฉันแล้ว  
แต่หัวใจฉันมันร่ำร้องว่าจะต้องไปให้ได้ แต่ถ้าฉันไปจะไปเพื่ออะไร  ฉันก็ยังไม่รู้ ถ้าไปแล้วเกิดหลายสิ่งหลายอย่างไม่เป็นไปอย่างที่หวัง จะทำอย่างไร  ฉันก็ยังไม่กล้าคิด สิ่งที่ฉันจะต้องคิดตอนนี้ เป็นอันดับแรกว่า “ฉันควรจะไปไหม?”
มีคนเคยบอกความจริงอยู่ข้อหนึ่งว่า “เมื่อใดที่เราจะต้องตัดสินใจบางอย่าง เราจะได้ในบางสิ่งที่เลือกและสูญเสียอีกสิ่งหนึ่งในคราวเดียวกัน”
ฉันเลือกได้ว่า เลือกที่จะสบายและไม่ทำตามใจตัวเองในวันนี้ ดีกว่าไปทุกข์ในวันข้างหน้า ฉันเลือกได้  แต่ก็มีความจริงอีกข้อหนึ่งว่า ฉันไม่สามารถที่จะย้อนเวลาได้ ฉันย้อนเวลากลับไปในอดีตไม่ได้ และก็ไม่เคยมีใครหน้าไหนบนโลกนี้ทำได้
อีก ๑ ปี ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ต่อจากนี้ไม่รู้ว่าฉันจะยังเหลือความทรงจำดีๆที่เคยมีกับอาสาพอให้นึกถึงบ้างไหม  ฉันจะต้องห่างไปจากอาสาตามกาลเวลา นานวันเข้า ฉันก็อาจจะอยู่อีกซีกโลกหนึ่งที่ถามว่าอาสาคืออะไร  และไม่มีเวลามาเยี่ยมเยือนมันอีกเลย เหมือนคนที่เคยอยู่กับอาสาและจากมันไปและไม่เคยมีโอกาสที่จะมาเยี่ยมเยียนมันเลย ฉันไม่อยากจะเป็นอย่างนั้น ฉันอยากจะใช้เวลาที่ฉันยังพอได้ใกล้ชิดกับอาสาที่เหลืออยู่น้อยนิดให้คุ้มค่าที่สุด
ฉันตระหนักในความจริง ๒ ข้อนี้ จึงทำให้ฉันลังเลใจ
นับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม เป็นต้นมา ฉันต้องจดจ่ออยู่กับคำว่า “ไป”หรือ “ไม่ไป” ฉันมีเวลาคิดและตัดสินใจก่อน ๑๗.๓๐ น. ของวันศุกร์ที่ ๒๗ ต.ค. นี้
ในที่สุด วันที่ฉันต้องตัดสินใจก็มาถึง ฉันยังตัดสินใจไม่ได้ แต่ฉันก็แบกกระเป๋าที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า ขึ้นรถทัวร์สายชลบุรี – โคราช หลังเลิกงานในตอนห้าโมงครึ่ง โดยหวังว่า ถ้าหาก ในระหว่างที่ฉันนั่งอยู่บนรถคงจะตัดสินใจได้ว่าจะไปหรือไม่ไป ถ้าหากไปก็จะต่อรถไปอำนาจเจริญ หรือถ้าหากไม่ ฉันก็จะซื้อตัวรถสายเดิมกลับชลบุรี ให้ถือว่าเป็นการนั่งรถเล่นก็แล้วกัน การตัดสินใจครั้งนี้ของฉันมีมูลค่า ๕๔๘ บาท   
เที่ยงคืนครึ่ง - รถจอดเทียบชานชาลาที่บขส. โคราชแล้ว ฉันยังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี จนเมื่อฉันนั่งอยู่บนรถทัวร์สายกรุงเทพ - เขมราฐ และกำลังจะออกจากชานชาลาภายในไม่กี่นาทีนั่นแหละ ฉันจึงรู้แล้วว่า ฉันจะไปค่ายอาสาที่อำนาจเจริญหรือไม่?
จาก ชลบุรี - โคราช และ จาก โคราช - อำนาจ เจริญ กว่า ๑๐ ชั่วโมง กับระยะทางกว่า ๖๐๐ กม. จากเย็นของเมื่อวานล่วงเลยจนมาถึงเช้าของอีกวัน ในที่สุดฉันก็มาถึงตัวเมืองอำนาจเมื่อตอนเช้ามืด เมืองที่เพื่อนของฉันที่อยู่ที่นี่บอกว่ามีแค่แยกไฟแดงเดียว
ทันทีที่เท้าของฉันสัมผัสกับพื้นดินเมืองอำนาจฯ ฉันก็รู้สึกได้ถึงลมหนาวของยามเช้าที่พัดผ่านกระทบกับผิวกายจนขนลุกชูชันและชวนให้สั่นสะท้าน  
“นี่คือลมหนาวจริงๆหรือ” ฉันถามกับตัวเองเหมือนกับไม่เชื่อในความรู้สึกนั้น ที่ชลบุรี ที่ฉันจากมาเมื่อคืน คงมีแต่เพียงร้อนกับฝนเท่านั้น เมืองทะเลและอุตสาหกรรมก็ย่อมร้อนเป็นธรรมดา
เสื้อช็อปแขนสั้นสีฟ้าคาดด้วยสีน้ำเงินตรงไหล่กับกางเกงแสล็คสีน้ำเงินเข้มซึ่งเป็นชุดฟอร์มพนักงานของโรงงานที่ยังไม่ได้เปลี่ยนตั้งแต่เมื่อเย็นวาน ตอนนี้มันมีประโยชน์เพียงแค่ปกปิดร่างกายของฉันเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้ความอบอุ่นใดเลย
หนาวๆแบบนี้ ทำให้ฉันนึกถึงค่ายที่ฉันกำลังจะไปเยือนในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ว่า มันจะหนาวสักเพียงใดหนอ จากชลบุรี ข้ามผ่านดงพญาเย็นเพื่อมาค่ายที่อยู่ไกลถึงอำนาจเจริญ การเดินทางมาค่ายครั้งนี้ ฉันคงต้องลำยากแน่ๆ  เพราะในกระเป๋าของฉันมีเพียงเสื้อผ้าที่เหมาะกับหน้าร้อนเท่านั้น ไม่มีเสื้อกันหนาวซักตัวหรือผ้าห่มใบหนาซักผืนเลย แต่ก็คงไม่เป็นไรหรอก  ก็เคยอยู่มาแล้วตั้ง ๘ ค่าย ก็ยังอยู่ได้เลย เมื่อตัดสินใจมาแล้วจะมากลัวอะไรแค่หนาว ถึงไม่มีผ้าห่มผืนหนา ก็ยังคงมีไออุ่นจากชาวค่ายอาสา คงช่วยให้หายหนาวดีกว่าผ้าห่มผืนหนาเป็นไหนๆ  ดีเสียอีก จะได้รับรู้และสัมผัสว่า หนาวของอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าที่ไร้มลพิษนั้นเป็นอย่างไร คงจะเป็นดังเขาว่า หากไม่ร้อนก็คงจะไม่รู้ว่าเย็นเป็นยังไง  หากไม่ทุกข์จนน้ำตาเล็ดก็อาจจะไม่รู้ว่าสุขจะมีค่าแค่ไหน ถ้าหากไม่สูญเสียอะไรบางอย่างก็คงจะไม่เห็นคุณค่าของมัน ฉันรู้แล้วว่าร้อนเป็นอย่างไร ที่นี่จะหนาวซักเพียงไหนกันเชียว
ถึงฉันจะเคยมาอำนาจบ่อยกว่าทางกลับบ้านของตัวเอง ไล่มาตั้งแต่สำรวจค่าย ตอนที่อยู่ปี ๓ กับน้องๆสายโยเร มาค่ายแถวนี้ ๒ - ๓ ครั้ง แต่บรรยากาศตอนเช้ามืดแบบนี้  ก็ทำให้ฉันสับสนและหลงทิศทางบ้างเหมือนกัน
หลังจากที่รถทัวร์วิ่งจากไป ทิ้งผู้โดยสารไว้ให้เป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไซต์รับช่วงต่อฉันจึงเดินหลบวินมอเตอร์ไซต์ที่พยายามถามว่าฉันจะไปไหน ผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ บอกฉันว่า หลังจากลงรถ ให้ระวังพวกมอเตอร์ไซต์ให้ดี เพราะจะตามตอแยเราไม่เลิก ฉันเดินผ่านสี่แยกเดียวของเมืองอำนาจ ตรงไปยังศาลารอรถที่อยู่อีกฟากหนึ่ง ซึ่งตรงไปยัง ลืออำนาจ ม่วงสามสิบ และอุบล
ฉันมาถึงศาลาแล้ว แต่ยังไม่มีใครที่พอจะถามอะไรได้ คงเพราะยังเช้าอยู่ ฉันนั่งอยู่ที่ศาลานั่นนาน ก็ยังไม่เห็นวี่แววของรถโดยสาร อย่างที่ผู้โดยสารที่นั่งข้างฉันบอก  ข้างหน้ามีตลาดเช้า ฉันจึงตัดสินใจไปเดินตลาดเพื่อฆ่าเวลาดีกว่า  เผื่อจะได้ของฝากติดไม้ติดมือไปฝากชาวค่าย  
ตลาดเช้ามืด ทั่วภาคอีสาน ฉันคิดว่าคงมีบรรยากาศไม่แตกต่างกันมากนัก ตลาดสดที่สว่างแดนดิน สกลนคร เมื่อค่ายแรกที่ฉันไป ที่วารินชำราบ อุบลราชธานี ไทยเจริญ ที่ยโสธร พยัคฆภูมิพิสัย ที่มหาสารคาม ที่ชัยภูมิ แล้วข้ามฟากมาที่อุบล ย้อนกลับมาที่ชัยภูมิอีกครั้ง แล้วมาที่อำนาจเจริญ กลับไปชัยภูมิ สุดท้าย ที่พนา อำนาจเจริญ
ที่ไล่มาทั้งหมด  ฉันไม่ได้ไปตลาดกับเขาทั้งหมดหรอก มีเพียงสองสามครั้งเท่านั้นเอง บ้างก็ไปถือของ บ้างก็ไปเป็นเพื่อน  บางทีก็ไปนอนเฝ้ารถ ปล่อยให้แม่ครัวไปหาเลือกซื้อของ พอได้ของตามต้องการก็จะมาเรียกไปใช้แรงงาน
บางทีก็ได้เคล็ดลับการซื้อของให้ได้เยอะๆ อย่างเช่น ถ้าต้องการซื้อผักเยอะๆราคาถูกก็ต้องไปตอนตลาดใกล้วาย เป็นต้น
งานของแม่ครัว เป็นงานหนักไม่แพ้นายช่างเลยทีเดียว สมัยตอนที่อยู่ค่ายยโสธร แม่ครัวมีอยู่ ๔-๕ คนล้มป่วยกันไปตามๆ กัน เพราะนอนน้อย หรือไม่ได้นอนเลย จนรุ่นพี่ต้องไปช่วยผัดเปลี่ยนเป็นแม่ครัวแทน
แม่ครัวสมัยก่อนจะทำงานเป็นระบบ จะมีแผนงานว่า ใน ๗ วัน ๑๐ วัน ของค่ายจะมีรายการอาหารอะไรบ้าง วันนี้มีของว่างอะไร จะไปตลาดตอนไหน กี่วันต่อครั้ง ต้องเอาแบบนี้กันเลยทีเดียว เพราะ เวลาแม่ครัวจะไปตลาดที่ ก็ต้องรบกวนพ่อฮักแม่ฮักหรือครูใหญ่เรื่องรถไปตลาด  จึงต้องวางแผนให้ดี ฉันจึงยอมรับนับถือหัวใจของแม่ครัวอยู่ไม่น้อย ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นผู้หญิง  บางค่ายก็จะมีเมนูแปลกๆ อย่างเช่น จั๊วะโดรง อาหารของชาวเขมร ที่เหมือนป่น ฝีมือพี่พร ประธานอาสา  ๑๘ ที่ค่ายบ้านโชคชัยพร ยโสธร ที่เอร็ดอร่อยถูกปากไทค่ายจนต้องมีการเรียกร้องให้ทำอีกครั้ง หรือแกงส้มผักบุ้งฝีมือพี่นิ่มกับพี่เกษ อาสา ๑๗ ที่ค่ายวาริน อุบล จนชาวค่ายท้องเสียไปตามๆกัน
นอกจากนี้แม่ครัว ยังมีบทบาทสำคัญ เช่น บางค่ายที่ชาวค่ายไม่เห็นความสำคัญของ ข้าว สักแต่ท่องคำบุชาพระคุณข้าว จนแม่ครัวต้องดัดเส้น  โดยการทำอาหารเที่ยงไม่พอกิน  เพราะชาวค่ายกินเฉพาะข้าวที่พ่อฮักแม่ ฮักเอามาฝากทุกมื้อ  จนข้าวของชาวค่ายเหลือ แต่ก็ไม่ทิ้ง  เอาข้าวเหลือมาตากแห้ง ทอด โรยด้วยน้ำตาลเชื่อม  แล้วเอามาเสิร์ฟเป็นของว่างให้ชาวค่ายกินตอนประชุมตอนดึก ไม่มีทิ้ง ด้วยการกระทำอย่างที่ว่านี้ บางครั้งก็ทำให้ กลายเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันเพื่อหาข้อสรุปจนค่อนคืน ว่าแล้วก็ทำให้ฉันใจร้อนอยากไปให้ถึงค่ายแล้วสิ  ที่ค่ายจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ้างไหมน๊า
ฉันเดินวนที่ตลาดอยู่หลายรอบ ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นของฝาก เห็นพุดซาลูกพอเหมาะที่ขายเห็นกิโล ซื้อไปฝากไทค่าย คนละลูกคงจะพอกันกับไทค่าย เงินมีเท่านี้  แค่ค่ารถก็กระอักแล้ว ได้พุดซามา ๓ กิโลกรัม จึงเดินกลับมารอรถที่ศาลา เดินผ่าน ๗-๑๑ (เซเวน - อีเลเวน)  จึงแวะซื้ออะไรซักอย่าง ที่บ่งบอกถึงความเจริญไปฝาก ไทค่าย อย่างน้อยก็เป็นแสตมป์ หยิบกูลิโกะ  มาสามกล่อง คงพอกับไทค่ายคนละแท่ง กะว่าจะซื้อ ลูกอมรสกาแฟโกปิโกซักหน่อย แต่มันแพง  
ที่หน้า ๗-๑๑ มียามอยู่ จึงถามทางและรถ แกบอกว่าจะมาก็ ๗ โมงเช้าโน่น ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรคงได้แต่รอ ขณะนี้ ตีห้าครึ่งแล้ว
ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงสีแดงฉานที่ปลายเส้นขอบฟ้าโน่นแล้ว แต่รถโดยสารยังไม่มาเสียที ฉันไม่อยากนั่งอยู่เฉยๆแบบนี้ ฉันจึงตัดสินใจเดินออกนอกเมือง ตั้งใจว่าจะลองโบกรถดู ถ้าโชคดีคงโบกได้ก่อนรถโดยสารมา
เส้นทางสายอำนาจ - ลือ - ม่วงสามสิบ ฉันเคยมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่สำรวจค่าย ปับน้องเมื่อปี ๔๖ เลยมาจนค่าย จนคุ้นเคยและเป็นที่รู้กันว่า ถนนสายนี้โบกยากพอๆกับเส้นร้อยเอ็ด - สุวรรณภูมิ
ฉันเริ่มโบกรถ ตั้งแต่ตะวันทาสีแดงที่เส้นขอบฟ้าจนตอนนี้มันลอยเด่เปล่งแสงร้อนแรงอ่อนอยู่ที่ปลายยอดของต้นไม้โน่นแล้ว
มองดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิการุ่นโนเกีย ๓๓๑๕ ที่ไม่มียอดเงินเหลือซักบาทบอกว่า  ๗โมงเช้าแล้ว และฉันก็มองเห็นรถบัสคันที่ลุงยามที่หน้า ๗-๑๑ บอก จอดอยู่ศาลาที่ฉันเดินจากมา อยู่ข้างหลังฉันไกลๆ โน่นแล้ว และดูเหมือนว่า มันกำลังวิ่งออกจากศาลาตรงมาทางเดียวกับฉันอย่างเอื่อยช้า วิ่งฝ่าแสงแดดสีทองอ่อนยามเช้าที่สาดลอดผ่านต้นไม้ใหญ่สองข้างถนน  เข้ามาใกล้ฉันแล้ว และฉันก็ยังโบกรถให้ได้ดังที่ฉันตั้งใจไว้ไม่ได้ซักที  ดูเหมือนว่าความพยายามของฉันจะไม่เป็นผลเอาเสียเลย
ที่สุดฉันจึงเก็บพับความตั้งใจใส่กระเป๋าเก็บไว้ก่อน และเปลี่ยนมาโบกรถบัสคันนั้นแทน แปลกนะ มันกลับจอดให้ฉันขึ้นโดยง่าย
แต่ไหนแต่ไร ฉันค่อนข้างมีอคติกับรสโดยสารประจำทางไม่ว่าสายใดในประเทศไทย เพราะบริการไม่ดี มีแต่คนมีปัญหาครอบครัวขั้นรุนแรงมาทำงานตรงนี้ บางคนจึงแสดงกิริยาที่ไม่ดีต่อผู้โดยสาร ถึงจะมีอคติอย่างไร ฉันก็ต้องใช้บริการของมันอยู่ดี
บทรถมีชายที่เป็นคนเก็บค่าโดยสารวัยกลางคนกับคนขับรถอายุไล่เลี่ยกัน ดูเผินๆ เหมือนหน้าตาโหดเหมือนกัน ผู้โดยสารยังน้อยอยู่ เพราะยังเช้า ฉันเลือกที่นั่งติดริมหน้าต่างด้านซ้ายมือ และเอนหลังพิงเบาะหลับตางีบเอาแรง เพราะเดินทางมาทั้งคืน
คนขับขับพารถปรับอากาศขับไปตามถนนสายอำนาจ - ลือ - ม่วงสามสิบ อย่างเอื่อยช้า สภาพของมันดูเหมือนผ่านการใช้งานจากเมืองหลวงมาอย่างสมบุกสมบัน และถูกปลดเกษียรมาวิ่งเป็นรถโดยสารปรับอากาศที่วิ่งเอื่อยช้า ตามถนนบ้านนอก เหมือนผู้คนส่วนใหญ่ที่หลังไหลสู่เมื่อหลวงเมื่อครั้งยังหนุ่มยังสาว และกลับมาอยู่บ้านนอกเมื่อแก่ตัว รอวันตาย
แดดเช้าเริ่มแรงแล้ว รถบัสยิ่งวิ่งช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนดึงม่านลงมาปิดบังแสงแดด ฉันก็กำลังจะทำเช่นเดียวกัน แต่ในวินาทีนั้น ฉันมองออกไปนอกกระจกรถ ในขณะที่รถวิ่งช้าๆ ทำให้ฉันได้สังเกตรายละเอียดของบรรยากาศสองข้างทาง
แสงแดดของยามเช้าแก่ๆ ที่โผล่พ้นทิวไม้ที่มองเห็นอยู่ไกลๆ สาดส่องผ่านต้นไม้เป็นเงาระยิบระยับ ต้นข้าวเขียวสลับกับต้นข้าวเหลืองที่กำลังตั้งท้องโค้งงอลงด้วยน้ำหนักของเม็ดข้าวในรวงข้าว เช่นเดียวกับยอดหญ้า หลากพันธุ์ถูกโน้มโค้งลงมาด้วยน้ำหนักของน้ำค้าง ที่ดูระยิบระยับที่สะท้อนแสงแดดอ่อนที่ตกกระทบ  ก่อนจะพริ้วไหวด้วยแรงลมหนาวโชยเอื่อยๆ พัดให้หยดน้ำค้างที่ปลายยอดกระเด็นหายจากไป
ฉันจึงไม่ดึงม่านลงเหมือนผู้โดยสารคนอื่น  ฉันยอมร้อนเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้ ฉันจะไม่นอนอีกแล้วจนกว่าจะถึงค่าย
คนขับยังพาเจ้ารถบัสแก่เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ไม่รีบเร่ง รีบร้อนกับสิ่งใดๆ ดูราวกับว่า เขาสามารถทำให้เวลามันช้าลงได้ดั่งใจเขา
ที่ชลบุรี กับการชีวิตนอกรั้วมหาลัย ชีวิตของการทำงาน หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ฉันต้องใช้ชีวิตอย่างรีบเร่ง แข่งกับเวลา  ในทุกๆเช้าฉันต้องรีบตื่นก่อนไก่ขัน รีบขึ้นรถที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คน เพื่อไปทำงานให้ทัน ขากลับก็ไม่ต่างกัน  จนทำให้ฉันรู้สึกว่า ๑ วันของฉัน ๒๔ ชั่วโมงมันไม่พอเสียแล้ว ฉันอยากจะให้มันมีมากกว่านั้น เวลาที่เป็นส่วนตัวมันเหลือน้อยจนฉันไม่เหลือเวลาที่จะสังเกตสิ่งใดเลย บางครั้ง ฉันยังรู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตที่มีแต่การแข่งขันแบบนี้  
แต่บนรถคันนี้ ทำให้ฉันรู้สึกว่า “ชีวิตของฉัน เดินช้าลง…”
รถบัสยังขับไปอย่างเฉื่อยช้า นานๆ จะจอดรับผู้โดยสารขึ้นซักครั้ง ผู้โดยสารส่วนมากกำลังจะเดินทางเข้าตัวเมืองอุบล  ไปเมืองที่เจริญที่สุดในแถบนี้ ในขณะที่ฉัน ดั้นด้นมาจากชลบุรี เพื่อมาออกค่ายที่หมู่บ้านในชนบท  
อีก ๕ กม. จะถึงลืออำนาจแล้ว และขณะนั้นมันกำลังชะลอเพื่อจอดรับผู้โดยสาร ฉันมองออกนอก กระจก ก็พบว่าเป็นหญิงแก่ ตัวเล็ก ยืนหลังงอ ยืนสั่นเทาถือไม้เท้ายืนอยู่ข้างถนน  ข้างๆ เป็นกระเป๋าใบใหญ่ ที่ฉันคิดว่ายายแกคงยกไม่ไหวแน่ๆ  
รถบัสจอดอยู่ตรงหน้ายายแล้ว ประตูรถบัสถูกเปิดออก  ยายพยายามที่จะยกกระเป๋าและก้าวขึ้นรถ สุดท้ายแกก็ยกไม่ไหวจริงๆ ซักครู่ ก็มีผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งมาจากในบ้าน แล้ววิ่งมาถือกระเป๋าให้ยายคนนั้นและพยุงแกขึ้นรถ เป็นลูกชายแก  และลูกชายก็พูดเป็นสำเนียงอีสานว่า  
“ อีแม่ กระเป๋านี่บอกแล้วไง ผมสิถือเอง”
“ เออ กูถือไหวน่า กูมีแฮงอยู่” ยายแย้งก่อนจะค่อยๆก้าวขึ้นรถอย่างทุลักทุเล โดยมีลูกชายพยุงด้านหลัง  พร้อมๆกับคนเก็บค่าโดยสารช่วยพยุงยายอีกแรง
“ค่อยย่างเด้อแม่” ลูกชายแกบอก
“ยังแข็งแฮงอยู่เนาะยาย” คนเก็บค่าโดยสารพูดกับยาย ก่อนจะพาแกกับลูกชายไปนั่งที่เบาะ มันเป็นภาพที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความงามในสังคมชนบทแบบนี้  ฉันเชื่อและมั่นใจว่า ฉันคงไม่เห็นเหตุการณ์แบบนี้ในที่ที่ฉันจากมาได้เลย
สามสิบนาที รถบัสคันช้าเอื่อยก็มาถึงสามแยกลืออำนาจ ตรงคือม่วงสามสิบ ซ้ายคือ พนา ฉันต้องลงตรงนี้ตามคำบอกทางของคนเก็บค่าโดยสาร  ร่ำราเจ้ารถบัสแก่และมองมันเคลื่อนช้าจากไปเพื่อทำหน้าที่ของมัน  แม้ฉันไม่ได้ใช้บริการมัน มันก็ยังวิ่งช้าเอื่อยของมันอยู่อย่างนั้น
อีก ๑๐ กิโลเมตร ฉันจะถึงค่ายแล้ว จากที่นี่ ไปถึงบ้านนาดี ต.ไร่ขี  คือเส้นทางที่ฉันคุ้นเคย และจำได้ว่า ถนนสายนี้ โบกรถยากเหลือเกิน และเป็นทางไปค่ายเมื่อค่ายมีนาคม ที่แล้ว  บ้านโนนหว่าง โนนกรุง ฉันไปถึง สามแยกในตอน ๘ โมงเช้า ถนนสายนี้ ไม่ค่อยมีรถโดยสาร จะมีก็ตอนบ่าย เพราะรถโดยสารเริ่มกลับจากตัว จังหวัด  
ฉันคงรอไม่ไหว ฉันจึงหยิบเอาความตั้งใจที่จะโบกรถออกมากางอีกครั้ง ได้ชื่อว่าเคยเป็นคนของอาสา กะอีแค่ ๑๐ กม.แค่นี้จะโบกไม่ได้ก็ให้มันรู้ไปสิ อาสาสอนให้ฉันพยายามดู  สอนฉันให้ลองดู ที่สุดเมื่อลองพยายามแล้ว ก็จะรู้เองว่า ทำได้ หรือ ไม่ได้
ฉันจึงลองโบกรถอีกครั้ง คันแล้วคันเล่าที่ขับผ่านไป  ไม่มีคันไหนจะจอดรับฉันเลย  จนในที่สุดก็มีรถใจดีจอดรับ และพาฉันไปใกล้จุดหมาย ที่บ้านนาดี ที่เหลืออีก  ๓ กม. เท่านั้น ที่ฉันจะได้สัมผัสกับค่ายอีกครั้ง  
แค่สาม กม. ถ้าหากไม่มีรถ ฉันตั้งใจจะเดินเข้าหมู่บ้าน  แต่ฉันก็ต้องละความตั้งใจนั้น เพราะ บังเอิญน้องๆที่มหาลัย เหมารถจากมอจะไปค่ายผ่านมาพอดี  จึงได้ขอติดสอยห้อยตามมาค่ายด้วย หลายคนบนรถแปลกหน้าและหน้าแปลก ไม่คุ้นเลย  แต่อีกหลายคนก็เป็นคนคุ้นเคยกันแล้ว
ฉันถึงค่ายในเวลาเท่าไหร่ก็ไม่รู้ มันเป็นตอนเช้าอยู่  ชาวค่ายยังไม่ตื่นเพราะได้ข่าวว่าทำโอทีเมื่อคืน จึงได้รับสิทธิ์ ให้นอนตื่นสายได้  
ทันทีที่ลงรถ ให้น้องๆเอากระเป๋าไปเก็บ ฉันก็เดินดูผลงานชาวค่ายทันที เห็นผลงานที่เกิดจากความเป็นมือใหม่ของชาวค่ายแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ เห็นบรรยากาศที่ได้เคยสัมผัส ตอนนี้ฉันกลับมาสัมผัสมันอีกครั้ง
เดินดูรอบๆ ค่ายก็ปรากฏว่า แม่ครัว(มือใหม่) ที่มีอยู่ ๔-๕ คน  กำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหาร  คงเสร็จไม่ทันเที่ยงแน่ๆ ฉันจึงขอโชว์ผีมือเป็นพ่อครัวค่าย  กับข้าวมื้อเที่ยงนี้  
ตอนนี้ ฉันตัดสินใจได้แล้วว่า ต้องมาค่าย ฉันมาค่ายด้วยจุดประสงค์อันใด  ฉันไม่รู้ และก็คงจะไม่หาคำตอบให้เสียเวลา แต่ฉันก็มาแล้ว ในตอนนี้ อยากจะทำทุกๆอย่างที่ฉันเคยทำและสัมผัสกับมันให้มากที่สุด  
เป็นเวลา ๑๖ ชั่วโมงแล้ว ที่ฉันอยู่ในค่าย ตอนนี้ประชุมสรุปงาน ดึกแล้ว นั่งประชุมกลางแจ้ง หมอกลงหนา ท้องฟ้าคืนนี้มืด ไม่มีเดือนและดาวโผล่มาให้เห็น อากาศหนาวกว่าที่ฉันคิดไว้  
ลมหนาวพัดตั้งแต่หัวค่ำ และยิ่งดึกยิ่งเหน็บหนาว การประชุมคืนนี้ต้องรีบเร่ง เพราะต้องทำโอทีต่อ สนามอาจไม่เสร็จ คงจริงดังว่า “ในคืนที่ฟ้ามีแสงดาว ขอเชิญมาเล่านิทานยืดยาว สู่กันฟัง” แต่วันนี้  ไม่มีเดือน ดาวเลย แต่ก็นั่นและ “ราตรีก็ยังคงยาวนาน” เช่นเคย
ที่ อำนาจ ฯ เมื่อเช้านี้ อากาศมันหนาว และยิ่งหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ หนาวด้วยใจหวั่น  เมื่อฉันอยู่ตรงนี้ ที่ค่าย เพียงไม่ถึงวัน

เสก อาสา ๑๙
ประชุมกลางดึก
๒๘ ต.ค. ๔๙