อาการปวดเข่าในคนที่วิ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ และถ้ามีอาการปวดเข่าแล้วก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก ถ้ารักษาและแก้ไขถูกวิธี ทั้งยังไม่จำเป็นต้องเลิกวิ่ง แล้วหันไปออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น

คนส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดเรื่องการปวดเข่ากับการวิ่ง  มักจะคิดว่าถ้าวิ่งแล้วโอกาสปวดเข่าจะสูงขึ้น  หลีกเลี่ยงไม่ได้  จริงๆแล้วอาการปวดเข่าในคนที่วิ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้  และถ้ามีอาการปวดเข่าแล้วก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก  ถ้ารักษาและแก้ไขถูกวิธี  ทั้งยังไม่จำเป็นต้องเลิกวิ่ง  แล้วหันไปออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        ข้อเข่าจะมีหน้าที่พิเศษ  จะเคลื่ินไหวในแนวเดียวคืองอเข่าและเหยียดเข่าเท่านั้น  แนวอื่นก็คงขยับได้เล็กน้อย  ไม่เหมือนข้ออื่นๆที่ต้องมีการหมุนตัว ( เช่นหัวใหล่และสะโพก )  การทำงานก็จะมีกล้ามเนื้อและเอ็นพังผืดอีกมากมาเกี่ยวข้องด้วย  กระดูกอ่อนที่รับน้ำหนักหรือรับการเคลื่อนไหวก็มีการซ่อมแซมตัวเองอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้นถ้าเราฝึกกล้ามเนื้อและเอ็นพังผืดที่เกี่ยวข้องให้แข็งแรง  และระมัดระวังไม่ให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักมากๆ หรือมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไปจากเดิมมากๆ  ก็จะสามารถลดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับข้อเข่าได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อาการปวดเข่าที่พบบ่อยได้แก่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โรคข้อเ่ข่านักวิ่ง - Runner’s Knee (Chondromalacia of the patella )</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       เป็นการบาดเจ็บที่ผิวกระดูกอ่อนของกระดูกสะบ้า  เกิดจากการที่กระดูกสะบ้ามีรูปทรงไม่ปกติหรือวิ่งมากไปไม่ถูกเทคนิค  ทำให้การลื่นไหลของกระดูกสะบ้า  ระหว่างที่มีการเหยียดและงอเข่าไม่สดวก  เมื่อวิ่งมากๆจะทำให้แรงเค้นเกิดขึ้นมารวมกันอยู่ที่ผิวกระดูกอ่อน  เมื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ จำมีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อของกระดูกสะบ้า  ยิ่งถ้างอเข่ามาก ๆ จะเกิดแรงอัดที่กระดูกสะบ้ามากทำให้ผิวกระดูกอ่อนถูกทำลายมากขึ้นไปอีก  ดังนั้นการวิ่งที่งอเข่ามาก ๆ เช่นการวิ่งขึ้นหรือลงที่สูง หรือที่ลาดเอียง  ชัน จึงทำให้เกิดโรคงอเข่านักวิ่งได้ง่าย  สำหรับอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการทำลายของผิวกระดูกอ่อนที่พบได้บ่อย ๆ ก็คือ กล้ามเนื้อต้นขาไม่แข็งแรง  ทำให้ไม่มีตัวที่จะดึงรั้งกระดูกสะบ้าไว้เมื่อมีการเคลื่อนไหว  ผิวกระดูกอ่อนของกระดูกสะบ้า  จะไปถูไถกับกระดูกของข้อเข่า ทำให้มีการทำลายกระดูกผิวข้อได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> อาการของโรค  คือ ปวด  เจ็บ  ใต้ลูกสะบ้า  จะมีอาการเกิดขึ้นหรือเพิ่มมากขึ้นเมื่อวิ่งระยะทางมากขึ้น  หรือเห็นได้ชัดเมื่อวิ่งขึ้นที่ลาดเอียง หรือวิ่งขึ้นที่สูง  อาการที่เกิดขึ้นนี้อาจเกิดหลังจากหยุดวิ่งทันทีหรือภายหลังจากนั้น  ในรายที่เป็นมาก ๆ เมื่อนั่งงอเข่าจะเหยียดเข่าไม่ค่อยออกเนื่องจากเจ็บปวด</p><p>        การบาดเจ็บแบบนี้รักษาไม่ยากแต่ต้องมีความอดทนหน่อย  ขั้นแรกก็ตามสูตรนะครับ  หยุดพัก  ประคบเย็น  พักให้มีการเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด  ถ้าทำได้ก็นอนยกเข่าสูง  อาจทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง        </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       พออาการเริ่มดีขึ้นก็เริ่มออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขาเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น  เพื่อให้เกิดแรงเค้นที่กระดูกสะบ้าน้อยที่สุด  อาจทำให้ไม่เกิดการบาดเจ็บในการวิ่งต่อๆไป  การที่กระดูกสะบ้าเคลื่อนที่ผิดทิศทางเกิดจากกล้ามเนื้อต้นขาไม่สมดุล  ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (  Hamstrings ) จะแข็งแรงกว่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ( Quadriceps ) หรือเกิดจากเท้ามีการบิดตัวเข้าหรือออกในจังหวะที่เท้ากระทบพื้น  ทำให้เข่าไม่มีความมั่นคง  อาจต้องหาซื้อรองเท้าที่เหมาะสมถ้ามีปัญหาการบิดตัวของเท้า  ถ้าจำเป็นก็ปรึกษาหมอกระดูกหรือผู้เชี่ยวชาญแนะนำการแก้ไข</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       ส่วนมากจะเกิดจากการฝึกซ้อมที่หนักเกินไป  อาจต้องลดระยะทางลงก่อน  ลดการฝึกความเร็วและการวิ่งขึ้นทางลาด ( Hills )  ส่วนเรื่องของเท้าต้องระวังการวิ่งตามชายหาด  ตามบริเวณที่ต้องเลี้ยวมุมแคบบ่อยๆ  หรือวิ่งในพื้นที่ไม่เรียบ เช่นถนนที่เป็นหลังเต่าจะมีความลาดเอียงทำให้เกิดการบาดเจ็บได้</p><p>การออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขาขอเล่าต่อตอนหน้านะครับ </p><p>นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันท์  หนังสือบาดเจ็บจากการวิ่ง </p><p>Knee Pain โดย Josh Clark  จากhttp://www.coolrunning.com/engine/2/2_5/194.shtml</p>