การแจ้งข่าว'มะเร็ง'ให้กับผู้ป่วย..เส้นกึ่งกลางระหว่าง 'ข้อเท็จจริง' กับ 'ความเป็นจริง

ดิฉัน..​คือ..ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีพ่อป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ระยะที่ 4 แต่เพิ่งตรวจพบ และครอบครัวพยายามหลีกเลี่ยงไม่บอกข้อมูลเหล่านี้ให้คุณพ่อได้รับรู้ เพราะรู้จักนิสัยท่านดีว่า 'ทำใจกับข่าวร้ายนี้ได้ยาก

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 26 มีนาคม 2550 ที่ผ่านมา ดิฉันได้เข้าไปใช้บริการของโรงพยาบาล .... ตามปกติที่หมอนัด เพื่อติดตามความคืบหน้าโรคมะเร็งลำไส้ที่คุณพ่อของดิฉันเป็น

ที่ผ่านมาดิฉันจะขอร้องคุณหมอทุกท่านที่พบ...ว่า ขอปิดเรื่องนี้ไว้ก่อน อยากให้ท่านรับทราบเพียงแค่ว่า เป็นเนื้องอก..ในลำไส้ (เพื่อความรุนแรงที่น้อยกว่า...) ซึ่งคุณหมอทุกท่านได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่วันนั้น​(26มีค.) กลับเป็นวันที่ครอบครัวดิฉันต้องมรสุมเรื่องร้ายอีก เพราะการเข้าไปพบแพทย์หญิงท่านหนึ่ง ที่เขาเรียกว่าเป็นอาจารย์ กลับทำให้ดิฉันผิดหวังกับคำว่า หมอ... ที่ดิฉันและครอบครัวฝากชีวิตยามเจ็บป่วยไว้ตลอดทั้งชีวิต

11.00 น. นางพยาบาล ขอให้กรอกประวัติผู้ป่วยและใส่รายละเอียด​ความจำนงค์ของญาติผู้ป่วยต่อผู้ป่วยมะเร็ง ดิฉันใส่ทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับตัวคุณพ่อรวมถึงการใส่ความต้องการที่จะปกปิดรายละเอียดมะเร็ง... "ญาติผู้ป่วยไม่ต้องการแพทย์แจ้งให้ผู้ป่วยทราบรายละเอียดเรื่อง มะเร็งลำไส้ ยกเว้นญาติสนิทของผู้ป่วยเท่านั้น" ดิฉันกรอกความต้องการไป

เวลาเที่ยงกว่าๆ ดิฉัน,คุณพ่อ, และพี่สาวได้เข้าพบแพทย์ตามนัดหมาย คุณหมอซึ่งเพิ่งเจอกันครั้งแรก (หาหมอ4 ครั้ง ไม่เคยเจอหมอคนเดิมเลย) คุณหมอลงมือและเริ่มซักถามคนไข้ตั้ง แต่อาการเจ็บป่วย อายุ โรคแทรกซ้อน ประวัติการใช้ยา โดยไม่สนใจกับเอกสารที่ญาติกรอกประวัติไว้แล้วก่อนหน้านี้

เมื่อตรวจเสร็จ คุณพ่อ..ก็เริ่มเอ่ยถามว่า
"ผมเป็นเนื้องอกใช่ไหมครับ "
ดิฉันรีบตัดบท"เออ..ครอบครัวทราบผลแล้วน่ะค่ะ ว่าคุณพ่อเป็นเนื้องอกค่ะ " ดิฉันพยายามสื่อให้คุณหมอเข้าใจ
แต่คุณหมอตอบว่า "ไม่ใช่ค่ะ เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งน่ะค่ะ "
คุณพ่อเริ่มเกิดอาการวูบ...​

ดิฉันและพี่สาวเริ่มหน้าเสีย​และพยายามปรามคุณพ่อไม่ให้ถามต่อ แต่ไม่สำเร็จคุณพ่อถามต่อ "ผ่าตัดได้ไหม"
คุณหมอตอบโดยพลัน "ไม่ได้หรอกคุณลุง ต้องบำบัดอย่างเดียว เพราะมะเร็งมีการขยายไปที่ตับแล้ว​"
คุณพ่อถามต่อว่า "เป็นถึงขั้นไหนแล้ว...ว"

ดิฉันรีบตัดบทว่าก็ไว้ค่อยบำบัดเถอะ ​เป็นเรื่องของหมอแล้ว​ แต่คุณหมอท่านนี้ก็ไม่หยุดกลับพูดต่อว่า "ระยะที่4 ค่ะ คุณเป็นที่ตับด้วย และลามไปยังปอดด้วย" พร้อมๆ กับเลื่อนจอโน๊ตบุ๊ค ซึ่งแสดงภาพเอ็กซเรย์ปอดแสดงให้ผู้ป่วยดู "นี่ไงค่ะ เป็นไหมค่ะ ขาวๆ เนี่ย​คือมะเร็งมันลามไปถึงปอดแล้ว ฉนั้นต้องบำบัดอย่างเดียว"

ทันใดนั้น​พี่สาวของดิฉันทนฟังเหตุการณ์ต่อไม่ได้ จึงดึงใบแสดงเจตจำนงค์ที่ดิฉันกรอกไว้ ชี้ให้แพทย์ท่านนี้ดูอย่างสุภาพ เผื่อคุณหมอ​จะรู้สึกอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ได้รับ..​คือ ...คุณหมอกลับอ่านใบแสดงเจตจำนงค์​ที่เขียนให้คุณพ่อฟังด้ทุกถ้อยคำว่า ด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสามากๆ ญาติต้องการอะไร แล้วย้อนถามกลับมาด้วยรอยยิ้มว่า
"ทำไมเหรอค่ะ " พร้อมกับจ้องไปที่พี่สาวแล้วถามต่อว่า "คุณเป็นคนบำบัด หรือคุณลุงเป็นคนบำบัดกันแน่" "แล้วอยากจะบำบัดไหมล่ะค่ะ" ...​คุณหมอกล่าว

พี่สาวดิฉันที่ทนพฤติกรรมคุณหมอไม่ไหว จึงพลุนพลันออกจากห้อง​ไป คุณหมอถามหันกลับมาถามคุณพ่อต่อด้วยน้ำเสียงสูงว่า "คุณลุงล่ะค่ะ​จะบำบัดไหมล่ะค่ะ "
ดิฉันจึงพยายามฝืนคุยว่า "เอาล่ะคุณหมอ ทุกอย่างครอบครัวหนูทราบหมดแล้ว​ขอเริ่มขั้นตอนและวิธีการบำบัดแล้วกัน อย่างอื่นคงไม่ต้อง"

เมื่อทุกอย่างในห้องตรวจจบลง ดิฉันและพี่สาวพยายามขอพบแพทย์ท่านนี้เพื่อถามเหตุผลอีกครั้ง แต่ไม่สำเร็จจึงใช้วิธีการของโรงพยาบาล คือ "ร้องเรียนผ่านศูนย์"โดยทันที ซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามประนีประนอม นัดให้ญาติและหมอพูดคุยทำความเข้าใจอีกครั้ง...

เมื่อดิฉัน พี่สาว และคุณหมอ(ท่านเดิม) ได้มาเจอกัน ดิฉันจึงสอบถามเหตุผลว่า ทำไมถึงแจ้งให้คุณพ่อทราบ คำตอบคือ "จรรยาบรรณแพทย์ที่ต้องการความร่วมมือจากคนไข้" พร้อมกับแสดงสีหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ
ดิฉันเลยถามต่อว่า "ทำไมคุณหมอไม่เคารพหรือสอบถามญาติซะก่อน เพราะญาติย่อมรู้ดีถึงภาวะจิตใจผู้ป่วย ... และยิ่งคุณหมอไปอ่านเจตจำนงค์ที่ญาติเขียนไว้เนี่ย หมายความว่าอย่างไร มันทำให้พ่อหนูไม่เชื่อใจหนูอีก​และตอนนี้ท่านก็วูบอยู่ข้างนอก ใครจะรับผิดชอบ...​." คุณรู้ไหมว่าคำตอบคืออะไร​

"มันเป็นเรื่องที่ญาติต้องกลับไปทำความเข้าใจกันภายในครอบครัวกันเอง ไม่เกี่ยวกับหมอค่ะ .."
ดิฉันถามต่อ "ทำไม่คุณหมอพูดแบบนี้ล่ะค่ะ แล้วทำไมคุณหมอไปบอกไปด้วยว่ามะเร็งมีกี่ระยะ และคุณพ่อก็อยู่ในระยะสุดท้ายแล้วด้วย"
คุณหมอตอบ "บังเอิญ คนไข้ไม่ได้สอบถามน่ะค่ะ " นี่หรือคือคำตอบจากคุณหมอที่เป็นแพทย์รักษาคนไข้ เหตุใดจึงทำตัวเป็นคนรักษาโรค ดิฉันเคารพและเข้าใจถึงจรรยาบรรณแพทย์ที่ต้องบอกข้อเท็จจริง แต่ทำไม..กลับไม่คำนึงที่จะเยียวยาจิตใจผู้ป่วย หรือ คนไข้เลย​...

คุณหมออาจเจอคนไข้แบบนี้เป็นร้อยเป็นพัน แต่ดิฉันและครอบครัว เพิ่งเจอเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรก แต่คุณหมอก็ทำลายไปแล้ว​
" อืม..แล้วไงค่ะ มีปัญหาอะไรอีกไหมค่ะ " คุณหมอถามด้วยอาการ ยียวน
ดิฉันเลยสวนกลับไปทางเจ้าหน้าที่ว่า ขอให้จำคำพูดของหมอด้วยว่า พูดแบบนี้ และเรื่องนี้คงไม่ได้จบเพียงเท่านี้
คุณหมอโต้ตอบกลับ "ตามสบายค่ะ หมอก็อยู่ตรงนี้แหละค่ะ ไม่ได้​ไปไหนน่ะค่ะ มีอะไรอีกไหมค่ะ "

ขณะที่คำตอบที่ได้จากผู้หลักผู้ใหญ่ของโรงพยาบาลคือ "คุณหมอเขาอาจเป็นฝรั่งไปหน่อย อาจให้ข้อมูลแบบตรงๆ เหมือนฝรั่งไปหน่อย"

นี่เหรอ? ​คือคำตอบที่ญาติอย่างดิฉันอยากได้ยิน คุณรู้ไหมว่าหลังเจอกับแพทย์ท่านนี้ คุณพ่อดิฉันทานข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ ความดันขึ้น ปวดท้องตลอดเวลา (จะเป็นจริง หรือจิตวิตกจริตก็ไม่รู้ได้) ใครรับผิดชอบ? คุณหมอเคยมาให้กำลังใจบ้างไหม ทำหน้าที่เสร็จก็จบ เคยไหมที่คิดถึงจิตสำนึก และความเป็นจริงในสังคม มากกว่าคำว่า "จรรยาบรรณแพทย์" ที่หมออ้าง

ต่อมาอีก 2-3 วัน มี จนท.พยายามเข้ามาพูดคุยว่า ให้ประนีประนอมกัน เพราะอาจส่งผลกับการรักษาคนไข้ก็ได้ เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นแพทย์ แพทย์ใหญ่ด้วยจบด้านนี้มาโดยเฉพาะ เอาคุณพ่อก่อนดีไหม...พักเรื่องร้องเรียนก่อน ?

ฟังเยี่ยงนี้ ...ดิฉันก็เลยหมดซึ่งศรัทธาทางการแพทย์ เพราะไม่คิดว่า ชาวบ้านอย่างดิฉันที่เคารพในสิทธิของตัวเองและผู้อื่น ​จะต้องลงเอยแบบนี้เหรอ...​อ เราต้องยอมกับคนที่กุมชีวิตความเป็นความตายของคนไข้ด้วยเหรอ... แล้วจรรยาบรรณแพทย์ ศีลธรรม และสามัญสำนึกของแพทย์ล่ะ อยู่ที่ไหน แล้วคุณจะหาทางออกอย่างไง หรือต้องทนยอมรับสภาพที่แพทย์หยิบยื่นให้...​!?