แห่กันมาตอบครับพี่มาโนช 

บอกไว้ก่อนว่า ท่าทางจะตอบยาวครับ

1. ท่านคิดว่าสมควรแจ้ง ความจริงแก่ผู้ป่วยหรือไม่ อย่างไร

คำตอบสองอย่าง คือ ทั่วๆไป และ บริบท และเราใช้ทั้งสองอย่างประกอบกันเสมอ

การจะแจ้งข่าวร้าย จะมี consequence ตามมาเสมอ ดังนั้นมิเพียงแต่เราต้องมีจิตเมตตาและหวังดี ยังต้องดูตาม้า ตาเรือด้วย อย่า set เป็น mission ว่าฉันต้องบอกใน setting นี้ ในการเยี่ยมครั้งนี้ โดยทั่วๆไป คนเราจะยังกิจทั้งหลายทั้งปวงได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อทราบบริบทต่างๆใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด ไม่ใช่ทำตามสูตรสำเร็จ ใส่เสื้อไปงานสพ งานแต่งงานไม่เหมือนกัน เป็นหวัดก็ไม่มีใครวิ่งไปทำพินัยกรรม (ยกเว้นหวัดนก) ข้อสำคัญอีกประการก็คือ ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่นั้นมันจะไปจะมาพร้อมๆกับบริบทการรับรู้ของคนไข้ด้วย เช่น การฉายรังสีรักษา ถ้าไม่ทราบว่าเป้นมะเร็งก็อาจจะไม่ได้รับ (ใครจะไปฉายแสงรักษาโรคกระเพาะ) ใครจะยอมกิน ยอมฉีด มอร์ฟีน นานๆ ถ้าไม่ทราบว่าตัวโรคมันรุนแรงเพียงพอที่จะได้ประโยชน์มากกว่าโทษ

แต่อีกประเด็น (ที่สำคัญมากและเป็นปัญหา) คือ อย่างไร อันนี้จะเป็นคำถามเชิง บริบท แน่ๆ

ปกติผมจะให้คนไข้ (และในกรณีนี้ ญาติ) เป็นโจทย์ และประเมินเบื้องต้นก่อนว่า พร้อมไหม คำนี้กว้างนะครับ และบางทีต้องใช้เวลา การที่เราจะคิดว่าคนๆหนึ่งพร้อม/ไม่พร้อมนั้น เราต้อง รู้จักเขา พอสมควร ไม่ใช่แค่รู้จักชื่อ รู้จักหน้า เท่านั้น ผมหมายถึงรู้จัก background เบื้องหน้า เบื้องหลัง และวิธีคิด วิธีที่เขาใช้ในการ coping กับ bad news ในอดีต เป็นต้น

ทุกอย่างในย่อหน้าข้างต้น ใช้กับญาติด้วย (ในกรณีข้างบน ต้องบอกว่า "ญาติๆ" เพราะเกิดการร่วมมือกันคิดว่าไม่ควรบอกคนไข้) ถ้าญาติคิดว่าเรื่องนี้เป้นเรื่องใหญ่ เราไม่ควรจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก หรือเรื่อง routine ว่าเราสามารถ handle as a routine คำๆหนึ่งที่ในเรื่องนี้แสดงออกมาประเด็นนี้ก็คือ คุณหมออาจเจอคนไข้แบบนี้เป็นร้อยเป็นพัน แต่ดิฉันและครอบครัว เพิ่งเจอเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรก แต่คุณหมอก็ทำลายไปแล้ว​

ไม่ใช่ว่าจะไม่บอกข่าวร้าย แต่เป็นสัญญาณว่าไม่เพียงแต่เราควรจะทำ precounseling คนไข้ แต่ในรายนี้ต้อง precounseling ญาติด้วย

บางทีที่ญาติไม่ให้บอกก็อาจจะมีหตุผลที่ควรรับฟัง และสำคัญมากๆได้ อาทิ คนไข้เคยมีประวัติพยายามฆ่าตัวตายเมื่อผิดหวัง หรือเป็นคน obsessive/compulsive หุนหันพลังแล่น และมีอารมณ์ overwhelming ง่ายๆ ตรงนี้ก็จะมีประโยชน์ถ้าเราสัมภาษณ์ญาติๆว่าเขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรในเรื่องนี้

ประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าเรื่องญาติไม่ให้บอกนี้ ถูกเรานำมาประกอบในขั้นตอนการบอกข่าวร้ายด้วย วิธีการบอกข่าวร้ายเราก้ไม่ได้ถูกสะกัดอะไร เพียงแต่ทำตามสิ่งที่ควรทำ คือ pre-counseling ทั้งญาติและคนไข้ก่อนเสมอเท่านั้น
 

ผมเห็นด้วยกับที่พี่เต็มประเมิน คือ reaction ของ ผป.ขณะนี้อยู่ในเกณฑ์รับได้ แต่ reaction ของญาติต่าหาก ใช่ไหมครับ ที่ไม่ได้ทำ precounseling และไม่ได้อยู่ในขั้นตอนการบอกข่าวร้ายในรายนี้