อ.ธวัชชัยเขียนไว้เมื่อเดือนกรกฎาปี 48 ค่ะขอทำทั้งลิงค์และนำมาแปะเลยนะคะ เพื่อความชัดเจนเพิ่มขึ้น

ได้เผอิญกลับไปอ่านบันทึกเขียนบล๊อกอย่างไรให้สนุก (และได้ประโยชน์ด้วย) ของอ.ธวัชชัย ซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่สมัยที่เรายังไม่ได้บอกกันให้รู้ทั่วๆว่า “บล็อกต้องเขียนโดยใช้ ไม้ไต่คู้ โน่นแน่ะค่ะ เห็นว่ามีผู้อ่านเพียง 100 กว่าๆ ทั้งๆที่เป็นบันทึกที่ควรค่าแก่การอ่านเป็นอย่างยิ่ง ก็เลยขออนุญาตนำมาแปะ และเพิ่มสีสัน เน้นย้ำตรงที่โดนใจ ในบันทึกนี้อีกครั้ง ใครอยากอ่านฉบับจริง เสียงจริง ตามลิงค์ข้างบนไปได้เลยค่ะ เนื้อความยอดเยี่ยมมากๆค่ะ ได้รู้ตั้งแต่ว่าทำไมถึงมีการใช้บล็อกในโลกนี้ จนถึงการหลุดพ้นจากกรอบเก่าๆในการเขียน พวกเราบล็อกเกอร์ทั้งหลาย ไม่อ่านไม่ได้แล้ว ขอขอบคุณอ.ธวัชชัยผ่านบันทึกนี้อีกครั้งค่ะ <div class="MsoNormal" align="center" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center"><hr width="100%" size="2"></div><h3 style="margin: auto 0cm">เขียนบล๊อกอย่างไรให้สนุก (และได้ประโยชน์ด้วย)</h3><div class="MsoNormal" align="center" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center"><hr width="100%" size="2"></div><p>ผมเขียนบันทึกนี้เพื่อเสริมบันทึกของอาจารย์หมอวิจารณ์เรื่องเขียนบล็อกไม่เป็น ให้อ่านวานิช จรุงกิจอนันต์และ ยังหลงทางกันอยู่หวังให้เกิดประโยชน์จุดประกายให้พวกเรากลุ่มคนที่สนใจการจัดการความรู้ได้เขียนบล๊อกกันเต็มที่มากขึ้น</p>

ผมขอนำเสนอแนวคิดในการเขียนบล๊อกให้สนุกและได้ประโยชน์ด้วยดังต่อไปนี้

</span><p>เข้าใจธรรมชาติอันอิสระและแสนสนุกของบล๊อค</p><p>ใช่แล้วครับ คำหลักของการเขียนบล๊อกคือ อิสระและ สนุก ครับ ผมจะเริ่มจากการอธิบาย สาเหตุของคำว่าอิสระก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวค่อยพูดถึงสนุก</p><p>บล๊อกเริ่มต้นด้วยการเป็น ปฎิวัติของนักสื่อสารมวลชนครับ นักเขียนนักข่าวในประเทศอย่างอเมริกา (บ้านเกิดของบล๊อก) เขามีกฎเกณฑ์ในการเขียนข่าว (Code of Conducts/Ethics) ที่รัดกุมมาก หมายความว่าเขาจะเอาความคิดเห็นส่วนตัวมาใส่ในสิ่งที่เขาเขียนไม่ได้เป็นอันขาด ทุกสิ่งทุกอย่างที่อ้างในข่าว จะต้องพิสูจน์ได้จริงๆ (นั่งเทียนไม่ได้ว่างั้นเถอะ) ข้อเขียนทุกอย่างจะต้องเป็นกลาง จะโน้มเอียงไปหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ถ้ายกคำพูดของฝ่ายใดมา จะต้องยกคำพูดของอีกฝ่ายซึ่งหักล้างโดยตรงกับคำพูดแรกมาใส่ไว้ด้วย นักข่าวในความหมายของอเมริกาคือ ผู้รายงานข่าวจริงๆ มีหน้าที่ รายงานอย่างเป็นกลางเท่านั้น</p><p>คุณอาจจะถามว่าแล้วถ้ารายงานอย่างไม่เป็นกลางหรืออ้างสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้นคำตอบคือถูกฟ้องศาลครับ เพราะกฎหมายเขาเข้มแข็ง เผลอใส่อคตินิดเดียวอาจได้เข้าคุกหรือจ่ายเงินเป็นล้าน (หรือหลายๆ ล้าน) กิจกรรมนอกศาล (อาทิเช่นการประท้วง เดินขบวน) ไม่ส่งผลต่อการตัดสินของศาลในอเมริกาเสียด้วย ดังนั้นสื่อสารมวลชนในอเมริกาจึงยึดกับกฎเกณฑ์ในการเขียนข่าวอย่างจริงจังเป็นที่สุด</p><p>แต่อย่างไรก็ตาม นักข่าวก็คือคนธรรมดา นักข่าวก็มีใจที่จะชอบฝ่ายหนึ่งและไม่ชอบฝ่ายหนึ่งเหมือนกัน รักชอบโกรธหลงเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ และนักข่าวก็มีความคิดเห็นของตัวเองเหมือนกัน การทำหน้าที่เป็นคนกลางตลอดโดยไม่ใส่ความคิดตัวเองนี่นานๆ เข้ามันก็คงน่าเบื่อน่าดู</p><p>ด้วยสาเหตุนี้เองบล๊อกนี่ล่ะครับ ที่กลายเป็นที่ระบายการเขียนอย่างแหกกฎของนักข่าว (หรือผู้ที่มีทักษะในการเขียนที่ไม่ได้เป็นนักข่าว) อย่างมีอิสระภาพเต็มที่ รักใครชอบใครก็เชียร์กันให้ขาดใจ เกลียดใครก็ทับถมจนจมดินไปเลย ว่างั้นเถอะ แล้วการเขียนบล๊อกเป็นเรื่องส่วนตัวของนักข่าวที่ทำนอกเวลางาน กฎหมาย Freedom of Speech เลยเข้ามาคุ้มครองเต็มที่ ก็เลยได้เขียนกันอย่างมี อิสระ เต็มที่</p><p>คราวนี้มาด้านคนอ่านบ้าง สำหรับคนอ่านนั้นเวลาอ่านข่าวที่เป็นกลางในหนังสือพิมพ์หรือสื่อประเภทต่างๆ นานๆ เข้าก็ไม่สนุก เพราะไม่เชียร์คนที่ตัวเองชอบเต็มที่และไม่ด่าคนที่ตัวเองไม่ชอบให้สะใจ บล๊อกก็เลยกลายมาเป็นทางเลือกอีกเหมือนกัน เพราะอ่านแล้ว สะใจกว่า กล่าวคือ อิสระของคนอ่านเพิ่มมากขึ้น เพราะมีทางเลือกในการอ่านที่ตรงใจมากขึ้นนั่นเอง (แต่เราอ่านข่าวหรือบทความในประเทศไทยแล้วอาจไม่รู้สึกว่ามันต่างกับบล๊อกอย่างไร เพราะนักเขียนของเราหลายท่าน (ไม่ใช่ทุกคน) เขียนได้สะใจใส่ความรู้สึกของตัวเองลงไปไม่แพ้เขียนบล๊อกเลย)</p><p>นี่ละครับที่มาที่ไปของบล๊อก จุดใหญ่ใจความก็อยู่ที่การมี อิสระในการเขียนนั่นเอง พอเขียนอย่างอิสระแล้ว ความ สนุกไม่ว่าทั้งคนเขียนหรือคนอ่านก็เป็นที่รับประกันแน่นอน</p><p>ด้วยเหตุนี้เอง โปรดเขียนอย่างที่ใจอยากเขียน และโปรดอ่านอย่างที่ใจอยากอ่าน ไม่ต้องไปจดจ่อว่าอยากเขียนเรื่องโน้นหรือต้องเขียนเรื่องนี้ เขียนอย่าง อิสระเขียนอย่าง สนุกครับ แล้วเดี๋ยวการจัดระเบียบโดยธรรมชาติ” (self-organized) มันจะเกิดขึ้นเอง</p><p>เขียนให้ตัวเองอ่าน แต่ไม่ใช่เขียนบันทึกช่วยจำ</p><p>คราวนี้คุณอาจจะถามต่อว่า จะเขียนให้อิสระและสนุกแล้ว แต่จะเขียนเรื่องอะไรดีล่ะ?</p><p>คำตอบสำหรับคำถามนี้ง่ายครับ ก็คือ เขียนให้ตัวเองอ่าน นั่นเอง เริ่มต้นจากคุณต้องเชื่อมั่นก่อนว่ามีคนในโลกที่คิดเหมือนเรา ชอบสิ่งเดียวกับเรา เกลียดสิ่งเดียวกับเรา มีความรู้และความไม่รู้เท่าๆ กับเรา มีประสบการณ์ชีวิตเหมือนๆ กับเราอยู่จำนวนหนึ่ง และกลุ่มคนจำนวนนั้นล่ะ ที่อยากอ่านสิ่งที่เราเขียน แล้วคุณก็เขียนให้กลุ่มคนนั้นอ่าน </p><p>เพียงเท่านี้เองคุณก็รู้จักกลุ่มคนอ่านของคุณ โดยที่คุณจะเป็นผู้รู้ดีที่สุดว่ากลุ่มคนอ่านของคุณอยากอ่านเรื่องอะไร และเขียนอย่างไรกลุ่มคนอ่านของคุณจะชอบใจที่สุด</p><p>เมื่อคุณรู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรอย่างไรให้ใครอ่าน ก็ลงมือเขียนได้เลยครับ แต่มีข้อแม้อยู่หนึ่งอย่าง คืออย่าเขียนให้เป็นบันทึกช่วยจำหมายความว่าเขียนย่อเกินไปและใช้ศัพท์หรือโครงสร้างประโยคที่คุณคนเดียวเท่านั้นในโลกนี้เข้าใจ เพราะการเขียนอย่างนั้นจะไม่มีประโยชน์ในการถ่ายทอดอะไรเลย บันทึกช่วยจำนี่เหมือนกับการเข้ารหัส เราเองบางครั้งยังอ่านบันทึกช่วยจำของเราเองไม่ออกเลยว่าเราบันทึกอะไรไป จริงไหมครับ</p><p>เอาล่ะ คุณรู้จักกลุ่มผู้อ่านของคุณและเขียนเรื่องที่คนกลุ่มนี้อยากอ่านให้อ่านไปแล้ว แต่คุณยังสงสัยว่าคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากลุ่มคนจำนวนนั้นมีจริงและจะมาอ่านสิ่งที่คุณเขียน คำตอบของผมคือ ไม่ต้องสนใจครับ ถ้ามีจริงเดี๋ยวเขาก็มาอ่านเอง ถ้าไม่มีก็ไม่เห็นเป็นไรเลย คุณเขียนแล้วอย่างน้อยคุณเองก็ได้อ่าน และที่สำคัญคุณได้ถ่ายทอดความรู้ฝังลึกของคุณลงมาแล้วด้วยการเขียน แค่นี้ก็ สนุก แล้วครับ</p><p>เปิดใจ เปิดใจ และเปิดใจ</p><p>เมื่อมีคนคิดเหมือนเรา ก็ต้องมีคนคิดต่างกับเรา การเขียนให้คนคิดเหมือนกับเราอ่านนั้นไม่ยากหรอก แต่ถ้ามีคนคิดต่างกับเรามาอ่านแล้ว จะทำอย่างไรดี คุณคงเริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมครับ?</p><p>คำตอบสำหรับการที่จะมีคนคิดต่างกับเรามาอ่านแล้วเขาจะไม่พอใจนั้นง่ายครับ แก้ได้ด้วยคาถา เปิดใจ เปิดใจ และเปิดใจ สังเกตนะครับ ว่า คาถานี้จะมี เปิดใจสามตัวด้วยกันเปิดใจตัวแรกสำหรับคนเขียนเปิดใจตัวที่สองสำหรับคนอ่าน และ เปิดใจตัวที่สามสำหรับคนอื่นๆ</p><p>เปิดใจสำหรับคนเขียนก็คือ ไม่ต้องไปกังวลครับ เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนในโลกนี้จะคิดไม่เหมือนเรา ถ้าจะให้มีคนคิดเหมือนเราทั้งโลกนี้คงจะเหนื่อยแย่เลย ขอให้มั่นใจครับ ว่าบล๊อกของเราก็คือบล๊อกของเรา เราไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนใคร และที่สำคัญใครก็ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนเรา จงภาคภูมิใจที่ “Be Unique, Be Different” เปิดใจที่จะยอมรับความแตกต่างนั่นเองครับ</p><p>เอาล่ะ ผมจะพูดถึง เปิดใจสำหรับคนอ่านบ้าง คนอ่านก็เช่นกันครับ เวลาคุณอ่านบล๊อกคุณต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าบล๊อกที่คุณกำลังอ่านนั้นเป็นของคนเขียน เขามีสิทธิ์ที่จะเขียนอย่างไรก็ได้ และเขาไม่จำเป็นต้องเขียนในสิ่งที่คุณอยากอ่าน ถ้าคนทุกคนเขียนสิ่งที่คุณอยากอ่านก็แสดงว่ามีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นในโลกแล้ว ดังนั้นถ้าคุณอ่านแล้วไม่เห็นด้วยคุณก็อาจจะให้ความคิดเห็นต่อท้ายบันทึกนั้นก็เป็นอันจบเรื่องกัน สรุปก็คือสำหรับคนอ่านเราต้องเปิดใจว่า คนเขียนอาจจะคิดผิด แต่คนเขียนไม่ผิดที่จะคิด นั่นเอง</p><p>เปิดใจตัวสุดท้ายสำหรับคนอื่นๆ ครับ คนอื่นๆ นั้นก็ต้องเปิดใจเช่นกัน ได้แก่การเปิดใจเห็นความแตกต่างทางความคิดและประสบการณ์ชีวิตของคน ซึ่งจะมาประสานกันบ้างขัดแย้งกันบ้างเยอะแยะและดูเหมือนจะวุ่นวาย แต่การที่มีคนถกเถียงกันทางความคิดมากมายนั้น ไม่ได้หมายความว่ามีจราจลเกิดขึ้นนะครับ เป็นเรื่องที่ดีต่างหาก โลกจะดีขึ้นได้ถ้าคนทุกคนช่วยกันคิด ทั้งคิดเหมือนและคิดต่าง สังเกตว่าระบบการศึกษาที่สร้างคนได้ดีจะเน้นที่สร้างนักคิดที่มีอิสระทางความคิดมากกว่าสร้างนักเชื่อนักจำหรือนักคิดตาม</p><p>เมื่อมี การจราจรทางความคิดอย่างเยอะแยะมากมายแล้ว คนอื่นๆ ก็ต้องเปิดใจ อย่าเอามาเป็นอารมณ์” (Don’t get too personal) ต้องคิดว่า คิดถูกคิดผิด ดีกว่าไม่คิด ครับ</p><p>ตัวอย่าง</p><p>อธิบายความมาถึงตรงนี้แล้ว ผมคงต้องยกตัวอย่างเสียหน่อย เอาตัวอย่างใกล้ตัวสดๆ ร้อนๆ ที่มี การจราจรทางความคิดพอประมาณทีเดียว ก็คงต้องเป็นบันทึก คนโง่ขอวิเคราะห์ญาณวิทยา ศ. ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์” (ไม่ต้อง comment ว่าผมคิดผิดคิดถูกตรงนี้นะครับ เชิญ comment ที่บันทึกโดยตรงดีกว่าครับ)</p><p>บันทึกนั้น อิสระตรงที่ผมสื่อสารความคิดที่ผมไม่เห็นด้วยกับอาจารย์นิธิมาโดยตรง ทั้งๆ ที่อาจารย์หมอวิจารณ์เป็นคนแนะนำบทความนี้แท้ๆ นี่ผมอยากเห็นนักศึกษา MBA มาเขียนบันทึกไม่เห็นด้วยกับบันทึกผมในบล๊อกของเขา อิสระทางความคิดคือการที่ทุกคนมีสิทธิ์คิดได้อย่างเท่าเทียมกัน ส่วนการจะคิดถูกคิดผิดนั้นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าคิดว่าผิดก็เขียนบันทึกในบล๊อกของคุณแย้งมา ถ้าคิดว่าถูกก็บันทึกสนับสนุนกันไป เป็นการจราจรทางความคิดครับ</p><p>แล้วการคิดไม่ตรงกับผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่หมายความว่าจะ ล้างครูเสียหน่อย ความคิดตรงนี้อาจจะแตกต่างกับสิ่งที่เราเคยสั่งสอนกันมานะครับ เรื่องนี้ต้องเปิดใจทั้งคนเป็นครูและคนเป็นศิษย์ ผมคิดว่าครูที่ดีคือคนที่ศิษย์เถียงได้ ส่วนศิษย์ที่ดีคือคนที่เถียงครูแล้วก็เคารพในบุญคุณครูที่พยายามให้ศิษย์เถียง (คือการฝึกศิษย์ให้เป็นนักคิดที่มีอิสระทางความคิดนั่นเอง) สมัยผมเรียนหนังสือนั้น ผมต้องปรับตัวกล้าๆ กลัวๆ อยู่พักใหญ่เหมือนกันกว่าจะเถียงอาจารย์ที่ปรึกษาได้อย่างที่อาจารย์ท่านอยากให้ผมเป็น (หมายเหตุ ว่าแล้วนักศึกษา MBA ช่วยเขียนบันทึกเถียงผมเป็นตัวอย่างหน่อยครับ)</p><p>บันทึกของผมนั้น สนุก เพราะผมได้เขียนสิ่งที่อยากเขียน และผมเขียนให้ ตัวเองหรือกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นเหมือนผมอ่าน โถ ทำไมผมจะไม่รู้ว่า popularity ของอาจารย์นิธิกับ พตท.ทักษิณ ตอนนี้นั้นเป็นอย่างไร แต่บันทึกนั้นอยู่ในบล๊อกของผมซึ่งมันก็แสดงถึงจุดยืนของผมซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร</p><p>เมื่อผมเขียนเสร็จแล้วผมก็ เปิดใจ ว่าต้องมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับผมแน่นอนซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น ดังที่อ่านจาก comment นะครับ แล้วสังเกตว่าคนอ่านก็ เปิดใจเช่นเดียวกัน ทุกคน comment เรื่องความคิดของผมหมดเลย ไม่มีใคร comment ว่าทรงผมของผมตลกสักคน</p><p>จากตัวอย่างนี้ เห็นไหมครับ คิดแตกต่างไม่เห็นจะเดือดร้อนตรงไหนเลย สนุกดีด้วยซ้ำ แค่ don’t get too personal ทั้งคนอ่านคนเขียนเท่านั้นเอง</p><p>สรุป</p><p>เขียนเถอะครับ เขียนอะไรก็ได้ เรื่องเล็กเรื่องน้อย เรื่องใหญ่เรื่องไม่ใหญ่ ก็เขียนได้เต็มที่ให้ อิสระ และ สนุก มาสร้างบล๊อกใน GotoKnow แล้ว ไม่ต้องเขียนเรื่อง KM ครับ เพราะการเขียนเรื่องความคิด การทำงาน หรือประสบการณ์ต่างๆ มันก็เป็นเรื่อง KM อยู่ในตัวอยู่แล้ว แล้วความคิด การทำงาน หรือประสบการณ์ต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันอีก ถ้าเหมือนกันหมดมันก็ไม่ได้เรื่อง KM อีกนั่นล่ะ </p><p>ผมจะสรุปให้เป็นกลอนไฮกุสักหน่อยก็จะได้ว่า</p><p>จะ KM ต้องไม่ KM
ถ้า KM ก็ไม่ KM
สูดหายใจ ได้ KM”
</p><p>คำหลัก: การจัดการความรู้  บล็อก โดย ดร. ธวัชชัย ปิยะวัฒน์   บล็อก (สมุด) MemeCoder
ลิงค์ที่อยู่ถาวร   ข้อคิดเห็น (3)   สร้าง: อ. 17 ก.ค. 2548 @
18:11   แก้ไข: จ. 18 ก.ค. 2548 @ 01:17</p><div class="MsoNormal" align="center" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center"><hr width="100%" size="2"></div> มาแถมท้ายไว้ตรงนี้ว่า มีบันทึกบล็อกทำไม?ของคุณแว้บ ที่น่าคิด เป็นสิ่งที่เติมเต็มได้กับบันทึกนี้ (ยาว และน่าคิดพอๆกันกับบันทึกอ.ธวัชชัยนี่แหละค่ะ ทำใจไว้ได้เลยกับความยาว แต่ยืนยันได้ว่า มีประโยชน์ทุกตัวอักษรจริงๆนะคะ)