ภาวะโลกร้อน-ทรัพยากรมนุษย์


สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน
ผมเปิด Blog นี้ขึ้นมาเพื่อ
- เป็นที่รวบรวมสาระ ข่าวสาร บทความน่ารู้เกี่ยวกับ “ภาวะโลกร้อน” ที่เกิดจากน้ำมือของทรัพยากรมนุษย์
- เพื่อเป็นสังคมการเรียนรู้เกี่ยวกับ ภาวะโลกร้อน และทรัพยากรมนุษย์ ผลกระทบ-แนวทางป้องกันและแก้ไข
- เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ ร่วม ด้วย ช่วยกันแก้ไข ปัญหา “ภาวะโลกร้อน”

ผลกระทบที่เกิดจาก “ภาวะโลกร้อน” จะย้อนกลับมาสร้างความเสียหายอย่างไรกับทรัพยากรมนุษย์
การที่จะบรรเทา “ภาวะโลกร้อน” และบรรเทาปัญหาที่เกิดจากภาวะโลกร้อน จะต้องอาศัยความร่วมมือของทรัพยากรมนุษย์ทั้งโลก ในการให้ร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ภาวะโลกร้อน หายนะที่กำลังเกิดขึ้น มหันตภัยร้ายแรงที่จะเกิดกับมนุษยชาติกำลังคืบคลานเข้ามา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยอีกต่อไป

ทรัพยากรมนุษย์ทั้งโลกต้องร่วมมือกัน การบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งโลกให้เห็นความสำคัญของปัญหาและร่วมกันแก้ไข ป้องกัน เป็นสิ่งท้าทายผู้นำโลก ผู้นำประเทศที่มีวิสัยทัศน์ การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์แนวใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องภายในท้องถิ่น ไม่สนใจกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อีกต่อไป
"ภาวะโลกร้อน เป็นอย่างไร มีผลกระทบอย่างไรฯ" เชิญท่านผู้อ่านติดตามสาระที่เป็นประโยชน์ใน Blog นี้ และหากท่านผู้อ่านมีบทความ มีสาระที่เป็นประโยชน์ใด ๆ เชิญร่วมแชร์ แบ่งบันกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมช่วยเหลือโลกในฐานะเป็นชาวโลก
และเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันทำความดีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาส ทรงมีพระชนม์มายุ 80 พรรษา ด้วยการช่วยกันค้นหาบทความเกี่ยวกับปัญหา “ภาวะโลกร้อน” มาร่วมเผยแพร่ ให้แก่ผู้สนใจ เยาวชนไทย และร่วมด้วยช่วยกันเสนอแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหา บอกต่อกันไป
ขอความสวัสดีจงมีแด่ผู้สนใจทุกท่าน





นิตยสาร สารคดี ฉบับล่าสุด เป็นเรื่องโลกร้อน ความจริงที่ทุกคนต้องรู้
แต่ยังไม่ได้อ่านเพราะหนังสือยังไม่มาส่ง
http://www.sarakadee.com
และคอลัมน์นึงในมติชนรายสัปดาห์ก็กล่าวถึงไว้ว่า
ภาวะโลกร้อนที่ญี่ปุ่นทำให้ดอกซากุระบานเร็วกว่าปรกติด้วย..
“ยูเอ็น”เตือนโลกร้อนฉบับที่ 2 ทำเสียหายมหึมา-เอเชียหนัก”[1]
“ยูเอ็น”สรุปภาวะโลกร้อนฉบับที่ 2 สร้างค่าเสียหาย 23,700 ล้านดอลลาร์ ถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ชี้ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเพิ่มระดับน้ำขึ้น 1 เมตร เสียหายในเชิงเศรษฐกิจมากถึง 944,000 ล้านดอลลาร์ เกือบครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในเอเชีย วอนทุกชาติร่วมมือ เตรียมแถลงเป็นทางการ 6 เม.ย.
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม สำนักข่าวเอเอฟพีเผยแพร่เนื้อหาบางส่วนของร่างรายงานวิจัยสำรวจว่าด้วยภาวะโลกร้อนฉบับที่ 2 ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งกำหนดจะมีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ในปลายสัปดาห์หน้านี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รายงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวิจัยเพื่อทบทวนข้อเท็จจริงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศระหว่างประเทศ (ไอพีซีซี) ที่เป็นการระดมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศทั่วโลกมาเป็นผู้จัดทำและกำหนดจะเผยแพร่เป็น 3 ฉบับ โดยเผยแพร่ฉบับแรกไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เนื้อหามุ่งเน้นสำรวจวิจัยและคาดการณ์ถึงผลกระทบทางกายภาพของโลกอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อนในช่วง 1 ศตวรรษนี้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ในขณะที่ฉบับที่ 2 จะเป็นการประเมินค่าความเสียหายอันสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งนี้ ถือว่าเป็นโครงการศึกษาวิจัยด้านนี้ใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการนำเสนอรายงานของยูเอ็นไปเมื่อปี 2534 ที่ผ่านมา
ในร่างรายงานฉบับที่ 2 ของยูเอ็นระบุชัดเจนว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศของโลกอาจมีมูลค่ามหึมาได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุและไม่มีการ เตรียมการที่ดีพอเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยความเสียหายดังกล่าวจะเกิดขึ้นจาก</p><ul>
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รายงานของยูเอ็นฉบับนี้ระบุว่า ความเสียหายในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนนั้นจะเท่ากับประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกในทุกๆ 2-3 องศาเซลเซียส ที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รายงานดังกล่าวสรุปไว้ว่าค่าเสียหายโดยประมาณของโลกนั้นจะอยู่ที่ระหว่าง 300-400 ดอลลาร์ต่อปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ที่เราปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศของโลก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทั้งนี้ หากคำนวณจากปริมาณของก๊าซดังกล่าวที่ถูกปล่อยขึ้นไปสู่บรรยากาศในช่วงปี 2548 ที่มีปริมาณรวม 7,900 ล้านตันแล้ว มูลค่าความเสียหายดังกล่าวจะอยู่ระหว่าง 23,700 ล้านดอลลาร์ ถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
ตอนหนึ่งของรายงานชิ้นนี้ระบุว่า ภายในปี 2080 (พ.ศ.2623) จะมีประชากรบนโลกอยู่ในสภาพขาดแคลนน้ำระหว่าง 1,100-3,200 ล้านคน อีก 200-600 ล้านคน จะอยู่ในสภาพอดอยากหิวโหย และจะมีคนไร้ที่อยู่เพราะเกิดสภาพน้ำท่วมพื้นที่ชายฝั่งจากภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตรา 2-7 ล้านคนต่อปี
รายงานตอนหนึ่งระบุว่า ภาวะที่จะก่อให้เกิดความเสียหายเชิงเศรษฐกิจมากที่สุดคือภาวะอากาศแบบสุดโต่ง อาทิ พายุ ภาวะแห้งแล้ง และน้ำท่วมแบบรุนแรง ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้มากอย่างยิ่งว่าจะเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งกว่าเดิม และเกิดขึ้นรุนแรงกว่าเดิม
ในกรณีที่ภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายนั้น รายงานฉบับนี้ระบุว่า ในกรณีที่มีการเพิ่มระดับน้ำขึ้น 1 เมตร จะสร้างความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจให้กับโลกมากถึง 944,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งความเสียหายราวครึ่งหนึ่งของปริมาณดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>โดยรายงานชิ้นนี้ระบุว่าถ้าหากมีการเตรียมการเพื่อการรับมือไว้ก่อนหน้าจะบรรเทาความเสียหายให้ลดลงได้มาก อย่างเช่น ในกรณีที่ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 65 ซม. จะก่อความเสียหายให้กับจีนราว 5,200 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าหากมีการเตรียมการเพื่อป้องกันไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะใช้เงินเพียง 400 ล้านดอลลาร์เท่านั้นเอง
ร่างรายงานดังกล่าวนี้จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติเป็นเวลา 4 วัน เพื่อสรุปถ้อยคำและเนื้อหาที่จะเผยแพร่อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เมษายนนี้ต่อไป
สำหรับความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่น่าสนใจที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะโลกร้อนนั้นปรากฏว่า เมื่อเวลา 19.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย (16.30 น.ตามเวลาไทย) ของวันเดียวกันนี้ ทางนครซิดนีย์ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรเลีย ได้ปิดไฟมืดทั่วทั้งเมืองโดยสมัครใจเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ตามการรณรงค์ของกองทุนโลกเพื่อสิ่งแวดล้อม (เวิร์ลด์ไวด์ไลฟ์ ฟันด์) ที่ใช้เวลาเตรียมการนานถึง 10 เดือน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักและตื่นตัวเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและการขาดแคลนพลังงานในอนาคต
เอเอฟพีระบุว่า ทางการนครซิดนีย์เห็นพ้องกับการรณรงค์ดังกล่าวเช่นเดียวกับประชากรส่วนใหญ่จากจำนวน 4 ล้านคนของนครแห่งนี้ที่จะปิดไฟในบ้านทุกดวง นอกจากนั้น โรงละครโอเปร่าในอ่าวซิดนีย์ และสะพานฮาเบอร์บริดจ์ อันเลื่องชื่อจะตกอยู่ในความมืดมีเพียงแสงจันทร์เท่านั้นตลอดเวลาการรณรงค์ นอกเหนือจากนั้นโครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากบริษัทห้างร้านต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้สัญลักษณ์โคคา-โคลา ที่เป็นไฟนีออนขนาดใหญ่ที่ย่านคิงครอส ของนครซิดนีย์จะดับสนิทเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ติดตั้งไว้เมื่อปี 2517 เรื่อยมา
นอกเหนือจากการดับไฟดังกล่าวแล้วในวันเดียวกันนี้ นายจอห์น โฮเวิร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ประจำปีนี้ในเดือนกันยายนที่จะถึง แถลงว่า ภาวะโลกร้อนจะเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการประชุมสุดยอดเอเปคครั้งนี้อีกด้วย
ด้านนายสุชาติ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งจัดพิมพ์หนังสือ “โลกร้อน…ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง” ของนายอัลกอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ความจริงเรื่องของภาวะโลกร้อนมีผลการวิจัย ผลการศึกษาจากกลุ่มต่างๆ มานานแล้ว หรือ เรื่องปรากฏการณ์เรือนกระจก มีการให้ความรู้กันมานาน 10 กว่าปีแล้ว แต่ว่าคนทั่วโลกก็ยังไม่ตระหนักถึงภัยที่เกิดจากภาวะโลกร้อน เพราะว่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ขณะนี้สภาพของสิ่งแวดล้อมโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด มีภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง สร้างความเสียหายรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน มีเชื้อโรคเก่าๆ ที่กลับมาระบาดใหม่ ที่อันตรายมากขึ้น ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น
นายสุชาติกล่าวว่า ผู้ที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดในเวลานี้ คือ อัลกอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกา ในยุคสมัยของบิล คลินตัน ซึ่งเมื่ออัลกอร์ หมดหน้าที่ทางการเมือง เขาก็ได้รณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน โดยการรวบรวมผลวิจัย และสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกอย่างละเอียด โดยมีการนำเสนอเป็นสื่อหลายแขนง ส่วนหนึ่งเป็นการนำเสนอเป็นหนังสารคดี โดยมีตัวเขาเป็นพรีเซ็นเตอร์เอง ซึ่งล่าสุดได้รับประกาศรางวัลออสการ์ ได้รางวัลสารคดียอดเยี่ยม หากใครได้ดูสารคดีนี้ก็จะเห็นว่าภาวะโลกร้อนเป็นอันตรายต่อมวลมนุษยชาติจริงๆ
นายสุชาติบอกว่า นอกจากหนังแล้ว อัลกอร์ ยังนำเสนอในรูปแบบของหนังสือ ชื่อ AN INCONVENIENT TRUTH หรือ โลกร้อน…ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ทางสำนักพิมพ์มติชนได้ลิขสิทธิ์มา และได้แปลเสร็จแล้ว วางจำหน่ายครั้งแรกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ถึง 10 เมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
“หนังสือเล่มนี้จะเป็นการให้ข้อมูลอย่างละเอียดทั้งเรื่องความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดจากภาวะโลกร้อน ตั้งแต่การละลายของน้ำแข็งในขั้วโลก มีการวิเคราะห์ทางวิทยาศาตร์ เพื่อให้เห็นว่าถ้าปล่อยสภาวะแบบนี้ให้เกิดขึ้นในโลก มันจะทำลายมนุษย ชาติ และโลกอย่างไร”
นายสุชาติกล่าวว่า เราจัดพิมพ์เป็นหนังสือ 4 สี ทั้งเล่ม เป็นกระดาษอาร์ตอย่างดี ขายลดราคาพิเศษในงานนี้ จากการเปิดขายมาเมื่อวานกับวันนี้ ที่บู๊ธมติชน ปรากฏว่า ได้รับความสนใจจากผู้อ่านค่อนข้างมาก โดยเป็นหนังสือที่ขายดีในอันดับแรกๆ ของสำนักพิมพ์มติชน แสดงว่าความตื่นตัวเรื่องภัยจากโลกร้อนก็เริ่มกระทบต่อความรู้สึกของคนทั่วไปแล้ว <div>
</div><div><hr></div><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0118010450&day=2007/04/01§ionid=0101</p></div>
ตอนนี้ที่จังหวัดเลยก็ร้อนมากๆๆเผาป่าเตรียมทำไร่กันเยอะ
ต้นไม้ที่กรมป่าไม้ปลูกไว้โดนย่ำยีหมดแล้ว สงสารคนปลูกนะคะ
อยากให้ทุกคนช่วยกัน ทะเลภูเขาขอขอบคุณ ที่นำเรื่องดีๆอย่างนี้มาให้อ่าน
รายงาน "Global Deserts Outlook" ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ชี้ว่า ภายใน 50 ปีข้างหน้า ระบบนิเวศวิทยาทะเลทรายจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งด้านชีววิทยา เศรษฐกิจและวัฒนธรรม
ปัจจุบันพืชและสัตว์ทะเลทราย คือแหล่งทรัพยากรมีคุณค่าสำหรับผลิตยาและธัญญาหารใหม่ๆ ที่ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำและยังมีช่องทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น การทำฟาร์มกุ้งและบ่อปลาในทะเลทรายรัฐอาริโซนาและทะเลทรายเน เจฟในอิสราเอล
ในอนาคตประชากร 500 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเขตทะเลทรายทั่วโลกจะอยู่ไม่ได้อีกต่อไป เพราะอุณหภูมิสูงขึ้นและน้ำถูกใช้จนหมดหรือเค็มจนดื่มไม่ได้ ซึ่งประเทศที่มีทะเลทรายอย่างสหรัฐอเมริกาและสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ที่จำนวนประชากรในรัฐทะเลทรายเพิ่มมากขึ้นก็เริ่มพบภาวะขาดแคลนแหล่งน้ำแล้ว
แต่รายงานก็เสนอว่า ในศตวรรษหน้า ทะเลทรายซึ่งเป็นแหล่งรับพลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นโรงไฟฟ้าขนาดยักษ์ เช่น ทะเลทรายสะฮารา แค่เพียง 496 ตารางกิโลเมตรของเนื้อที่ทั้งหมด 640,000 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งรับพลังงานสุริยะที่เพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าป้อนคนทั้งโลก
ส่วนภาวะน้ำใต้ดินเค็มเกิดขึ้นแล้วในจีน อินเดีย ปากีสถานและออสเตรเลีย โดยในลุ่มแม่น้ำทาร์มของจีนสูญเสีญพื้นที่ทำนาเนื่องจากดินเค็มไปแล้วมากกว่า 8,000 ตารางกิโลเมตร ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
รายงานแนะว่า ประเทศในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียซึ่งใช้น้ำจากทะเลทรายอย่างไม่เหมาะสม โดยใช้น้ำไปกับการเพาะปลูกข้าวสาลีและมะเขือเทศ ซึ่งเป็นอาหาารหลักของประชาชน ควรจะใช้น้ำเฉพาะกับสิ่งที่ให้มูลค่าสูงอย่างการปลูกอินทผลัมและการทำบ่อปลาเท่านั้น
แต่ปัญหาใหญ่ที่คุกคามคนและสัตว์ที่อาศัยอยู่ใกล้ทะเลทรายคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีผลกระทบใหญ่หลวงต่อพื้นที่ทะเลทรายมากกว่าภูมิประเทศอื่นๆ
โดยทะเลทรายดาชติ คบีร์ ในอิหร่านมีปริมาณฝนลดลง 16% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ทะเลทรายคาลาฮารี ลดลง 12% ทะเลทรายอัตตาคามาในชิลีลดลง 8%
ทะเลทรายส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 5-7 องศาเซลเซียส ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ขณะที่ปริมาณน้ำฝนจะลดลง 10-20% ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเพิ่มปริมาณการระเหยและพายุทรายมากขึ้นและจะส่งผลให้ทะเลทรายเคลื่อนเข้าใกล้ชุมชนที่คนอาศัยอยู่มากขึ้นด้วย
[1] http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.dmr.go.th/news_dmr/data/pic/
ขอบคุณ คุณมิชลิน(ชาวโลกคนหนึ่ง) และ คุณทะเลภูเขา ที่ให้ความสนใจ เข้ามาเยี่ยมชม และ เขียนข้อความเข้ามาครับ
[1] <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ร้อนๆๆ….
ย่างเข้าเดือนเมษายน ทุกผู้คนย่อมหลีกหนีไม่พ้น “อากาศร้อน” ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่านับวันสภาพอากาศจะยิ่งร้อนจน “ปรอทแทบแตก” โดยในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปี คือ ปี 2533 2538 และ 2540 ซึ่งหลายฝ่ายบอกว่านี่คือสภาวะที่เรียกว่า “วิกฤติโลกร้อน”!!! ที่นับวันจะส่ง “สัญญาณหายนะ” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรายงานล่าสุดของผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงของ “องค์การสหประชาชาติ” ที่ออกมาเตือนถึงภยันตรายจาก “วิบัติภัยโลกร้อน” ที่กำลังคุกคามชาวโลกอย่างรุนแรงขึ้นจนน่าวิตก…..
โลกร้อน : มหันตภัยแห่งอนาคต
“ระดับคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น อุณหภูมิสูงขึ้น ธารน้ำแข็งละลาย มหาสมุทรร้อนขึ้นระ ดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำแข็งทะเลบางลง ชั้นดินเย็นแข็งคงตัวละลาย เกิดไฟป่าบ่อยขึ้น ทะเลสาบเล็กลง หิ้งน้ำแข็งพังทลาย ทะเลสาบจับตัวเป็นน้ำแข็งช้าลง แห้งแล้งยาวนาน ธารน้ำในเขตภูเขาเหือดแห้ง ปริมาณหยาดน้ำฟ้าเพิ่มขึ้น ฤดูหนาวไม่หนาวจัด ฤดูใบไม้ผลิมาถึงเร็วขึ้น ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงช้าลง ต้น ไม้ออกดอกเร็วขึ้น…..
ช่วงเวลาอพยพเปลี่ยนแปลง ถิ่นอาศัยเปลี่ยนไป นกทำรังเร็วขึ้น โรคภัยไข้เจ็บลุกลาม ปะกา รังฟอกขาว การทับถมของหิมะลดลง สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกหายไป พืชและสัตว์ต่างถิ่นรุกราน แนวชายฝั่งสึกกร่อน ป่าในเขตภูเขาสูงแห้งแล้ง อุณหภูมิในเขตละติจูดสูงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว…..ฯลฯ”
นี่คือภาวะที่ชี้ให้เห็นว่า “มหันตภัยแห่งอนาคต : สัญญาณเตือนภัยจากปรากฏการณ์โลกร้อน” มีมนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญ และในขณะนี้ปรากฏการณ์ต่างๆที่เคยเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปใน “ธรณีกาล” กลับใช้เวลาเพียงชั่วอายุคนเท่านั้นเอง…..
จากรายงานเรื่อง “CARBON CREDIT โลกสีดำจากพิธีสารเกียวโต” ที่เขียนโดย “กรรณิการ์ กิจติเวชกุล” และเรียบเรียงโดย “สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์” ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมจำนวนมากพยายามชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ต่างๆที่ผิดปกติ เพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกคนตระหนักในปัญหาที่ตัวเองมีส่วนร่วมก่อ โดยเฉพาะการบริโภคแบบ “สุดๆ” ที่ทำให้ต้องขุด “พลังงานฟอสซิล” ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินขึ้นมาใช้ อันเป็นสาเหตุสำคัญของ “ภาวะเรือนกระจก” และเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินแก้
ขณะที่ “องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก”(WMO) ของสหประชาชาติ ซึ่งถ้าไม่ถึงขั้นวิกฤติคงไม่ออกมาเตือนว่าสภาพอากาศของปี 2546 ทั้งในยุโรป อเมริกาและเอเชีย “เลวร้าย” อย่างน่าตระหนก มีทั้งอุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุด ปริมาณฝนมากที่สุดและเกิดพายุมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในหลายส่วนของโลก ซึ่งสอดคล้องกับการพยากรณ์เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน
“เช่นเดียวกับรายงานลับที่เพนตากอนส่งถึงประธานาธิบดีบุช เมื่อต้นปี 2547 ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลกในอีก 20 ปีนับจากนี้จะเป็นหายนะครั้งใหญ่ของโลกยิ่งกว่าภัยจากการก่อการร้าย จะคร่าชีวิตผู้คนหลายล้าน ทั้งจากภัยธรรมชาติและสงครามเพื่อความอยู่รอด เมืองใหญ่ในยุโรปจะตกอยู่ในสภาวะอากาศแบบไซบีเรีย หลายเมืองสำคัญที่อยู่ริมฝั่งน้ำจะจมน้ำ เกิดความแห้งแล้งและอดอยาก จนนำไปสู่การจลาจลและสงครามในที่สุด…..</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>กระนั้นคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้ง 2 ชิ้น ก็ไม่ได้ทำให้ผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย 2 ประเทศมหาอำนาจที่ใช้พลัง งานมากที่สุดในโลก คือรวมกันมากกว่า 1 ใน 4 ของโลกเปลี่ยนท่าที”
พิธีสารเกียวโต : ความหวังครั้งใหม่?
ภายหลังการลงนามในอนุสัญญาให้มีผลบังคับใช้ของ “พิธีสารเกียวโต”(Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ใช้ดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายในการรับมือกับภาวะโลกร้อน โดยประ กาศในข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) ซึ่ง “พิธีสาร” ที่ผ่านความเห็นชอบในปี 2540 ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นนี้ คือ อนุสัญญาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศนานาชาติฉบับเดียวที่มีจุดประสงค์เพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นต้นตอปัญหา แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ โดย “ศรีสุวรรณ ควรขจร” เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) ระบุว่า….. “ชาวโลกยังคาดหวังมันเกินฐานะที่เป็นจริง”!!!
จากความมุ่งหวังอย่างยิ่งยวดที่จะให้ทุกประเทศร่วมรับผิดชอบลดปริมาณการปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” โดยเฉพาะ “คาร์บอนไดออกไซด์” ให้ได้ แต่เป้าหมายกลับต่ำเตี้ยเพียงว่าในช่วงที่หนึ่ง คือ ภายในปี 2555 “กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม” จะต้องเป็นผู้นำการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์ลงเพียง 5.2% ของปริมาณที่ปล่อยในปี 2533 ส่วนประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเริ่มปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไม่กี่ทศวรรษ ค่อยไปร่วมรับผิดชอบลดการปล่อยในช่วงที่สอง ซึ่งยังไม่รู้ว่าเมื่อ ไร ทั้งๆที่นักวิทยาศาสตร์มีข้อสรุปกันมาหลายปี ว่า…..
ถ้ามนุษยชาติจะหลีกเลี่ยง “หายนะภัย” ทางสิ่ง แวดล้อมอันเป็นผลมาจาก “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” ให้ได้นั้น ปริมาณการปล่อยต้องลดลงถึง 70-80% ไม่ใช่แค่ 5-6% และต้องดำเนินการโดยเร็ว คือ ภายใน 1-2 ปีนี้ ไม่ใช่ค่อยๆลดในอีกหลายสิบปีข้างหน้า!!!
แต่หลายปีที่ผ่านมาในการเจรจาต่อรองที่กลุ่มประเทศต่างๆต้องชิงไหวชิงพริบ เพื่อรักษาผล ประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน โดยประเทศอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายได้เปรียบด้วยความเหนือกว่าประ เทศกำลังพัฒนา ในกระบวนการเจรจาต่อรอง บวกกับอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่ง แวดล้อมสูง เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ที่เริ่มเข้าครอบงำกระบวนการของการประ ชุม…..
“ผลที่ได้ คือ เนื้อหาในพิธีสารที่อ่อนปวกเปียก และมองประเด็นการสร้างภาระต่อบรรยากาศที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ว่าเป็นเรื่องชอบธรรม เพราะเขารวยจึงมีสิทธิทำได้ นั่นคืออนุญาตให้ใครจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไรก็ได้ ตราบเท่าที่เขาสามารถไปซื้อคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการดูดกลับคาร์ บอนด้วยวิธีการบางอย่าง หรือที่ในพิธีสารเรียกว่ากลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) เช่น การปลูกต้นไม้ซึ่งอ้างว่าจะดูดคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปเป็นเนื้อไม้หรือใบไม้ ดังนั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินอยากจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ล้านตันต่อปีก็ปล่อยไป ตราบเท่า ที่โรงไฟฟ้านั้นปลูกต้นไม้หลายพันต้น”
วิธีการที่ว่านี้ไม่เพียง “ไม่แก้ปัญหา” แต่ยังเพิ่ม “ความอยุติธรรม” ด้วยการปล่อยให้ประเทศและคนที่ใช้พลังงานอย่างบ้าคลั่งลอยนวล โดยไม่ได้สร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคว่าเขาต้องลดการใช้พลังงานถ้าต้องการเห็นโลกดีขึ้น เพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า แต่การปลูกต้นไม้นี้กลับนำไปสู่ปัญหาเรื่องการยื้อแย่งที่ดินและน้ำ โดยเฉพาะในประเทศซีกโลกใต้
ในเมื่อประเทศรวยอยาก “ผลาญ” ต่อ…..ประเทศยากจนก็อยากได้เงินจากการขาย “คาร์บอนเครดิต” สิ่งที่เราจะเห็นในไม่ช้า คือ รัฐบาลประเทศที่จ้องจะขายคาร์บอนเครดิตจะไล่คนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นออกจากแผ่นดินของตัวเอง ตัดป่าธรรมชาติเพื่อสร้างสวนป่าด้วยไม้ตัดต่อพันธุกรรม ระบบนิเวศถูกตัดตอนลดความซับซ้อน ความหลากหลายทางชีวภาพถูกทำลาย ฯลฯ
นี่เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าชาวโลกมิอาจนิ่งนอนใจกับภาวะ “วิกฤติโลกร้อน” ต่อไปได้อีกแล้ว แต่ทั้งหมดข้างต้นถือเป็นข้อมูลเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง “โลกร้อน” ณ ปัจจุบันยังเกิดจากปัจจัยอีกหลายส่วน โดยเฉพาะจาก “ความเห็นแก่ตัว” ของคนบางกลุ่มกำลัง “หากิน” กับ “ภาวะโลกร้อน” อย่างขมีขมัน ซึ่งต้องติดตามในฉบับหน้า….. <div>
<hr>
[1] http://www.naewna.com/news.asp?ID=54676
</div>
โลกร้อน…สัญญาณหายนะมนุษยชาติ(2) [1] “ภาวะโลกร้อน”…..
เป็นภัยพิบัติที่มาถึง โดยที่เราทุกคนต่างทราบถึงสาเหตุของการเกิดเป็นอย่างดี นั่นคือ การที่มนุษย์เผาผลาญ “เชื้อเพลิงฟอสซิล” เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน กระทั่งมีการลงนามในอนุสัญญาให้มีผลบังคับใช้ของ “พิธีสารเกียวโต” ซึ่งเป็นอนุสัญญาเกี่ยวกับสภาพภูมิ อากาศนานาชาติฉบับเดียวที่มีจุดประสงค์ เพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นต้นตอปัญหา แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ และชาวโลกยังคาดหวังกับมันเกินฐานะที่เป็นจริง…..
อย่างไรก็ดี ทั้งเรื่องการเผาพลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไร้ขีดจำกัด ไล่มาถึง “ความล้มเหลว” ของ “พิธีสารเกียวโต” เป็นต้นตอเพียงบางส่วนที่ทำให้โลกตกอยู่ในภาวะ “วิกฤติโลกร้อน” เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงมันเกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะจาก “ความเห็นแก่ตัว” ของคนบางกลุ่มกำลัง “หากิน” กับ “โลกร้อน” อย่างขมีขมัน…..
Carbon Trade Fair
“คาร์บอนกำลังจะเป็นสินค้าสุดฮอตในตลาดโลก และจะเป็นสินค้าที่มีตลาดใหญ่ที่สุดด้วย”
นี่ไม่ใช่การวิเคราะห์ที่ไกลความเป็นจริง ผู้ที่มีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมเกี่ยวเนื่องกับสาระของ “พิธีสารเกียวโต” หลายครั้ง ต่างรู้สึกตรงกันว่ามันไม่ใช่เวทีประชุมเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอีกต่อไป แต่เป็น “มหกรรมแสดงสินค้า” ที่เรียกว่า “คาร์บอน” หรือ “Carbon Trade Fair” มากกว่า
กลุ่มเครือข่ายผู้สนับสนุนสิ่งเหล่านี้ต่างคุยว่าด้วยโครงการปลูกป่าเพื่อ “คาร์บอนเครดิต” จะเป็นการเพิ่มการลงทุนในชนบทและสามารถช่วยลดความยากจนได้ แต่ในความเป็นจริง “คาร์บอนเครดิต” กลับเป็นช่องทางทำกินของคนบางกลุ่ม…..
“บรรษัทอุตสาหกรรม” ซึ่งผูกติดอยู่กับการทำเหมืองและการบริโภคเชื้อเพลิงฟอสซิล พยา ยามขวางไม่ให้ตัวแทนสหรัฐผูกมัดตัวเองกับการลดการปล่อยก๊าซพิษ โดยในการเจรจา “พิธีสารเกียวโต” บรรษัทเหล่านี้ได้สั่งให้ตัวแทนสหรัฐและประเทศร่ำรวยอื่นๆ ยืนยันที่จะยอมให้มีการแลกเปลี่ยนค้าขายสิทธิ หรือ “เครดิต” ในการปล่อยได้ เพื่อเป็นหนทางหนึ่งที่จะลดให้ได้ตามเป้าหมาย พวกเขาให้เหตุผลว่าอย่างน้อยนี่จะเป็นการ “ถ่วงเวลา” หรือหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำธุรกิจ…..”บริ ษัทผลิตไฟฟ้า” มองการปลูกป่าว่าเป็นวิธีการราคาถูกและง่ายที่จะโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้บริ โภคเห็นว่าพวกเขากำลังลดอยู่
“บริษัทพลังงาน” บางรายยืนยันที่จะ “ผลาญพลังงาน” ต่อไป โดยหวัง “ไถ่บาป” ด้วยการ “ปลูกป่า” แทน บริษัทอเมริกันบางแห่งที่ปล่อย “คาร์บอนไดออกไซด์” ได้เซ็นสัญญามูลค่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐ กับคอสตาริกา เพื่อจ้างชาวนาให้ปลูกต้นไม้และดูแลเป็นเวลา 15-20 ปี เช่น “อเมราดาแก๊ส” ที่ได้รับยี่ห้อ “Climate Care” จากการปลูกป่าที่ยูกันดา , “ซันคอร์อีเนอร์จี” บริษัทขุดเจาะกลั่นและขายน้ำมันของแคนาดา ร่วมกับ “เซาเธิร์นแปซิฟิกปิโตรเลียม” และ “เซ็นทรัลแปซิฟิกมิเนอรัลส์” ในโครงการปลูกต้นไม้พื้นเมือง 180,000 ต้น ในรัฐควีนส์แลนด์ เพื่อ “ชดเชย” คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา…..”บริษัทนายหน้าและธนาคาร” คาดหวังจะได้ “ค่าคอมมิชชั่น” จากการเป็นนายหน้าตาม “ตลาดคาร์บอน”
องค์กรอย่าง “สหพันธ์กักเก็บคาร์บอนนานาชาติ” และ “อเมริกันฟอร์เรสท์” ก็กำลังวางแผนการตลาดค้า “คาร์บอนเครดิต” ไม่เว้นกระทั่ง “นักวิชาการเพื่ออุตสาหกรรม” ที่มองว่า แนวโน้มต่างๆเหล่านี้เป็นโอกาสให้มีการตั้งสถาบัน สร้างงานและเกียรติยศให้กับมืออาชีพจำนวนมากที่อยากทำวิจัย รับรองและบริหารโครงการปลูกป่า บริษัทที่ปรึกษาต่างๆ สามารถกอบโกยผลประโยชน์ในการตรวจ สอบและรับรองโครงการเหล่านั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">“เอ็นจีโอ”บางกลุ่ม…นายหน้าคาร์บอน
“ธนาคารโลก” หวังประโยชน์ 2 ต่อจากการสนับสนุนการพัฒนาเชื้อเพลิงฟอสซิลในประ เทศกำลังพัฒนา แล้วคอย “เก็บกวาด” ทีหลังจากโครงการปลูกป่า แล้วยังใช้เงินทุนสนับสนุนจากบริ ษัทไฟฟ้ากับรัฐบาลยุโรปเหนือเพื่อพัฒนา “กองทุนคาร์บอนต้นแบบ”(Clean Development Fund-CDF) ที่มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ “ตลาดก๊าซเรือนกระจกของโลก” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>และมีโครงการต่างๆ สำหรับประเทศทางใต้อยู่เต็มมือ โดยวางแผนจะผลักดันให้มี “ธนาคารคาร์บอน” หรือตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนขึ้นมา อีกทั้งใน “เอกสารลับ” ยังระบุว่าจะกิน “หัวคิว” 5% จากการซื้อขาย “คาร์ บอนเครดิต” ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
“นักวิชาการ” จากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก กับ มหาวิทยาลัยฟลอริดา ก็กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการหาวิธีรับรองและตรวจสอบการดูดซับคาร์บอน หรือแม้แต่ “นักวิชาการไทย” ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมท่านหนึ่งยังเคยกล่าวว่า “หากประเทศไทยรับโครงการ CDF แต่ละหน่วยงานจะต้องไปหาซื้อเซฟใหญ่มาเก็บเงินที่จะไหลมาเทมา”
“แม้แต่เอ็นจีโอบางกลุ่ม ซึ่งตั้งตัวเองเป็นนายหน้าคาร์บอน และผู้เชี่ยวชาญการดูดซับคาร์บอน ก็หวังว่าจะได้การยอมรับจากผู้สนับสนุนหรือเพื่อนพ้องในรัฐบาลและธุรกิจว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวทางตลาดเสรีที่กำลังเป็นกระแสหลักในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม”
ภาวะโลกร้อน…ภาวะสิ้นหวัง
ขณะที่คนหลายกลุ่มกำลัง “หากิน” กับภาวะโลกร้อนอย่างขมีขมัน โลกก็ไม่ได้อยู่เฉยให้พวกเขากอบโกย เพราะ “ระเบิดเวลาทางนิเวศน์กำลังเดินต่อไป” โดยหนังสือพิมพ์ดิ อินดิเพนเดนท์ ของอังกฤษ รายงานว่า ถึงภาวะ “นับถอยหลัง” สู่ “หายนะ” อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยโลกอาจเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถกลับตัวได้ ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี
ข้อมูลข้างต้นมาจากรายงานเรื่อง “การเผชิญความท้าทายของสภาพอากาศ” ของ 3 สถาบันคือสถาบันเพื่อการวิจัยนโยบายสาธารณะของอังกฤษ ศูนย์เพื่อความก้าวหน้าของอเมริกา และสถาบันออสเตรเลีย ซึ่งระบุว่า…..
“จุดอันตรายจะส่งสัญญาณเมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส เหนืออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 1750 ก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม”!!!
ขณะที่ในปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยได้สูงขึ้นจากช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว 0.8 องศา และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผลที่จะเกิดตามมาจากการเพิ่มขึ้นต่างๆ เหล่านี้อาจรวมถึง “ความล้มเหลวทางการเกษตร” ความแห้งแล้งครั้งใหญ่ ตลอดจนโรคระบาดชุกชุม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และป่าไม้แห้งตาย ผนวกกับข่าวร้ายพืดน้ำแข็ง(ice sheet) ขนาดมหึมาในด้านตะวันตกของแอนตาร์กติก มีมวลน้ำ แข็งถึง 3.2 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร ที่กำลังสูญเสียเสถียรภาพ ถ้าละลายทั้งหมดจะยกระดับน้ำทะเลทั่วโลกให้สูงขึ้นอีก 16 ฟุต หรือ 4.8 เมตร และถ้ารวมกับน้ำแข็งที่กรีนแลนด์และขั้วโลกเหนือที่กำลังหลอมละลายอย่างรวดเร็ว จะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นอีก 20 ฟุต หรือ 5-6 เมตร…..
รวมเหนือ-ใต้แล้วอาจทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น 12 เมตร!!!
ปัญหาด้าน “สุขภาพ” ก็เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จาก “ภาวะโลกร้อน” เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้นส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของ “ยุง” มากขึ้น ซึ่งนำมาสู่การแพร่ระบาดของ “ไข้มาเลเรีย” และ “ไข้ส่า” นอกจากนี้โรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น “อหิวาตก โรค” ซึ่งจัดเป็นโรคที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วโรคหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวด เร็วและต่อเนื่อง จากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้น
“คำเตือน” จากองค์การสหประชาชาติ เกี่ยวกับ "วิกฤติโลกร้อน" จึงถือเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่บอกให้รู้ว่าสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ปรากฏขึ้นอย่างแจ้งชัด ดังนั้นสมควรหรือไม่ที่จะรอจนกว่าจะค้นพบข้อมูลมากขึ้น หรือมีความรู้ในการแก้ไขมากขึ้น ซึ่ง ณ เวลานั้นสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไขได้!!! <div>
<hr>
[1] http://www.naewna.com/news.asp?ID=54821
</div>
"ก๊าซเรือนกระจก" ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อ "ก๊าซเรือนกระจก" มีปริมาณมากขึ้น ก๊าซเหล่านี้จะทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น และสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่ง "ปรากฏการณ์เรือนกระจก" จะทำให้ฤดูหนาวสั้นลง ส่วนฤดูร้อนจะยาวนานขึ้น และอาจทำให้พื้นดินบางแห่งบนโลกกลายเป็นทะเลทราย
ในเขตร้อนอาจจะมีพายุบ่อยครั้ง และรุนแรง ส่วนที่บริเวณขั้วโลก ความร้อน จะทำให้หิมะละลาย เมื่อหิมะละลาย ปริมาณน้ำในทะเลก็จะเพิ่มขึ้น มีผลต่อการเกิดอุทกภัย
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อพืช และสัตว์ เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ทำให้ปากใบของพืชปิด ไม่สามารถรับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำได้ การสังเคราะห์ด้วยแสงลดลง สัตว์บางชนิดอาจได้รับความกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยืื่อตา ผิวหนัง และเป็นเหตุัให้สัตว์ต่าง ๆ สูญพันธุ์ไปในที่สุดผู้ผลิต “ก๊าซเรือนกระจก” <ul>
</ul>สิ่งที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้แก่พืชต่างๆบนพื้นโลกและในน้ำทะเล
ตัดมาฝาก
14 กลเม็ดง่ายๆ กู้วิกฤติโลกร้อน![1]
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="595" class="MsoNormalTable" style="width: 446.25pt"><tbody><tr style="height: 7.5pt"><td style="height: 7.5pt; background-color: transparent; border-color: #ece9d8; padding: 0in"> </td></tr></tbody></table> <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="595" class="MsoNormalTable" style="width: 446.25pt"><tbody><tr>
ขณะที่ผู้คนทั่วโลก กำลังตื่นตัวอย่างหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อน และเหล่าผู้นำโลกตั้งหน้าตั้งตาถกกันเครียดเพื่อหาทางรับมือกับวิกฤตการณ์ใหญ่จากโกลบอล วอร์มมิ่ง คุณเชื่อหรือไม่คะว่า ด้วยกลเม็ดง่ายๆ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ประชากรโลกธรรมดาๆอย่างพวกเรา ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะ เรือนกระจก หรือกรีนเฮาส์ เอฟเฟกต์ ได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง!!
ในนิตยสารไทม์ฉบับล่าสุด วันที่ 9 เมษายน 2007 มีการนำเสนอ แนวทางการชะลอวิกฤตการณ์โลกร้อนฉบับประชาชน ไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายไปทั่วโลก โดยแต่ละไอเดียเป็นเรื่องจับต้องได้ใกล้ๆตัว และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงไม่ยากจนเกินไป!!
ไอเดียแคนดูแรกในการพิทักษ์โลกให้รอดพ้นจากภาวะโลกร้อนคือ เปลี่ยนอาหารให้เป็นเชื้อเพลิง ในระยะหลายปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทุ่มเทเวลาอย่างจริงจังให้กับการคิดค้น หาวิธีผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชพันธุ์ธรรมชาติ ไล่ตั้งแต่ ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, น้ำมันหุงต้ม ไปจนถึงเศษขยะ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนพลังงานจากน้ำมัน ซึ่งนับวันมีแต่จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ!! เห็นได้ชัดจากความเคลื่อนไหวของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่มงบประมาณเป็นสองเท่า สำหรับการทำวิจัยคิดค้นเชื้อเพลิงชีวภาพโดยเฉพาะ และดูเหมือนว่าเชื้อเพลิงที่ผลิตจากข้าวโพดเป็นก๊าซอีธานอลจะมาแรงแซงทางโค้ง กว่าใครเพื่อน เพราะ ทั้งเซฟเงินในกระเป๋า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต
เปลี่ยนหลอดไฟใหม่เป็นแบบประหยัด คือวิธีเซฟค่าไฟในบ้านที่ฮิตฮอตที่สุดของที่สุด แม้รูปร่างหน้าตาของหลอดไฟซีเอฟแอล ที่เรียกกันติดปากในบ้านเราว่า หลอดไฟตะเกียบ ออกจะแปลกตาสักหน่อย แต่ประสิทธิภาพไฮโซมาก!! เพราะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไฟธรรมดาๆถึง 3-5 เท่า แถมยังมีอายุการใช้งานนานกว่าหลายเท่าตัว ปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายขนาด ทั้งหลอดไฟขนาด 26 วัตต์, 40 วัตต์ ไปจนถึง 100 วัตต์
จัดระเบียบการซักผ้าใหม่ ผลการศึกษาล่าสุดของสถาบันอุตสาหกรรมการผลิต มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ค้นพบว่าขั้นตอนการซักผ้าและอบผ้าให้แห้ง กินพลังงานถึง 60% ของการผลิตเสื้อผ้าทั้งหมด และเสื้อยืดธรรมดาๆตัวหนึ่ง ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 4 กิโลกรัม!! คงไม่ถึงกับขอร้องคุณๆให้หยุดการซักผ้ารีดผ้าหรอกนะคะ!! แต่ถ้าอยากช่วยพิทักษ์โลกสีเขียวก็สามารถทำได้ง่ายๆด้วยการจัดระเบียบการซักผ้ารีดผ้าใหม่ เช่น เปลี่ยนจากการซักผ้าด้วยน้ำอุ่นเป็นน้ำเย็น หรือไม่ก็รวบรวมเสื้อผ้าให้ได้กองโตพอสมควรก่อน ค่อยนำไปซักทีเดียว อย่างบ้านเรา แดดเปรี้ยงแรงดีอยู่แล้ว แค่นำเสื้อผ้าตากแดดตากลมให้แห้งตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้าให้กินไฟและทำลายสิ่งแวดล้อม
จัดบ้านใหม่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ เชื่อหรือ ไม่คะว่า 16% ของพลังงานที่ใช้ภายในบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เป็นตัวการก่อให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซกรีนเฮาส์ในอเมริกา ฉะนั้น ลองหาเวลาว่างจัดบ้านใหม่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ และทิศทางลม แทนที่จะพึ่งเทคโนโลยีไฮเทคตลอดเวลา เพราะการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายโลว์เทคๆช่วยเซฟพลังงานในบ้านได้ถึง 40%
ใส่เสื้อผ้ามือสองพิทักษ์โลก ในนิตยสารไทม์ฉบับล่าสุด ระบุไว้ว่า เสื้อผ้ามือสองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเสื้อผ้าใหม่ เพราะการซื้อเสื้อผ้ามือสองช่วยหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง จากการผลิต และขนส่ง อันเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ยิ่งยุคนี้วินเทจ ลุคเป็นที่นิยมอยู่ด้วย ช่วยกันคนละนิดนะคะ ทั้งอินเทรนด์ แถมยังลดวิกฤติโลกร้อน!!
อีกหนึ่งวิธีเซฟ เดอะ เวิลด์ที่เวิร์กมากๆ เห็นจะเป็น การจัด สรรให้พนักงานทำงานใกล้บ้านที่สุด ฟาสต์ฟู้ดใหญ่ๆทั่ว อเมริกานำวิธีนี้มาใช้อย่างได้ผล!! เพราะแทนที่หนุ่มสาวคนทำงานจะสูญเสียพลังงานจากการขับรถไกลๆมาทำงานในแต่ละวัน ทำไมเราไม่หาสาขาที่ทำงานใกล้บ้านให้แมตช์กับพนักงานละคะ!! หรือถ้าฟังดูยุ่งยากเกินไปก็อาจตั้งเป้าหมายไปเลยว่า ต่อไปนี้ฉันจะหางานทำเฉพาะทำเลที่อยู่ใกล้บ้านเท่านั้น!!
ถ้าคุณเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตัวจริงละก็ ทิ้งบ้านหลังใหญ่ แถบชานเมือง ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงด่วนจี๋!! เพราะเมืองใหญ่ๆอย่างแมนฮัตตัน, โตเกียว หรือลอนดอน ถือเป็นโซนของพลเมืองโลกหัวใจสีเขียวขนานแท้!! ชาวกรุงน้อยคนนักจะขับรถไปทำงาน ส่วนใหญ่นิยมเดิน, ขี่จักรยาน หรือไม่ก็ใช้บริการขนส่งมวลชน ซึ่งรวดเร็วและเปี่ยมประสิทธิภาพมากกว่า!!
จ่ายบิลค่าใช้จ่ายทางอินเตอร์เน็ต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ หันมาจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต จะช่วยกู้วิกฤติโลกร้อนได้ อย่างมโหฬาร!! อย่างน้อยๆก็ช่วยลดการใช้กระดาษ ซึ่งนำไปสู่การตัดไม้ ทำลายป่า แถมยังช่วยลดความสิ้นเปลืองพลังงานจากการขนส่งกระดาษทั้งทางเครื่องบิน และรถบรรทุก รู้ไหมคะว่าวิธีนี้นอกจากจะประหยัดเวลาและเงินในกระเป๋าของคุณเห็นๆแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะลงถึงปีละ 1,450 ล้านตัน และจำกัดการแพร่กระจายของก๊าซกรีนเฮาส์ ปีละ 1.9 ล้านตัน
เปิดหน้าต่างรับลมแทนการเปิดแอร์ วิธีนี้ง่ายและคนไทยคุ้นเคยกันดี ผลการศึกษาของอเมริกาบ่งชี้ว่า 22.7 ตัน ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศมาจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ลองลดการใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยการเปิดหน้าต่างภายในบ้านเพื่อรับลม แทนที่จะเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะลมธรรมชาติจากภายนอกจะทำให้อากาศภายในบ้านเย็นสบายขึ้นในช่วงฤดูร้อน และอุ่นขึ้นในช่วงฤดูหนาว
ปิดคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้ เรื่องนี้ควรรณรงค์ อย่างจริงจังในทุกออฟฟิศ เพราะการเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ ไม่เพียงแต่จะเปลืองไฟ แต่ยังก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากจะปิดทิ้งหลังใช้ เสร็จทุกครั้งแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการประหยัดพลังงานยังแนะนำว่า การปิดคอมพิวเตอร์, โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ โดยใช้ปุ่มสแตนด์บาย พาวเวอร์ กินไฟในบ้านแบบไม่รู้ตัวถึง 75%...ปุ่ม off เท่านั้นที่เราต้องการ!!
ปิดไฟทุกครั้งที่เสร็จงาน ไม่เฉพาะแต่ช่วงพักกลางวัน หรือหลังเลิกงานที่ควรรณรงค์เรื่องการปิดไฟในออฟฟิศ แต่บางออฟฟิศในเมืองใหญ่ๆยังขอความร่วมมือจากพนักงานให้ปิดไฟทุกครั้งที่ทำงานเสร็จ แม้บรรยากาศในออฟฟิศอาจดูมืดๆทึมๆไปบ้าง แต่ก็ช่วยเซฟพลังงานได้อีกหลายเท่าตัว เรื่องประหยัดไฟต้องยกให้ “สมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สองแห่งอังกฤษ” ทรงเป็นต้นแบบของโลก!!
ทายสิคะว่า ระหว่างการขับรถ BMW กับการกิน เบอร์เกอร์บิ๊กแมค อะไรก่อให้ เกิดภาวะโลกร้อนหนักกว่ากัน!! คำตอบก็คือบิ๊กแมคค่ะ!! จากรายงานของนิตยสารไทม์ ระบุว่า อุตสาหกรรมผลิตเนื้อทั่วโลกก่อให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซกรีนเฮาส์ ในชั้นบรรยากาศมากถึง 18% เลิกบริโภคเนื้อสเต็ก เถอะนะคะ เพื่อให้ลูกหลานมีอากาศดีๆ ไว้หายใจในอนาคต!!
ปฏิเสธถุงพลาสติกลูกเดียว!! ใน แต่ละปีมีถุงพลาสติกถูกผลิตออกสู่ตลาดมากกว่า 50,000 ล้านถุง และมีเพียง 3% ของถุงพลาสติกที่นำไปรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง โดยถุงพลาสติกแต่ละใบต้องใช้เวลาถึงพันปีกว่าจะย่อยสลายหมดไปจากโลก!! ทางที่ดีช่วยกันรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกจะดีกว่า แล้วหันมาพกถุงผ้าส่วนตัวไปช็อปปิ้งตามซุปเปอร์มาร์เกตแทน!!
ปลดเนกไท-ถอดสูททิ้ง บริษัทใหญ่ๆในญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มการประหยัดพลังงานแนวใหม่ ด้วยการไฟเขียวอนุญาตให้พนักงานใส่เสื้อเชิ้ตธรรมดาๆ โดยไม่ต้องสวมสูทและผูกเนกไทมาทำงานในช่วงฤดูร้อนตับแตก เพื่อประหยัดค่าแอร์!! ปรากฏว่าได้ผลมาก เพราะฤดูร้อนที่ผ่านมา พี่ยุ่นสามารถลดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 71,700 ตัน.</tr></tbody></table>
[1] http://news.sanook.com/social/social_119113.php
</span>
"สมิทธ" เตือนมหาวิบัติภัย ยัน "ภาวะโลกร้อน" ของจริง[1]
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
เมื่อวานนี้(1 เมษายน) นายสมิทธ ธรรมสโรจน์อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยถึงรายงานวิจัยสำรวจภาวะโลกร้อนฉบับที่ 2 ขององค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็นว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดภัยพิบัติต่างๆ คร่าชีวิตมวลมนุษย์ชาติเนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคพายุฤดูร้อน น้ำท่วม ภาวะแห้งแล้ง โลกภัยไข้เจ็บ พืชและสัตว์สูญพันธ์น้ำทะเลจะขึ้นสูงอีก1เมตรและเหตุการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะเกิดขึ้นในทศวรรษนี้โดยครึ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นแถบเอเซียโดยเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทย จะอยู่ในช่วงระหว่าง 15 ปี และช้าสุดไม่เกิน 20 ปี
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ส่วนในพื้นที่ชานเมืองของกรุงเทพฯ ที่อยู่ติดกับทะเลอาทิ อ.พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาครจะได้รับผลกระทบเป็นพื้นที่แรก เนื่องจากพื้นดินบริเวณดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล อาจส่งผลถึงระบบเศรษฐกิจ ระบบการท่องเที่ยว การเกษตรกรรมการขนส่ง ภายในประเทศด้วย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
"หากปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบไปทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ จ.นนทบุรี อ.บางพลี อ.บางบ่อ ก็จะเพาะปลูกไม่ได้ส่วนประชาชนที่อยู่ในเขตกทม. ก็จะใช้น้ำประปาไม่ได้เพราะน้ำทะเลหนุนสูงและทะลักเข้าสู่คลองประปา และที่สำคัญกว่านั้นท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก็จะถูกน้ำท่วม ระบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การคมนาคมขนส่งก็จะได้รับผลกระทบ จนประเมินค่าความเสียหายไม่ได้"นายสมิทธกล่าว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยายังได้เสนอแนะมาตราการป้องกันเบื้องต้นว่านอกจากประชาชนจะร่วมกันตระหนักถึงผลมหาวิบัติที่ใกล้จะมาถึงแล้วรัฐบาลต้องหาวิธีป้องกันอาทิ การสร้างเขื่อน หรือประตูระบายน้ำเพราะไม่งั้นอาจเกิดการสูญเสียยิ่งกว่ามหาวิบัติภัยสึนามิที่ผ่านมาได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ด้าน กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศประเทศไทยราย 3 เดือน(เมษายน-มิถุนายน2550)ว่าเดือนเมษายนประเทศไทยตอนบนอยู่ในช่วงฤดูร้อน อากาศอบอ้าว อุณหภูมิสูงสุด 40-43องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ของภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง และในบางช่วงจะมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งส่วนเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน ก็เข้าสู่ภาวะปกติ แต่อาจจะเจอกับพายุ จากทะเลจีนใต้</p> <div>
<hr>
[1] http://hilight.kapook.com/view/9399
</div>
ภาวะโลกร้อน จุดพลิกผัน และวันโลกาวินาศ[1]
วันศุกร์ที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ในการกล่าวคำปราศรัยประจำปีต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช พูดถึงภาวะโลกร้อนว่า เป็นปัญหาร้ายแรง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นั่นเป็นการเปลี่ยนท่าทีของเขาเป็นครั้งแรก เพราะในช่วงเวลา 6 ปีที่เขาเป็นประธานาธิบดี รัฐบาลอเมริกันไม่เคยใส่ใจในปัญหานี้อย่างจริงจังเลย ร้ายยิ่งกว่านั้น รัฐบาลของเขายังทำตัวเป็นผู้เอาเท้าราน้ำ เมื่อผู้อื่นพยายามจะพายเรือโดยไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโต ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกอีกด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สหรัฐจึงเป็นเพียงหนึ่งในสองประเทศเท่านั้น (อีกประเทศหนึ่งคือออสเตรเลีย) ที่ไม่ยอมร่วมลงนามในพิธีสารดังกล่าว การเปลี่ยนท่าทีของประธานาธิบดีบุช อาจอ่านได้หลายแง่ เช่น สหรัฐกำลังพ่ายแพ้สงครามในอิรักอย่างน่าอับอาย เขาจึงหาทางเบี่ยงเบนความสนใจไปสู่ประเด็นอื่น ตอนนี้ปัญหาโลกร้อนกำลังได้รับความสนใจจากชาวอเมริกันอย่างกว้างขวาง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ดังจะเห็นได้จากก่อนที่ประธานาธิบดีบุชจะกล่าวคำปราศรัย บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ได้นัดพบกันในกรุงวอชิงตัน เพื่อกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับโลกร้อน และเมื่อตอนกลางปีที่แล้วรัฐต่างๆ ได้ฟ้องศาลให้รัฐบาลกลาง เปลี่ยนโยบาย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> ฉะนั้นจึงต้องดูกันต่อไปว่ารัฐบาลอเมริกันจะเปลี่ยนนโยบายในเร็ววันนี้ หรือว่าการพูดของประธานาธิบดีบุชเป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็นและเพื่อหาคะแนนนิยม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พร้อมๆ กันกับการกล่าวคำปราศรัยของประธานาธิบดีบุช การประชุมทางเศรษฐกิจประจำปี ที่เมืองดาวอส ก็นำเรื่องภาวะโลกร้อน ขึ้นมาปรึกษากัน นอกจากนั้น รัฐบาลออสเตรเลีย ถูกโจมตีอย่างหนักจากนักวิชาการชาวออสเตรเลีย เช่น Tim Flannery ด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ก่อนนั้นเพียงสัปดาห์เดียวกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ด้านปรมาณูได้เลื่อนเข็มนาฬิกาแห่งวันโลกาวินาศ (Doomsday Clock) ให้เข้าใกล้เวลา “เที่ยงคืน” เข้าไปอีก 2 นาที นั่นหมายความว่า ในความเห็นของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้โลกเหลือเวลาอีกเพียง 5 นาทีก่อนที่จะถึงวันโลกาวินาศ หนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์เปลี่ยนเข็มนาฬิกาดังกล่าวได้แก่ภาวะโลกร้อน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เป็นไปได้ว่า ในไม่ช้ารัฐบาลอเมริกันและรัฐบาลออสเตรเลีย จะเปลี่ยนนโยบายไปในทางที่โลกต้องการ ผู้ที่อ่านหนังสือเรื่อง The Chaos Point ของ Irvin Laszlo และเชื่อในคำทำนายของเขาคงเฝ้ารอการเปลี่ยนนั้นอย่างใจจดใจจ่อ เพราะการเปลี่ยนนโยบายดังกล่าว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันมิให้โลกเดินเข้าสู่จุดพลิกผันอันสำคัญยิ่งในปี 2555</p> Irvin Laszlo ได้ใช้ทฤษฎีโกลาหล (Chaos Theory) ทำนายไว้ว่า จากวันนี้ถึงปี 2555 หากชาวโลกยังยึดพฤติกรรมดังที่ทำกันมา รวมทั้งการใช้พลังงานมากมาย จนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วย โลกจะเดินเข้าสู่ทางล่มสลายแบบกู่ไม่กลับในปี 2555 <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าขณะนี้ยังไม่สายเกินไป ชาวโลกยังมีเวลาเหลืออีก 5 ปี ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งจะทำให้โลกเปลี่ยนไปเดินเข้าสู่ทางแห่งความยั่งยืนกลับมาที่ภาวะโลกร้อน ตอนนี้มีหนังสือพิมพ์ออกมามากมาย เช่น Berger, John J. Beating the Heat : Why and How We Must Combat Global Warming ; Flannery, Tim. The Weather Makers : How Man Is Changing the Climate and What It Means for Life on Earth ; Gelbspan, Ross. Boiling Point : How Politicians, Big Oil and Coal, Journalists, and Activists Have Fueled the Climate Crisis-and What We Can Do to Avert Disaster ; Gelbspan, Ross. The Heat Is On : The High Stakes Battle over Earth’s Threatened Climate ; Gore, Al. An Inconvenient Truth :The Planetary Emergency of Global Warming and What We Can Do about It ; Kolbert, Elizabeth. Field Notes from a Catastrophe : Man, Nature, and Climate Change ; Linden, Eugene. The Winds of Change : Climate, Weather, and the Destruction of Civilizations ; Lovelock, James. The Revenge of Gaia : Earth’s Climate Crisis & The Fate of Humanity ; Lynas, Mark. High Tide : The Truth about Our Climate Crisis ; Michaels, Patrick J. Meltdown : <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">The Predictable Distortion of Global Warming by Scientists, Politicians, and the Media ; Michaels, Patrick J. and Robert C. Balling, Jr. The Satanic Gases : Clearing the Air about Global Warming ; Weart, Spencer R. The Discovery of Global Warming.</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หนังสือที่อ่านง่ายที่สุดได้แก่ของอดีตรองประธานาธิบดี Al Gore เรื่อง An Inconvenient Truth ซึ่งนำเสนอแบบง่ายๆ พร้อมกับมีรูปถ่ายสวยๆ ประกอบตลอดทั้งเล่ม รวมทั้งรูปชาวนาไทยในจังหวัดปัตตานีด้วย หนังสือเล่มนี้มีภาพยนตร์ประกอบซึ่งเคยเข้ามาฉายในเมืองไทยแล้ว ส่วนเล่มอื่นมีความยากง่ายต่างกัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผู้ที่คิดจะไปอ่านควรทราบก่อนว่า สองเรื่องที่ Patrick Michaels เขียนคือ Meltdown กับ The Satanic Gases นั้น ไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเป็นความจริงหรือร้ายแรงอะไรมากนัก นอกจากเป็นเพียงสถานการณ์ “กระต่ายตื่นตูม” ของพวกต่อต้านความก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าเขารับเงินจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ จนกลายเป็นพวกเมธีบริกรซึ่งก็มีอยู่บ้างในอเมริกา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ภาวะโลกร้อนจะนำโลกไปไหนยังไม่มีใครรู้แน่นอน เพราะในช่วงหนึ่งแสนปีที่ผ่านมา โลกไม่เคยร้อนเท่าในปัจจุบัน หากเรามองว่าภาวะโลกร้อนเป็นผลของกิจกรรมที่มนุษย์ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง เราอาจใช้การศึกษาอารยธรรมที่ล่มสลายไปในอดีตเพราะการทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นกรอบอ้างอิง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สำหรับผู้ที่พอมีเวลาและอ่านภาษาอังกฤษได้ ขอแนะนำให้อ่านเรื่อง The Winds of Change ของ Eugene Linden และอีกสองเรื่องคือ Collapse : How Societies Choose to Fail or Succeed ของ Jared Diamond และ One with Nineveh : Politics, Consumption, and the Human Future ของ Paul และ Anne Ehrlich </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>เรื่องเหล่านี้จะบอกว่าการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้อากาศเปลี่ยนแปลงจนเป็นเหตุให้สังคมล่มสลายได้อย่างไรจากการได้เห็นข้อมูลในหนังสือเหล่านี้ และในที่อื่นอีกมากมาย ผมแน่ใจว่าปัญหาโลกร้อนหนักหนาสาหัส จนอาจทำให้เกิดจุดพลิกผันที่จะนำโลกไปสู่วันโลกาวินาศได้จริง แต่อย่าเชื่อผม ลองไปศึกษาดูให้รู้แน่แก่ใจเสียก่อนจะดีกว่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมเชื่อมั่นว่า เมื่อศึกษาจนเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้แล้ว ทุกคนจะเต็มใจหันไปดำเนินชีวิตแบบ “พอเพียง” หรือแบบ “เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ผู้อื่นจะได้อยู่ได้ด้วย” ตามคำแนะนำของท่านมหาตมะ คานธี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ ไม่รู้ภาษาอังกฤษอย่างแตกฉาน เรามาช่วยกันเผยแพร่ประเด็นนี้จะดีไหม ? ตามคำทำนายของ Irvin Laszlo เราเหลือเวลาอีก 5 ปีที่จะทำเช่นนั้น <div>
<hr>
[1] http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q1/2007feb02p3.htm
</div>
"ภาวะโลกร้อน" ท็อปเท็นข่าววิทย์ปี 49[1] <p>ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และ รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)ร่วมกันแถลงข่าวการจัดอันดับ 10 ข่าวดังด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2549 ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับชมรมนักเขียนผู้จัดทำหนังสือวิทยาศาสตร์และมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต จัดอันดับ</p><p>
ศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวว่าวัตถุประสงค์ของการจัดอันดับ 10 ข่าวดังด้านวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2535 ถึงปัจจุบัน 14 ปีมาแล้วเพื่อสร้างกระแสความนิยมและส่งเสริมความสนใจข่าวสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในหมู่เยาวชนและสังคมไทย</p><p>
ผลจากประชามติ ข่าวดังด้านวิทยาศาสตร์</p><p></p><p>อันดับ 1 คือข่าวภาวะโลกร้อน-ปรากฏการณ์ลานีญา ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เช่นน้ำท่วมที่จังหวัดอุตรดิตถ์ พบปะการังสีทองในทะเลและอากาศที่เปลี่ยนแปลงในประเทศที่เคยหนาวกลับไม่หนาว แต่ประเทศไทยอย่างกรุงเทพฯกลับหนาวเย็นมากขึ้น</p><p>
อันดับ 2 คือ ข่าว "10 เทคโนโลยีอุบัติใหม่"นำความก้าวหน้าสู่สังคม</p><p>
อันดับ 3 ข่าวไบโอเทค/สวทช.-ศิริราชผลิตวัคซีนต้นแบบสำหรับป้องกันโรคไข้หวัดนกในคนได้สำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการ</p><p>
อันดับ 4 ข่าวการใช้นิติวิทยาศาสตร์ โดยแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์โรจนสุนันท์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจหาพยานหลักฐานคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตรอดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม</p><p>
อันดับ 5 ข่าว สวทช.สร้างกระแสกระตุ้นเยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ด้วยรายการ Mega Clever ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี</p><p>
อันดับ 6 ข่าววิกฤตการณ์นิวเคลียร์ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันสำหรับทั่วโลกเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ที่จะนำมาเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกและกรณีปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือ/อิหร่านและผลทดสอบการทุจริตโครงการนิวเคลียร์ของสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ</p><p>
อันดับ 7 ข่าวนักวิจัยไทยกับผู้เชี่ยวชาญเยอรมนีสำรวจทะเลไทยพบโคลนภูเขาไฟใต้ทะเลห่างจากภูเก็ต 200 กิโลเมตร</p><p>
อันดับ 8 ข่าวเสื้อซิลเวอร์นาโน ฉลองครองราชย์ 60 ปี ภายใต้แบรนด์ I-TEX </p><p>
อันดับ 9 ข่าวเจลลดไข้ ชาวบ้านเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์จากต่างดาว</p><p>
และอันดับ 10 ข่าวสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ลงมติตัดดาว "พลูโต"ออกจากการเป็นดาวเคราะห์ตามนิยามใหม่</p>
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ <div>
<hr><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] http://webboard.siamza.com/view.php?id=63312&cat=15</p></div> </div>
ประเทศไทยเราก็น่าจะมีกลุ่มองค์กรอะไรซักอย่างที่ส่งเสริมการแก้ไขภาวะวิกฤติเช่นนี้ หรือนโยบายสิ่งแวดล้อมของกระทรวงวิทย์และสิ่งแวดล้อมน่าจะกำหนดไว้ หลายประเทศทำแล้วแต่เราเมืองไทย ก็ยังคงช้าและไม่ค่อยมีใครสนใจอยู่ดี ผมเห็นด้วยและจะพยายามเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ไปสู่บุคคลอื่นๆ
<div class="content">
In the Northern Hemisphere, spring thaw begins 9 days earlier than it did 150 years ago, and the fall freeze starts 10 days later.</div>
The hottest years on record are 1998, 2002, 2003, 2001, and 1997.
</span></strong><div class="content"></div><div class="content"> There is more warming at higher latitudes.
In the past 50 years, average temperatures have increased 4 -7° Fahrenheit in Alaska, western Canada, and eastern Russia. </div><div class="content">
In Barrow, Alaska, average temperatures have risen 4° Fahrenheit in 30 years – almost twice the global average. </div>
The United Nations' Intergovernmental Panel on Climate Change says global temperatures will rise up to 10° Fahrenheit by century's end.
</span></strong><div class="content"></div><div class="content"> Arctic ice is at risk.
Rising temperatures have a dramatic impact on Arctic ice, which serves as an “air conditioner” at the top of the world. Since 1978 Arctic sea ice area has not only thinned, but it’s shrunk 9% per decade. </div><div class="content">
ACIA projects that at least half of the Arctic’s summer sea ice will melt by century’s end, and that the Arctic region is likely to warm 7-13°sFahrenheit during the same </div><div class="content"></div><div class="content"> The Arctic impacts affect people and animals.
Coastal Indigenous communities report shorter periods of sea ice, causing more ocean storms and coastal erosion. </div><div class="content">
Increased snow and ice melt causes rivers to rise.
Thawing permafrost ruins roads and other infrastructure. Some communities have been forced to move from historic coastline locations.
Sea ice loss is devastating for animals like polar bears and ringed seals in the Arctic and Antarctic penguins. They depend upon that environment to live. </div>
Greenland's ice sheet could melt. Over the very long term, Greenland's massive ice sheet holds enough melt water to raise sea level by about 23 feet. The ACIA predicts this ice sheet will melt throughout the 21st century.
</span></strong><div class="content"></div><div class="content"> Global warming affects plants, birds and amphibians also.
Since the 1950s, many European plants flower a week earlier and lose their leaves 5 days later. </div><div class="content">
Birds and frogs are breeding earlier in the season.
Some butterflies now range 2 - 150 miles farther north than they did a few decades ago.</div><div class="content"></div><div class="content"> Warming could cause plant and animal extinction.
By 2050, carbon dioxide and other greenhouse gases could force the extinction of more than 1,000,000 of Earth’s land-dwelling plants and animals. </div><p style="margin: 0in 0in 10pt" class="MsoNormal">What You Can Do To Help!</p><div class="content"><ol>
3.
A new air filter could increase mpg by 10%.
Take your roof rack off your car when you aren't using it.
</ol></div> <p style="margin: 0in 0in 0pt; line-height: normal" class="MsoNormal">http://reference.aol.com/nowyouknow/culture?id=20050729163209990001</p><div>
<hr>
[1]http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.nativevillage.org/images/
</div>
เห็นด้วย กับคุณ mr. สุมิตรชัย คำเขาแดง ขอบใจที่ส่งข้อความมาว่า “ประเทศไทยเราก็น่าจะมีกลุ่มองค์กรอะไรซักอย่างที่ส่งเสริมการแก้ไขภาวะวิกฤติเช่นนี้ หรือนโยบายสิ่งแวดล้อมของกระทรวงวิทย์และสิ่งแวดล้อมน่าจะกำหนดไว้ หลายประเทศทำแล้วแต่เราเมืองไทย ก็ยังคงช้าและไม่ค่อยมีใครสนใจอยู่ดี ผมเห็นด้วยและจะพยายามเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ไปสู่บุคคลอื่นๆ” หวังว่า รัฐบาลคงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่
คนหลายพันล้านจะเผชิญกับภัยพิบัติโลกร้อน[1]
<p> </p>
คอลัมน์ โลกสามมิติ
โดย บัณฑิต คงอินทร์ [email protected] คนหลายพันล้านจะต้องเผชิญกับการขาดแคลนอาหารและน้ำและภัยพิบัติจากน้ำท่วมมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงของอากาศหรือภาวะโลกร้อน
นี่คือข้อสรุปอันน่าเศร้าของผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมหลายร้อยคนจาก 100 กว่าประเทศ ของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ “ไอพีซีซี” (UN Intergovernmental Panel on Climate Change - IPCC)
ไอพีซีซีได้เผยแพร่รายงานฉบับที่สองซึ่งเป็นผลการศึกษาของคณะทำงานของไอพีซีซีชุดที่ 2 (PCC Working Group II) ที่ชื่อว่า Climate Change 2007: Climate Change Impacts,Adaptation and Vulnerability เมื่อวันศุกร์ที่ 6 เมษายน 2007 ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมของไอพีซีซีที่ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
รายงานนี้เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงของอากาศไม่ใช่ปัญหาในอนาคตแต่เป็นปัญหาในปัจจุบันที่จะต้องจัดการโดยทันที และชี้ให้เห็นรายละเอียดผลกระทบต่อมนุษย์จากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิตั้งแต่ 0-5 องศาเซลเซียส และมาตรการในการแก้ไขปัญหาไว้ด้วย
ถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะทำให้ผลิตผลทางการเกษตรลดลงในแถบเส้นละติจูดต่ำ
ถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นในระหว่าง 2-3 องศาเซลเซียส จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในบริเวณแถบเส้นละติจูดสูงเพิ่มขึ้น
ถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียสจะทำให้พันธุ์สัตว์และพืชต้องสูญพันธุ์ประมาณ 30% และถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียสจะทำให้ปะการังชายฝั่งตายในบริเวณกว้าง
ทวีปแอฟริกาจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คนแอฟริกันประมาณ 75-250 ล้านคนทั่วทวีปแอฟริกาจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป การเกษตรที่อาศัยน้ำฝนจะลดลงกว่า 50% ในบางประเทศของทวีปแอฟริกา <table border="1" cellspacing="5" cellpadding="0" width="20%" class="MsoNormalTable" align="right" style="width: 20%; border: white 1pt dotted"><tbody><tr><td style="background: #ffe9ff; border: white; padding: 0.75pt"></td></tr></tbody></table>
ในเอเชียผลผลิตจากพืชจะเพิ่มมากกว่า 20% ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ลดลงกว่า 30% ในเอเชียกลางและเอเชียใต้
ประมาณ 20-30% ของพันธุ์พืชและสัตว์จะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นระหว่าง 1.5-2.5 องศาเซลเซียส และธารน้ำแข็งและหิมะจะละลายมากขึ้นจนทำให้ขาดแคลนน้ำจืดในบางประเทศ
รายงานยังระบุด้วยว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือคนยากจนซึ่งมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศน้อยที่สุด
”ประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศยากจนจะได้รับผลกระทบที่เลวร้ายจากผลของการเปลี่ยนแปลงของอากาศ” ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งกล่าว
ขณะที่ ราเจนทรา ปาเชารี ประธานไอพีซีซี บอกว่า มันรวมถึงคนยากจนในประเทศร่ำรวยด้วย และว่า คนยากจนเหล่านั้นมีเครื่องไม้เครื่องมือหรืออุปกรณ์น้อยที่สุดที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอากาศ
มาร์ติน พาร์รี ประธานร่วมของคณะทำงานชุดที่ 2 บอกว่า หลักฐานที่มีอยู่แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของอากาศกำลังส่งผลโดยตรงกับสัตว์ พืช และน้ำ
พาร์รีซึ่งเป็นหนึ่งนักวิทยาศาสตร์จำนวน 441 คนที่ทำวิจัยให้ ไอพีซีซีเป็นเวลา 5 ปี ยังบอกว่า “เมื่อ 5 ปีก่อนเราบอกว่าเราสามารถตรวจพบบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ ทว่า ขณะนี้เราพิจารณาชุดของข้อมูลจำนวนถึง 29,000 ชุด แล้วพบว่า 90% ของข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกนั้นมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศ” <table border="1" cellspacing="5" cellpadding="0" width="20%" class="MsoNormalTable" align="left" style="width: 20%; border: white 1pt dotted"><tbody><tr><td style="background: #ffffe8; border: white; padding: 0.75pt"></td></tr></tbody></table>
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้รวมถึงปรากฏการณ์ไม้ดอกออกดอกก่อนฤดูกาล การเปลี่ยนแปลงในผลิตผลการเกษตร การอพยพของแมลง และคลื่นความร้อนและพายุที่รุนแรง
มีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะเกิดคลื่นความร้อนมากขึ้น ผลกระทบของมันคือทำให้ผลิตผลทางการเกษตรลดลง มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น และเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็ก
ภัยพิบัติอีกอย่างหนึ่งที่มีโอกาสเกิดมากกว่า 90% นั่นคือน้ำท่วมซึ่งจะทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และไม่สามารถใช้ดินในการเพาะปลูกได้เพราะน้ำได้กัดเซาะหน้าดินจนดินไม่มีคุณภาพนอกจากนั้นยังทำให้น้ำใต้ดินถูกปนเปื้อน น้ำท่วมยังทำให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทัพย์สิน ตลอดจนโรคภัยอีกด้วย
รายฉบับนี้ได้เสนอมาตรการแก้ไขปัญหาโดยให้รัฐบาลวางมาตรการในการอพยพประชาชนไปตั้งถิ่นฐานใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศ อาทิ ผลกระทบจากผลผลิตทางการเกษตรลดลง พายุที่มีความรุนแรงมากขึ้น ความแห้งแล้งและคลื่นความร้อน และการขาดแคลนน้ำจืดจากการละลายของธารน้ำแข็ง
อีกมาตรการหนึ่งคือการสร้างเขื่อนป้องกันไม่ให้น้ำทะเลที่สูงขึ้นเข้าท่วมชายฝั่ง และสร้างเขื่อนหรือคลองระบายน้ำในพื้นที่ที่ธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการตัดต่อพันธุกรรมพืชให้มีความต้องการน้ำน้อยลง
นักการเมืองและนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้ออกมาตอบรับรายงานฉบับนี้ สตาฟโรส ไดมาส กรรมาธิการสิ่งแวดล้อมของยุโรปกล่าวว่า รายงานนี้ให้จุดเน้นเพิ่มขึ้นทั้งในเรื่องว่าจะดำเนินการอย่างเร่งด่วนอย่างไรเพื่อบรรลุข้อตกลงในการลดก๊าซเรือนกระจก และมีความสำคัญอย่างไรที่เราจะต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เป็นอยู่
เซอร์ มาร์ติน รีส์ ประธานราชสมาคม (Royal Society) บอกว่า นี่เป็นการปลุกให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ภาคอุตสาหกรรม และปัจเจกชนตื่นอีกครั้งหนึ่ง และว่าขณะนี้เรามีสิ่งชี้วัดผลกระทบที่เป็นไปได้จากภาวะโลกร้อนชัดเจนมากขึ้น และผลกระทบบางอย่างก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
“ความท้าทายในขณะนี้ก็คือการค้ำจุนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มั่นคงมากที่สุดเพื่อให้พวกเขาสามารถที่จะปรับตัวและส่งเสริมวิถีชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น” เขากล่าว
รายงานของไอพีซีซีจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศของโลกจำนวนหลายพันคน และนำเสนอต่อที่ประชุมไอพีซีซีเพื่อพิจารณาซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศต่างๆ 190 ประเทศ
ไอพีซีซีจะจัดประชุมเพื่อพิจารณารายงานฉบับที่ 3 ที่ชื่อว่า "Climate Change 2007:Mitigation of Climate Change" ที่ศึกษาโดยคณะทำงานชุดที่สาม ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2007 ที่กรุงเทพมหานคร โดยคณะทำงานชุดที่สามจะประชุมกันก่อนในระหว่างวันที่ 30 เมษายน-พฤษภาคม 2007 <p style="margin: 0in 0in 10pt" class="MsoNormal">
รายงานฉบับนี้จะเน้นไปที่แนวทางการหยุดการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกและอุณหภูมิของโลก</p>
<hr><p> </p>
[1] http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01tec08140450&day=2007/04/14§ionid=0143
</span></span>
โลกร้อน !! ความจริง ที่ไม่มีใครอยากฟัง[1] <p style="margin: 0in 0in 10pt" class="MsoNormal">ประเทศไทยเพิ่งคว้าตำแหน่ง “ประเทศที่อากาศร้อนที่สุดในโลก”</p><p style="margin: 0in 0in 10pt" class="MsoNormal">
เพิ่มเติมข้อมูลอีกนิด 28 เมษายนนี้ เมืองหลวงของเราจะร้อนที่สุดในรอบปี ผลจากการที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนทำมุมตั้งฉากกับเมืองแห่งนี้พอดิบพอดี
</p>
โลกร้อนขึ้นทุกวัน เรื่องนี้เห็นจะจริงเป็นอย่างยิ่ง แต่ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความจริงที่ไม่ค่อยมีใครยอมรับคือ *เราเองนี่แหละ* ที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ดาวสีฟ้านี้ร้อนระอุ
การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ให้พลังงาน วิถีชีวิตที่เน้นการบริโภคอย่างบ้าคลั่งเกินเลยจำเป็น ยิ่งช่วยเร่งสร้างมลภาวะอย่างก๊าซเรือนกระจกไปห่อหุ้มโลก ทำให้ความร้อนไม่อาจหลุดลอดออกไปภายนอกโลกได้
หากเปรียบไปก็เหมือนกับกบที่อยู่ในหม้ออบ อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่กว่าจะรู้ตัวว่าร้อนจนเป็นอันตราย ก็สายไปเสียแล้วสำหรับเจ้าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำตัวนี้
หากเปลี่ยน *กบ* เป็น *มนุษย์* จะมีไหมมือจากเพื่อนต่างดาวที่มาฉุดเราให้หลุดรอดไป เมื่อไม่อาจคาดหวัง
ดังนั้น การปรับเปลี่ยนที่ตัวเราเองจึงดูเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่า
ตามกลไกทางวิทยาศาสตร์ พลังงานจากดวงอาทิตย์จะแผ่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในรูปของคลื่นแสง ให้ความร้อนแก่โลก พลังงานบางส่วนทำให้โลกอบอุ่น ก่อนจะถูกแผ่กลับออกในห้วงอวกาศในรูปรังสีอินฟราเรด
แต่ก็มีบางส่วนที่ชั้นบรรยากาศโลกกักเก็บเอาไว้ ซึ่งนั่นเป็นข้อดี เพราะจะทำให้โลกมีอุณหภูมิไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป
เพราะถ้าเปรียบกับ *ดาวศุกร์* ที่มีก๊าซเรือนกระจกหนาก็จะทำให้ร้อนมาก หรืออย่าง *ดาวอังคาร* ที่แทบไม่มีก๊าซเรือนกระจกเลย ก็จะเย็นจัดจนสิ่งมีชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ไม่อาจอาศัยอยู่ได้
ทว่า ในความเป็นจริงที่เป็นอยู่ นับวันชั้นบรรยากาศโลกจะเก็บกักความร้อนเอาไว้มากขึ้น อันเนื่องจากปริมาณของก๊าซเรือนกระจกที่ห่อหุ้มชั้นบรรยากาศไว้ มีชั้นความหนาที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ ทำให้รังสีอินฟราเรดที่ควรจะหลุดลอดออกคล้ายถูกกำแพงสกัดกั้น คาร์บอนไดออกไซด์ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน), ก๊าซมีเทน จากการทับถมขยะ การเลี้ยงปศุสัตว์, ไนตรัสออกไซด์ จากการใช้ปุ๋ยและเผาป่า-เผาไร่หลังฤดูเก็บเกี่ยว
เหล่านี้คือตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของต้นตอที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแน่นอน อาจต้องก้มหน้ายอมรับว่า นี่เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์
มีตลกร้าย (ที่ขำไม่ค่อยออก) เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่อยากเล่าให้ฟัง
วันหนึ่ง บนโต๊ะอาหารเช้า ลูกสาวตัวน้อยถามคุณพ่อ "คุณพ่อค่ะ เราจะแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนกันอย่างไร?"
พ่อเผยยิ้ม แล้วว่า "ท่านประธานาธิบดีก็คงจะทำเหมือนที่พ่อทำให้หนูทุกเช้า คือเอาน้ำแข็งก้อนมาหย่อนในแก้วน้ำให้มันเย็นลง ท่านคงลงทุนให้ตัดน้ำแข็งก้อนมหึมาจากขั้วโลก แล้วใช้เฮลิคอปเตอร์ผูกเชือกโยง ขนส่งมาหย่อนลงกลางมหาสมุทร ทีละก้อนๆ ให้อุณหภูมิผิวทะเลเย็นลงยังไงละ"
เรื่องเล่าข้างต้นอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง "An Inconvenenient Truth" ที่เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมปีล่าสุด ที่บัดนี้ หนังสือในชื่อเดียวกัน ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้วโดยสำนักพิมพ์ "มติชน"
*ผู้เขียนคือ อัล กอร์*
*ผู้แปลคือ คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์*
และสำหรับชื่อในภาคภาษาไทย "โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" อยากให้ฟัง *คุณากร* อธิบายถึงที่มา
"จริงๆ แล้วก็แปลมาจากชื่อต้นฉบับนั่นแหละ คือตอนแรกผมก็พยายามที่จะไม่ใช้ชื่อนี้ เพราะชื่อ "ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" นี้กลัวมันจะไม่ติดหูคน แต่สุดท้ายผมก็ต้องกลับมาใช้ชื่อที่แปลมาจากคำว่า An Incovenient truth โดยตรง เนื่องมาจากสาเหตุอย่างหนึ่งคือ ในหนังสือ เวลาพูดถึงประเด็นอะไรก็แล้วแต่ มันจะกลับมาพูดถึงสิ่งที่คนไม่ค่อยจะเชื่อ"
สอดคล้องกับภาษิตของ มาร์ก ทเวน ที่ *อัล กอร์* หยิบมาโควตไว้ในหนังสือ...
*"สิ่งที่คุณไม่รู้ไม่ได้สร้างปัญหาให้คุณ สิ่งที่คุณมั่นใจว่ารู้แต่กลับรู้ไม่จริงต่างหากที่เป็นปัญหา"*
ดังนั้น ใครต่อใครจึงพยายามที่จะปัดความรู้นี้ออกไป ความรู้ที่ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมลภาวะให้กับโลก บ้างละเลย แกล้งหลงลืม เพียงเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบกับการกระทำของตนเอง
หนังสือ "โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" ประเด็นหลักจึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างที่มีให้เห็นมากมาย แต่ทว่า มันคือเรื่องของ "จริยธรรม" เพราะความจริงที่หนังสือบอก บางเรื่องเราอาจเคยรับรู้รับฟังมาบ้างแล้ว แต่เราก็ปล่อยวางไม่สนใจ ตราบเมื่อไม่มีคนตาย ไม่มีความเสียหาย ผู้คน รวมถึงสื่อมวลชนต่างๆ ก็ไม่พูดถึง
"กรณีศึกษาต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้บอกว่าเราต้องใส่ใจนะ เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับเรา มันเป็นเรื่องของสำนึก ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ก่อปัญหา และเราเองนี่แหละที่จะต้องเป็นผู้ร่วมแก้ปัญหานี้ ซึ่งในหนังสือเองก็บอกแล้วว่าเราสามารถทำได้ ตั้งแต่วิธีการเล็กๆ ไปจนถึงวิธีการใหญ่ๆ ไม่มีข้อแม้ใดๆ ที่จะมาบอกว่า ฉันตระหนักกับปัญหา แต่ฉันแก้มันไม่ได้ ก็เลยปล่อยให้เป็นไป เรื่องของเรื่องคือว่า คุณจะแก้มันหรือเปล่านั่นแหละ นี่คือประเด็นทางจริยธรรม" คำพูดของคุณากรนั้นเข้มข้นจริงจัง
มาทางฟากฝั่งของผู้เขียน ความประทับใจของ อัล กอร์ เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในประเด็นโลกร้อนนั้น เกิดขึ้นในสมัยเรียนระดับปริญญาตรี เขาได้มีโอกาสศึกษากับ รีเจอร์ รีวิลล์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่ค้นพบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก โดยอาศัยการวิเคราะห์ผลตรวจวัดจากสถานีวิจัยบรรยากาศ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ณ เกาะหลัก หมู่เกาะฮาวาย
อัล กอร์ ชื่นชอบและเห็นความสำคัญของเรื่องนี้
เมื่อศึกษาเรื่องนี้จนตระหนัก และคิดว่าเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ทุกคนต้องรับรู้ อัล กอร์ จึงตระเวนไปฉายสไลด์และพูดตามที่ต่างๆ ไม่หยุดหย่อน
ไม่ใช่เฉพาะในอเมริกา เขายังเดินทางมาประเทศในเอเชีย อย่างจีน ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับการแข่งขันพัฒนาตัวเองของประเทศ
เขาเขียนไว้ในหน้าบทนำของหนังสือ ตอนหนึ่งว่า *"เชื่อกันว่าการสูญพันธุ์ที่กวาดล้างไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว เกิดจากดาวเคราะห์น้อยพุ่งปะทะโลก แต่การสูญพันธุ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งใหม่นี้กลับมีมนุษย์เป็นต้นเหตุ"*
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้อีกอย่างหนึ่งคือ การที่ผู้เขียน คือ อัล กอร์ ซึ่งไม่ได้เป็นนักวิชาการ เป็นผู้เล่าเรื่อง ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ผูกติดกับภาษาที่เป็นวิชาการ ตลอดจนกรอบการเขียนใดๆ หนังสือเล่มนี้จึงถูกออกแบบมาให้เหมาะกับบุคคลทั่วไป อ่านทำความเข้าใจได้ง่าย และข้อมูลที่ให้ก็ตรงกับที่นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยทำการศึกษาอยู่
*เนื้อหาทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริง*
อ่านสนุก อ่านเพลิน แต่ที่อยากย้ำ *นี่คือเรื่องจริงไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์*
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีเสน่ห์คือลูกเล่น และวิธีการเล่าเรื่อง การที่ผู้เขียนตัดสลับชีวิตของตัวเองเข้ามาเป็นช่วงๆ แม้อาจดูเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ทว่านี่แหละที่ทำให้อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยประธานาธิบดี บิล คลินตัน ผู้นี้ดูเป็นคนธรรมดา
ชีวิตของ อัล กอร์ ก็เหมือนกับบุคคลอื่นทั่วไป สุข ทุกข์ วิ่งวนเป็นวัฏจักรไม่ได้ต่างอะไรไปจากเราๆ ท่านๆ ต่างก็แต่วิกฤตในชีวิตของเขาหลายๆ ครั้ง ได้รับการแปรเปลี่ยนเป็นโอกาส
การเกือบสูญเสียลูก กับการตระหนักว่าเราจะต้องสูญเสียโลก
การสูญเสียพี่สาว ด้วยโรคมะเร็งปอดผลจากการสูบบุหรี่จัด กับความรับผิดชอบของตระกูลกอร์ที่เลิกปลูกยาสูบไปตลอดกาล
นั่นคือความธรรมดาที่จะทำให้เรารู้สึกร่วมไปกับหนังสือ
"อัล กอร์มีบุคลิกพิเศษ คือเขาเล่าเรื่องโดยเอาตัวเองมาเป็นแกนกลาง ทำให้คนติด ทำให้มันดูมีชีวิต อย่างกรณีลูกประสบอุบัติเหตุ หรือการที่เขาต้องสูญเสียพี่สาว ก็เอามาเปรียบเทียบกับโลก ทำให้หนังสือมีเลือดเนื้อ
"ชีวิตของเขานี่แหละที่ยึดตรึงเรื่องให้อยู่ด้วยกัน มีเอกภาพ การทำแบบนี้ทำให้เรื่องราวไม่ไกลไปจากจากชีวิตผู้อื่น มันเป็นประสบการณ์สากล" ผู้แปลพูดถึงผู้เขียน
หนังสือ "โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" ไม่เพียงแต่ฉายปรากฏการณ์ หรือการนำเสนอที่หวือหวาด้วยรูปภาพ กราฟข้อมูล แต่ยังบอกถึงวิธีการแก้ปัญหาอย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยรวบรวมมา ซึ่งจะเห็นว่า เราเองสามารถทำได้ แค่เพียงเปลี่ยน...
...เปลี่ยนเป็นถอดปลั๊กเมื่อปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า, เปลี่ยนเป็นใช้บริการขนส่งมวลชน, เปลี่ยนเป็นลดสินค้าฟุ่มเฟือย, เปลี่ยนเป็นใช้ผลิตภัณฑ์ที่หมุนเวียนมาใช้ใหม่ได้, เปลี่ยนเป็นบริโภคเนื้อให้น้อยลง, เปลี่ยนเป็นใช้สินค้าที่ผลิตในท้องถิ่น ฯลฯ
ยังมีอีกหลายวิธีการที่เราสามารถช่วยโลกใบนี้ได้
*อยู่ที่ว่าจะเปิดใจยอมรับ และยอมเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า เท่านั้นเอง*</span> <div>
<hr>
[1] http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra01160450&day=2007/04/16§ionid=0131
</div>
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมบล๊อคผมครับ
มหันตภัยโลกร้อน : ฝันร้ายของภาคเกษตร[1]
<p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">
ขณะนี้วงการวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นมหันตภัยร้ายที่เป็นผลพวงมาจาก “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” หรือที่เรียกกันว่า greenhouse effect </p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">
ซึ่งนับวันจะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันของคนเราที่ส่งผลให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกอย่างต่อเนื่องอาทิ คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซมีเทน ไนตรัสออกไซด์ ฯลฯซึ่งก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้จะห่อหุ้มผิวโลกกั้นการสะท้อนกลับของรังสีอินฟราเรดจนความร้อนในโลกไม่อาจสะท้อนออกไปนอกโลกเกิดเป็นภาวะโลกร้อนที่คุกคามความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนโลก</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">
ความจริงที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือโลกกำลังร้อนขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้น 0.6 องศาเซลเซียส ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากภาวะการณ์นี้ อากาศแปรปรวนฝนตกหนักมากขึ้นจนเป็นพายุฝน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกิดภาวะแล้งมากขึ้นและเร็วขึ้นรวมทั้งนานขึ้นซึ่งแน่นอนว่าภาวะเช่นนี้ต้องส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในส่วนของไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมการติดตามและศึกษาผลกระทบที่จะมีต่อบ้านเราในด้านเกษตรกรรมจึงนับเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญอย่างมาก</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">
ในงานสัมมนาทางวิชาการเรื่อง”การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก : ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย” จัดโดยโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนโดย Danish International Development Agency (DANIDA) สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่นมีการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยรวมทั้งเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริหารระดับท้องถิ่นตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบจากภาวะโลกร้อนต่อไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">
นายสหัสชัย คงทนนักวิชาการสำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดินกรมพัฒนาที่ดินกล่าวถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกต่อภาคเกษตรกรรมว่าสาขาการผลิตที่ผูกพันกับสภาพธรรมชาติมากยิ่งเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มสูงขึ้นภาคเกษตรจึงมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มาก</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">ไทยเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่พึ่งพาสาขาเกษตร โดยเฉพาะด้านกสิกรรมมีพืชเศรษฐกิจหลายชนิดที่เป็นสินค้าส่งออกและเป็นสินค้าเริ่มต้นเพื่อการผลิตในสาขาอื่นในประเทศเช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อยสภาพดินฟ้าอากาศจึงมีผลต่อการผลิตของพืชเหล่านี้เป็นอย่างมากการศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคเกษตรจึงมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับการปรับตัวแต่เนิ่นๆเพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">
นายสหัสชัยกล่าวว่าจากการศึกษาในเอเชียรายงานของสถาบัน United States Environmental Protecttion Agency’s ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกว่ามีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวซึ่งเป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากข้าวสาลี และเป็นพืชที่มากกว่า 90% ปลูกอยู่ในเอเชียคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถเพิ่มผลผลิตได้เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">
สรุปได้ว่าผลผลิตข้าวในเอเชียมีแนวโน้มลดลง-3.8% ภายใต้สภาวะภูมิอากาศในศตวรรษหน้าการลดลงของผลผลิตจะเกิดขึ้นในพื้นที่ประเทศไทย บังกลาเทศ จีนตอนใต้ทางตะวันตกของอินเดียนอกจากการลดลงของผลิตข้าวแล้วลักษณะทางสรีรวิทยาของพืชก็มีการเปลี่ยนแปลงส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการ เช่นในบริเวณเส้นรุ้งที่สูงขึ้นไปอุณหภูมิจะสูงขึ้นทำให้พืชมีฤดูปลูกที่ยาวนานขึ้นต้องมีการปรับวันปลูกของพืชบางพันธุ์รวมถึงการปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">
ส่วนการศึกษาในประเทศไทยนักวิชาการคนเดียวกัน กล่าวว่าภาพรวมพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากปริมาณก๊าซที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั้นมีแนวโน้มที่จะทำให้ผลผลิตของพืชลดลงเรื่อยๆแต่ขนาดของผลกระทบแตกต่างกันไปในแต่กรณี เช่น พื้นที่ปลูกข้าวใน จ.สุรินทร์มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ดพื้นที่ปลูกข้าวโพดใน จ.นครราชสีมา ก็มีความอ่อนไหวมากกว่าพื้นที่ จ.นครสวรรค์เกษตรกรที่ปลูกพืชโดยใช้ปุ๋ยเคมีมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงน้อยกว่าเกษตรกรที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมี</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">
”ถ้าโลกร้อนและฝนแล้งคาดว่าดินขาดความชื้น อินทรีย์วัตถุสลายตัวเร็วขึ้น ระดับน้ำใต้ดินต่ำพื้นที่ผลิตพืชที่เหมาะสมมีน้อยลง และผลผลิตต่ำเพราะสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมคุณภาพผลผลิตเลวลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อพืชผักที่เป็นสินค้าส่งออกแน่นอนแหล่งปลูกพืชก็น้อยลงเพราะพื้นที่ชลประทานมีจำกัด </p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">จะมีโรคแมลงระบาดเพราะอากาศอบอุ่นขึ้น วัชพืชร้ายแรงแพร่ขยายสู่พื้นที่การเกษตรแต่ถ้าโลกร้อนและฝนชุกหน้าดินถูกชะล้างพังทลาย น้ำท่วม แผ่นดินถล่มแหล่งน้ำตื้นเขิน ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ สูญเสียธาตุอาหารพืช ผลผลิตต่ำทั้งยังเกิดโรคระบาดสัตว์ ส่วนพื้นที่ปลูกพืชไร่ไม้ผลจะน้อยลงเพราะถูกน้ำท่วมขังอากาศชื้นส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย สิ้นเปลืองพลังงานในการอบเมล็ดให้แห้ง”นายสหัสชัยวิเคราะห์ผลกระทบให้ฟัง และสรุปว่า “ผลผลิตข้าวมีแนวโน้มลดลงข้าวโพดจะลดลงเมื่อคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น 1.5 เท่าและจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อคาร์บอนไดออกไซด์เป็น 2 เท่าผลผลิตมันสำปะหลังมีแนวโน้มลดในปีที่ค่อนข้างแห้งแล้งผลผลิตอ้อยแนวโน้มเพิ่มขึ้น”
อย่างไรก็ตามนักวิชาการผู้นี้ได้ให้แนวทางบรรเทาปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศตลอดจนวิธีการที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกว่าในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความร้อนทำให้ปริมาณน้ำในดินลดลง ระดับน้ำใต้ดินต่ำควรจัดสร้างแหล่งน้ำในไร่นาและปลูกพืชคลุมดินปรับเปลี่ยนชนิดพืชปลูกบางพื้นที่ที่มีฝนตกชุกเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินถล่มต้องมีการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อชะลอการไหลบ่าของน้ำโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเทต้องหยุดการตัดไม้เผาป่าเกษตรกรต้องไม่เผาทำลายฟางข้าวหรือใบอ้อยเนื่องจากเป็นการเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แต่ควรเปลี่ยนมาทำปุ๋ยหมักแล้วนำไปใช้ในไร่นา</p>
การระบาดของแมลงศัตรูพืชและโรคพืชการแพร่กระจายของวัชพืชร้ายแรงเข้าสู่พื้นที่การเกษตรเป็นเหตุให้ผลผลิตถูกทำลายฤดูกาลที่ยาวนานขึ้นหรือมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นจะมีแนวโน้มทำให้เพิ่มผลในบางพื้นที่บางพื้นที่อาจแล้งยาวนานนักส่งเสริมเกษตรหรือนักวิชาการเกษตรต้องให้คำแนะนำการปลูกพืชที่เฉพาะเจาะจงกับชนิดดินและพื้นที่ <p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">ขณะเดียวกันนักปรับปรุงพันธุ์พืชต้องพัฒนาพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับท้องถิ่นและชนิดปัญหานอกจากนี้การวางแผนการใช้ที่ดินจะบรรเทาผลกระทบได้รวมถึงปรับปรุงการจัดการดินและน้ำ การจัดการดินและธาตุอาหารเฉพาะพื้นที่พัฒนาพันธุ์พืช ปรับเปลี่ยนฤดูปลูกฟาร์มเลี้ยงสัตว์ต้องนำมูลสัตว์มาใช้เป็นก๊าซหุงต้มและนำกลับไปเป็นอินทรีย์วัตถุให้กับพืชและท้ายสุดสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชนในภาคเกษตรนั่นเอง</p> อย่างไรก็ตามนักวิชาการก็ยังไม่ด่วนสรุปเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบต่อภาคเกษตรจำเป็นต้องวิจัยหาคำอธิบายหรือคำตอบกันต่อไป <div>
<hr>
[1] http://www.biothai.net/news/view.php?id=2501
</div>