โลกร้อน…สัญญาณหายนะมนุษยชาติ(2) [1]  ภาวะโลกร้อน”…..

เป็นภัยพิบัติที่มาถึง โดยที่เราทุกคนต่างทราบถึงสาเหตุของการเกิดเป็นอย่างดี นั่นคือ การที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล” เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน กระทั่งมีการลงนามในอนุสัญญาให้มีผลบังคับใช้ของ “พิธีสารเกียวโต” ซึ่งเป็นอนุสัญญาเกี่ยวกับสภาพภูมิ อากาศนานาชาติฉบับเดียวที่มีจุดประสงค์ เพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นต้นตอปัญหา แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ และชาวโลกยังคาดหวังกับมันเกินฐานะที่เป็นจริง…..

อย่างไรก็ดี ทั้งเรื่องการเผาพลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไร้ขีดจำกัด ไล่มาถึง “ความล้มเหลว” ของพิธีสารเกียวโต” เป็นต้นตอเพียงบางส่วนที่ทำให้โลกตกอยู่ในภาวะ “วิกฤติโลกร้อน” เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงมันเกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะจาก “ความเห็นแก่ตัว” ของคนบางกลุ่มกำลัง “หากิน” กับ “โลกร้อน” อย่างขมีขมัน…..

Carbon Trade Fair

คาร์บอนกำลังจะเป็นสินค้าสุดฮอตในตลาดโลก และจะเป็นสินค้าที่มีตลาดใหญ่ที่สุดด้วย”

นี่ไม่ใช่การวิเคราะห์ที่ไกลความเป็นจริง ผู้ที่มีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมเกี่ยวเนื่องกับสาระของ “พิธีสารเกียวโต” หลายครั้ง ต่างรู้สึกตรงกันว่ามันไม่ใช่เวทีประชุมเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอีกต่อไป แต่เป็นมหกรรมแสดงสินค้า” ที่เรียกว่า “คาร์บอน” หรือ “Carbon Trade Fair” มากกว่า

กลุ่มเครือข่ายผู้สนับสนุนสิ่งเหล่านี้ต่างคุยว่าด้วยโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต” จะเป็นการเพิ่มการลงทุนในชนบทและสามารถช่วยลดความยากจนได้ แต่ในความเป็นจริง “คาร์บอนเครดิต” กลับเป็นช่องทางทำกินของคนบางกลุ่ม…..

บรรษัทอุตสาหกรรม” ซึ่งผูกติดอยู่กับการทำเหมืองและการบริโภคเชื้อเพลิงฟอสซิล พยา ยามขวางไม่ให้ตัวแทนสหรัฐผูกมัดตัวเองกับการลดการปล่อยก๊าซพิษ โดยในการเจรจาพิธีสารเกียวโต” บรรษัทเหล่านี้ได้สั่งให้ตัวแทนสหรัฐและประเทศร่ำรวยอื่นๆ ยืนยันที่จะยอมให้มีการแลกเปลี่ยนค้าขายสิทธิ หรือ “เครดิต” ในการปล่อยได้ เพื่อเป็นหนทางหนึ่งที่จะลดให้ได้ตามเป้าหมาย พวกเขาให้เหตุผลว่าอย่างน้อยนี่จะเป็นการ “ถ่วงเวลา” หรือหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำธุรกิจ…..”บริ ษัทผลิตไฟฟ้า” มองการปลูกป่าว่าเป็นวิธีการราคาถูกและง่ายที่จะโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้บริ โภคเห็นว่าพวกเขากำลังลดอยู่

บริษัทพลังงาน” บางรายยืนยันที่จะ “ผลาญพลังงาน” ต่อไป โดยหวัง “ไถ่บาป” ด้วยการ “ปลูกป่า” แทน บริษัทอเมริกันบางแห่งที่ปล่อย “คาร์บอนไดออกไซด์” ได้เซ็นสัญญามูลค่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐ กับคอสตาริกา เพื่อจ้างชาวนาให้ปลูกต้นไม้และดูแลเป็นเวลา 15-20 ปี เช่น “อเมราดาแก๊ส” ที่ได้รับยี่ห้อ “Climate Care” จากการปลูกป่าที่ยูกันดา , “ซันคอร์อีเนอร์จี” บริษัทขุดเจาะกลั่นและขายน้ำมันของแคนาดา ร่วมกับเซาเธิร์นแปซิฟิกปิโตรเลียม” และ “เซ็นทรัลแปซิฟิกมิเนอรัลส์” ในโครงการปลูกต้นไม้พื้นเมือง 180,000 ต้น ในรัฐควีนส์แลนด์ เพื่อ “ชดเชย” คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา…..”บริษัทนายหน้าและธนาคาร” คาดหวังจะได้ค่าคอมมิชชั่น” จากการเป็นนายหน้าตาม “ตลาดคาร์บอน”

องค์กรอย่างสหพันธ์กักเก็บคาร์บอนนานาชาติ” และ “อเมริกันฟอร์เรสท์” ก็กำลังวางแผนการตลาดค้าคาร์บอนเครดิต” ไม่เว้นกระทั่ง “นักวิชาการเพื่ออุตสาหกรรม” ที่มองว่า แนวโน้มต่างๆเหล่านี้เป็นโอกาสให้มีการตั้งสถาบัน สร้างงานและเกียรติยศให้กับมืออาชีพจำนวนมากที่อยากทำวิจัย รับรองและบริหารโครงการปลูกป่า
บริษัทที่ปรึกษาต่างๆ สามารถกอบโกยผลประโยชน์ในการตรวจ สอบและรับรองโครงการเหล่านั้น  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เอ็นจีโอ”บางกลุ่ม…นายหน้าคาร์บอน

ธนาคารโลก” หวังประโยชน์ 2 ต่อจากการสนับสนุนการพัฒนาเชื้อเพลิงฟอสซิลในประ เทศกำลังพัฒนา แล้วคอย “เก็บกวาด” ทีหลังจากโครงการปลูกป่า แล้วยังใช้เงินทุนสนับสนุนจากบริ ษัทไฟฟ้ากับรัฐบาลยุโรปเหนือเพื่อพัฒนา “กองทุนคาร์บอนต้นแบบ”(Clean Development Fund-CDF) ที่มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ “ตลาดก๊าซเรือนกระจกของโลก”
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>และมีโครงการต่างๆ สำหรับประเทศทางใต้อยู่เต็มมือ โดยวางแผนจะผลักดันให้มีธนาคารคาร์บอน” หรือตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนขึ้นมา อีกทั้งใน “เอกสารลับ” ยังระบุว่าจะกิน “หัวคิว” 5% จากการซื้อขาย “คาร์ บอนเครดิต” ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา

นักวิชาการ” จากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก กับ มหาวิทยาลัยฟลอริดา ก็กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการหาวิธีรับรองและตรวจสอบการดูดซับคาร์บอน หรือแม้แต่ นักวิชาการไทย” ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมท่านหนึ่งยังเคยกล่าวว่าหากประเทศไทยรับโครงการ CDF แต่ละหน่วยงานจะต้องไปหาซื้อเซฟใหญ่มาเก็บเงินที่จะไหลมาเทมา”

แม้แต่เอ็นจีโอบางกลุ่ม ซึ่งตั้งตัวเองเป็นนายหน้าคาร์บอน และผู้เชี่ยวชาญการดูดซับคาร์บอน ก็หวังว่าจะได้การยอมรับจากผู้สนับสนุนหรือเพื่อนพ้องในรัฐบาลและธุรกิจว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวทางตลาดเสรีที่กำลังเป็นกระแสหลักในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม”

ภาวะโลกร้อน…ภาวะสิ้นหวัง

ขณะที่คนหลายกลุ่มกำลังหากิน” กับภาวะโลกร้อนอย่างขมีขมัน โลกก็ไม่ได้อยู่เฉยให้พวกเขากอบโกย เพราะระเบิดเวลาทางนิเวศน์กำลังเดินต่อไป” โดยหนังสือพิมพ์ดิ อินดิเพนเดนท์ ของอังกฤษ รายงานว่า
ถึงภาวะ “นับถอยหลัง” สู่ “หายนะ” อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยโลกอาจเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถกลับตัวได้ ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี

ข้อมูลข้างต้นมาจากรายงานเรื่อง “การเผชิญความท้าทายของสภาพอากาศ” ของ 3 สถาบันคือสถาบันเพื่อการวิจัยนโยบายสาธารณะของอังกฤษ ศูนย์เพื่อความก้าวหน้าของอเมริกา และสถาบันออสเตรเลีย ซึ่งระบุว่า…..

จุดอันตรายจะส่งสัญญาณเมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส เหนืออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 1750 ก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม”!!!

ขณะที่ในปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยได้สูงขึ้นจากช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว 0.8 องศา และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผลที่จะเกิดตามมาจากการเพิ่มขึ้นต่างๆ เหล่านี้อาจรวมถึง “ความล้มเหลวทางการเกษตร” ความแห้งแล้งครั้งใหญ่ ตลอดจนโรคระบาดชุกชุม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และป่าไม้แห้งตาย
 ผนวกกับข่าวร้ายพืดน้ำแข็ง(ice sheet) ขนาดมหึมาในด้านตะวันตกของแอนตาร์กติก มีมวลน้ำ แข็งถึง 3.2 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร ที่กำลังสูญเสียเสถียรภาพ ถ้าละลายทั้งหมดจะยกระดับน้ำทะเลทั่วโลกให้สูงขึ้นอีก 16 ฟุต หรือ 4.8 เมตร และถ้ารวมกับน้ำแข็งที่กรีนแลนด์และขั้วโลกเหนือที่กำลังหลอมละลายอย่างรวดเร็ว จะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นอีก 20 ฟุต หรือ 5-6 เมตร…..

รวมเหนือ-ใต้แล้วอาจทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น 12 เมตร!!!

ปัญหาด้าน “สุขภาพ” ก็เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จาก “ภาวะโลกร้อน” เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้นส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของ “ยุง” มากขึ้น ซึ่งนำมาสู่การแพร่ระบาดของ “ไข้มาเลเรีย” และ “ไข้ส่า” นอกจากนี้โรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น “อหิวาตก โรค” ซึ่งจัดเป็นโรคที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วโรคหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวด เร็วและต่อเนื่อง จากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้น

คำเตือน” จากองค์การสหประชาชาติ เกี่ยวกับ "วิกฤติโลกร้อน" จึงถือเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่บอกให้รู้ว่าสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ปรากฏขึ้นอย่างแจ้งชัด ดังนั้นสมควรหรือไม่ที่จะรอจนกว่าจะค้นพบข้อมูลมากขึ้น หรือมีความรู้ในการแก้ไขมากขึ้น ซึ่ง ณ เวลานั้นสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไขได้!!!
<div>
<hr>

[1] http://www.naewna.com/news.asp?ID=54821

</div>