ยูเอ็น”เตือนโลกร้อนฉบับที่ 2 ทำเสียหายมหึมา-เอเชียหนัก”[1]



ยูเอ็น”สรุปภาวะโลกร้อนฉบับที่ 2 สร้างค่าเสียหาย 23,700 ล้านดอลลาร์ ถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ชี้ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเพิ่มระดับน้ำขึ้น 1 เมตร เสียหายในเชิงเศรษฐกิจมากถึง 944,000 ล้านดอลลาร์ เกือบครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในเอเชีย วอนทุกชาติร่วมมือ เตรียมแถลงเป็นทางการ 6 เม.ย.



เมื่อวันที่ 31 มีนาคม สำนักข่าวเอเอฟพีเผยแพร่เนื้อหาบางส่วนของร่างรายงานวิจัยสำรวจว่าด้วยภาวะโลกร้อนฉบับที่ 2 ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งกำหนดจะมีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ในปลายสัปดาห์หน้านี้
  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รายงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวิจัยเพื่อทบทวนข้อเท็จจริงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศระหว่างประเทศ (ไอพีซีซี) ที่เป็นการระดมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศทั่วโลกมาเป็นผู้จัดทำและกำหนดจะเผยแพร่เป็น 3 ฉบับ โดยเผยแพร่ฉบับแรกไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เนื้อหามุ่งเน้นสำรวจวิจัยและคาดการณ์ถึงผลกระทบทางกายภาพของโลกอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อนในช่วง 1 ศตวรรษนี้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ในขณะที่ฉบับที่ 2 จะเป็นการประเมินค่าความเสียหายอันสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งนี้ ถือว่าเป็นโครงการศึกษาวิจัยด้านนี้ใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการนำเสนอรายงานของยูเอ็นไปเมื่อปี 2534 ที่ผ่านมา

ในร่างรายงานฉบับที่ 2 ของยูเอ็นระบุชัดเจนว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศของโลกอาจมีมูลค่ามหึมาได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุและไม่มีการ เตรียมการที่ดีพอเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยความเสียหายดังกล่าวจะเกิดขึ้นจาก</p><ul>

  •  ภาวะการขาดแคลนน้ำ,
  • ความเสียหายจากพายุฤดูร้อน,
  • ความเสียหายจากภาวะแห้งแล้งจัด,
  • การสูญเสียสัตว์และพืชบางสายพันธุ์ และ
  • การเกิดโรคใหม่ๆ หรือ
  • การแพร่ระบาดของโรคในหมู่มนุษย์ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ
  • </ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รายงานของยูเอ็นฉบับนี้ระบุว่า ความเสียหายในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนนั้นจะเท่ากับประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกในทุกๆ 2-3 องศาเซลเซียส ที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รายงานดังกล่าวสรุปไว้ว่าค่าเสียหายโดยประมาณของโลกนั้นจะอยู่ที่ระหว่าง 300-400 ดอลลาร์ต่อปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ที่เราปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศของโลก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทั้งนี้ หากคำนวณจากปริมาณของก๊าซดังกล่าวที่ถูกปล่อยขึ้นไปสู่บรรยากาศในช่วงปี 2548 ที่มีปริมาณรวม 7,900 ล้านตันแล้ว มูลค่าความเสียหายดังกล่าวจะอยู่ระหว่าง 23,700 ล้านดอลลาร์ ถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

    ตอนหนึ่งของรายงานชิ้นนี้ระบุว่า ภายในปี 2080 (พ.ศ.2623) จะมีประชากรบนโลกอยู่ในสภาพขาดแคลนน้ำระหว่าง 1,100-3,200 ล้านคน อีก 200-600 ล้านคน จะอยู่ในสภาพอดอยากหิวโหย และจะมีคนไร้ที่อยู่เพราะเกิดสภาพน้ำท่วมพื้นที่ชายฝั่งจากภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตรา 2-7 ล้านคนต่อปี

    รายงานตอนหนึ่งระบุว่า ภาวะที่จะก่อให้เกิดความเสียหายเชิงเศรษฐกิจมากที่สุดคือภาวะอากาศแบบสุดโต่ง อาทิ พายุ ภาวะแห้งแล้ง และน้ำท่วมแบบรุนแรง ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้มากอย่างยิ่งว่าจะเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งกว่าเดิม และเกิดขึ้นรุนแรงกว่าเดิม

    ในกรณีที่ภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายนั้น รายงานฉบับนี้ระบุว่า ในกรณีที่มีการเพิ่มระดับน้ำขึ้น 1 เมตร จะสร้างความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจให้กับโลกมากถึง 944,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งความเสียหายราวครึ่งหนึ่งของปริมาณดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย
    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>โดยรายงานชิ้นนี้ระบุว่าถ้าหากมีการเตรียมการเพื่อการรับมือไว้ก่อนหน้าจะบรรเทาความเสียหายให้ลดลงได้มาก อย่างเช่น ในกรณีที่ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 65 ซม. จะก่อความเสียหายให้กับจีนราว 5,200 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าหากมีการเตรียมการเพื่อป้องกันไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะใช้เงินเพียง 400 ล้านดอลลาร์เท่านั้นเอง

    ร่างรายงานดังกล่าวนี้จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติเป็นเวลา 4 วัน เพื่อสรุปถ้อยคำและเนื้อหาที่จะเผยแพร่อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เมษายนนี้ต่อไป

    สำหรับความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่น่าสนใจที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะโลกร้อนนั้นปรากฏว่า เมื่อเวลา 19.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย (16.30 น.ตามเวลาไทย) ของวันเดียวกันนี้ ทางนครซิดนีย์ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรเลีย ได้ปิดไฟมืดทั่วทั้งเมืองโดยสมัครใจเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ตามการรณรงค์ของกองทุนโลกเพื่อสิ่งแวดล้อม (เวิร์ลด์ไวด์ไลฟ์ ฟันด์) ที่ใช้เวลาเตรียมการนานถึง 10 เดือน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักและตื่นตัวเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและการขาดแคลนพลังงานในอนาคต

    เอเอฟพีระบุว่า ทางการนครซิดนีย์เห็นพ้องกับการรณรงค์ดังกล่าวเช่นเดียวกับประชากรส่วนใหญ่จากจำนวน 4 ล้านคนของนครแห่งนี้ที่จะปิดไฟในบ้านทุกดวง นอกจากนั้น โรงละครโอเปร่าในอ่าวซิดนีย์ และสะพานฮาเบอร์บริดจ์ อันเลื่องชื่อจะตกอยู่ในความมืดมีเพียงแสงจันทร์เท่านั้นตลอดเวลาการรณรงค์ นอกเหนือจากนั้นโครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากบริษัทห้างร้านต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้สัญลักษณ์โคคา-โคลา ที่เป็นไฟนีออนขนาดใหญ่ที่ย่านคิงครอส ของนครซิดนีย์จะดับสนิทเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ติดตั้งไว้เมื่อปี 2517 เรื่อยมา

    นอกเหนือจากการดับไฟดังกล่าวแล้วในวันเดียวกันนี้ นายจอห์น โฮเวิร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ประจำปีนี้ในเดือนกันยายนที่จะถึง แถลงว่า ภาวะโลกร้อนจะเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการประชุมสุดยอดเอเปคครั้งนี้อีกด้วย

    ด้านนายสุชาติ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งจัดพิมพ์หนังสือโลกร้อน…ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง” ของนายอัลกอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ความจริงเรื่องของภาวะโลกร้อนมีผลการวิจัย ผลการศึกษาจากกลุ่มต่างๆ มานานแล้ว หรือ เรื่องปรากฏการณ์เรือนกระจก มีการให้ความรู้กันมานาน 10 กว่าปีแล้ว แต่ว่าคนทั่วโลกก็ยังไม่ตระหนักถึงภัยที่เกิดจากภาวะโลกร้อน เพราะว่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ขณะนี้สภาพของสิ่งแวดล้อมโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด มีภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง สร้างความเสียหายรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน มีเชื้อโรคเก่าๆ ที่กลับมาระบาดใหม่ ที่อันตรายมากขึ้น ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น

    นายสุชาติกล่าวว่า ผู้ที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดในเวลานี้ คือ อัลกอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกา ในยุคสมัยของบิล คลินตัน ซึ่งเมื่ออัลกอร์ หมดหน้าที่ทางการเมือง เขาก็ได้รณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน โดยการรวบรวมผลวิจัย และสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกอย่างละเอียด โดยมีการนำเสนอเป็นสื่อหลายแขนง ส่วนหนึ่งเป็นการนำเสนอเป็นหนังสารคดี โดยมีตัวเขาเป็นพรีเซ็นเตอร์เอง ซึ่งล่าสุดได้รับประกาศรางวัลออสการ์ ได้รางวัลสารคดียอดเยี่ยม หากใครได้ดูสารคดีนี้ก็จะเห็นว่าภาวะโลกร้อนเป็นอันตรายต่อมวลมนุษยชาติจริงๆ

    นายสุชาติบอกว่า นอกจากหนังแล้ว อัลกอร์ ยังนำเสนอในรูปแบบของหนังสือ ชื่อ AN INCONVENIENT TRUTH หรือ โลกร้อน…ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ทางสำนักพิมพ์มติชนได้ลิขสิทธิ์มา และได้แปลเสร็จแล้ว วางจำหน่ายครั้งแรกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ถึง 10 เมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    หนังสือเล่มนี้จะเป็นการให้ข้อมูลอย่างละเอียดทั้งเรื่องความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดจากภาวะโลกร้อน ตั้งแต่การละลายของน้ำแข็งในขั้วโลก มีการวิเคราะห์ทางวิทยาศาตร์ เพื่อให้เห็นว่าถ้าปล่อยสภาวะแบบนี้ให้เกิดขึ้นในโลก มันจะทำลายมนุษย ชาติ และโลกอย่างไร”

    นายสุชาติกล่าวว่า เราจัดพิมพ์เป็นหนังสือ 4 สี ทั้งเล่ม เป็นกระดาษอาร์ตอย่างดี ขายลดราคาพิเศษในงานนี้ จากการเปิดขายมาเมื่อวานกับวันนี้ ที่บู๊ธมติชน ปรากฏว่า ได้รับความสนใจจากผู้อ่านค่อนข้างมาก โดยเป็นหนังสือที่ขายดีในอันดับแรกๆ ของสำนักพิมพ์มติชน แสดงว่าความตื่นตัวเรื่องภัยจากโลกร้อนก็เริ่มกระทบต่อความรู้สึกของคนทั่วไปแล้ว
    <div>
    </div><div><hr></div><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0118010450&day=2007/04/01&sectionid=0101</p></div>