[1] <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ร้อนๆๆ….
ย่างเข้าเดือนเมษายน ทุกผู้คนย่อมหลีกหนีไม่พ้น “อากาศร้อน” ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่านับวันสภาพอากาศจะยิ่งร้อนจน “ปรอทแทบแตก” โดยในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปี คือ ปี 2533 2538 และ 2540 ซึ่งหลายฝ่ายบอกว่านี่คือสภาวะที่เรียกว่า “วิกฤติโลกร้อน”!!! ที่นับวันจะส่ง “สัญญาณหายนะ” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรายงานล่าสุดของผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงของ “องค์การสหประชาชาติ” ที่ออกมาเตือนถึงภยันตรายจาก “วิบัติภัยโลกร้อน” ที่กำลังคุกคามชาวโลกอย่างรุนแรงขึ้นจนน่าวิตก…..
โลกร้อน : มหันตภัยแห่งอนาคต
“ระดับคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น อุณหภูมิสูงขึ้น ธารน้ำแข็งละลาย มหาสมุทรร้อนขึ้นระ ดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำแข็งทะเลบางลง ชั้นดินเย็นแข็งคงตัวละลาย เกิดไฟป่าบ่อยขึ้น ทะเลสาบเล็กลง หิ้งน้ำแข็งพังทลาย ทะเลสาบจับตัวเป็นน้ำแข็งช้าลง แห้งแล้งยาวนาน ธารน้ำในเขตภูเขาเหือดแห้ง ปริมาณหยาดน้ำฟ้าเพิ่มขึ้น ฤดูหนาวไม่หนาวจัด ฤดูใบไม้ผลิมาถึงเร็วขึ้น ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงช้าลง ต้น ไม้ออกดอกเร็วขึ้น…..
ช่วงเวลาอพยพเปลี่ยนแปลง ถิ่นอาศัยเปลี่ยนไป นกทำรังเร็วขึ้น โรคภัยไข้เจ็บลุกลาม ปะกา รังฟอกขาว การทับถมของหิมะลดลง สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกหายไป พืชและสัตว์ต่างถิ่นรุกราน แนวชายฝั่งสึกกร่อน ป่าในเขตภูเขาสูงแห้งแล้ง อุณหภูมิในเขตละติจูดสูงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว…..ฯลฯ”
นี่คือภาวะที่ชี้ให้เห็นว่า “มหันตภัยแห่งอนาคต : สัญญาณเตือนภัยจากปรากฏการณ์โลกร้อน” มีมนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญ และในขณะนี้ปรากฏการณ์ต่างๆที่เคยเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปใน “ธรณีกาล” กลับใช้เวลาเพียงชั่วอายุคนเท่านั้นเอง…..
จากรายงานเรื่อง “CARBON CREDIT โลกสีดำจากพิธีสารเกียวโต” ที่เขียนโดย “กรรณิการ์ กิจติเวชกุล” และเรียบเรียงโดย “สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์” ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมจำนวนมากพยายามชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ต่างๆที่ผิดปกติ เพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกคนตระหนักในปัญหาที่ตัวเองมีส่วนร่วมก่อ โดยเฉพาะการบริโภคแบบ “สุดๆ” ที่ทำให้ต้องขุด “พลังงานฟอสซิล” ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินขึ้นมาใช้ อันเป็นสาเหตุสำคัญของ “ภาวะเรือนกระจก” และเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินแก้
ขณะที่ “องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก”(WMO) ของสหประชาชาติ ซึ่งถ้าไม่ถึงขั้นวิกฤติคงไม่ออกมาเตือนว่าสภาพอากาศของปี 2546 ทั้งในยุโรป อเมริกาและเอเชีย “เลวร้าย” อย่างน่าตระหนก มีทั้งอุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุด ปริมาณฝนมากที่สุดและเกิดพายุมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในหลายส่วนของโลก ซึ่งสอดคล้องกับการพยากรณ์เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน
“เช่นเดียวกับรายงานลับที่เพนตากอนส่งถึงประธานาธิบดีบุช เมื่อต้นปี 2547 ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลกในอีก 20 ปีนับจากนี้จะเป็นหายนะครั้งใหญ่ของโลกยิ่งกว่าภัยจากการก่อการร้าย จะคร่าชีวิตผู้คนหลายล้าน ทั้งจากภัยธรรมชาติและสงครามเพื่อความอยู่รอด เมืองใหญ่ในยุโรปจะตกอยู่ในสภาวะอากาศแบบไซบีเรีย หลายเมืองสำคัญที่อยู่ริมฝั่งน้ำจะจมน้ำ เกิดความแห้งแล้งและอดอยาก จนนำไปสู่การจลาจลและสงครามในที่สุด…..</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>กระนั้นคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้ง 2 ชิ้น ก็ไม่ได้ทำให้ผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย 2 ประเทศมหาอำนาจที่ใช้พลัง งานมากที่สุดในโลก คือรวมกันมากกว่า 1 ใน 4 ของโลกเปลี่ยนท่าที”
พิธีสารเกียวโต : ความหวังครั้งใหม่?
ภายหลังการลงนามในอนุสัญญาให้มีผลบังคับใช้ของ “พิธีสารเกียวโต”(Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ใช้ดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายในการรับมือกับภาวะโลกร้อน โดยประ กาศในข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) ซึ่ง “พิธีสาร” ที่ผ่านความเห็นชอบในปี 2540 ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นนี้ คือ อนุสัญญาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศนานาชาติฉบับเดียวที่มีจุดประสงค์เพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นต้นตอปัญหา แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ โดย “ศรีสุวรรณ ควรขจร” เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) ระบุว่า….. “ชาวโลกยังคาดหวังมันเกินฐานะที่เป็นจริง”!!!
จากความมุ่งหวังอย่างยิ่งยวดที่จะให้ทุกประเทศร่วมรับผิดชอบลดปริมาณการปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” โดยเฉพาะ “คาร์บอนไดออกไซด์” ให้ได้ แต่เป้าหมายกลับต่ำเตี้ยเพียงว่าในช่วงที่หนึ่ง คือ ภายในปี 2555 “กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม” จะต้องเป็นผู้นำการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์ลงเพียง 5.2% ของปริมาณที่ปล่อยในปี 2533 ส่วนประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเริ่มปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไม่กี่ทศวรรษ ค่อยไปร่วมรับผิดชอบลดการปล่อยในช่วงที่สอง ซึ่งยังไม่รู้ว่าเมื่อ ไร ทั้งๆที่นักวิทยาศาสตร์มีข้อสรุปกันมาหลายปี ว่า…..
ถ้ามนุษยชาติจะหลีกเลี่ยง “หายนะภัย” ทางสิ่ง แวดล้อมอันเป็นผลมาจาก “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” ให้ได้นั้น ปริมาณการปล่อยต้องลดลงถึง 70-80% ไม่ใช่แค่ 5-6% และต้องดำเนินการโดยเร็ว คือ ภายใน 1-2 ปีนี้ ไม่ใช่ค่อยๆลดในอีกหลายสิบปีข้างหน้า!!!
แต่หลายปีที่ผ่านมาในการเจรจาต่อรองที่กลุ่มประเทศต่างๆต้องชิงไหวชิงพริบ เพื่อรักษาผล ประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน โดยประเทศอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายได้เปรียบด้วยความเหนือกว่าประ เทศกำลังพัฒนา ในกระบวนการเจรจาต่อรอง บวกกับอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่ง แวดล้อมสูง เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ที่เริ่มเข้าครอบงำกระบวนการของการประ ชุม…..
“ผลที่ได้ คือ เนื้อหาในพิธีสารที่อ่อนปวกเปียก และมองประเด็นการสร้างภาระต่อบรรยากาศที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ว่าเป็นเรื่องชอบธรรม เพราะเขารวยจึงมีสิทธิทำได้ นั่นคืออนุญาตให้ใครจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไรก็ได้ ตราบเท่าที่เขาสามารถไปซื้อคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการดูดกลับคาร์ บอนด้วยวิธีการบางอย่าง หรือที่ในพิธีสารเรียกว่ากลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) เช่น การปลูกต้นไม้ซึ่งอ้างว่าจะดูดคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปเป็นเนื้อไม้หรือใบไม้ ดังนั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินอยากจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ล้านตันต่อปีก็ปล่อยไป ตราบเท่า ที่โรงไฟฟ้านั้นปลูกต้นไม้หลายพันต้น”
วิธีการที่ว่านี้ไม่เพียง “ไม่แก้ปัญหา” แต่ยังเพิ่ม “ความอยุติธรรม” ด้วยการปล่อยให้ประเทศและคนที่ใช้พลังงานอย่างบ้าคลั่งลอยนวล โดยไม่ได้สร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคว่าเขาต้องลดการใช้พลังงานถ้าต้องการเห็นโลกดีขึ้น เพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า แต่การปลูกต้นไม้นี้กลับนำไปสู่ปัญหาเรื่องการยื้อแย่งที่ดินและน้ำ โดยเฉพาะในประเทศซีกโลกใต้
ในเมื่อประเทศรวยอยาก “ผลาญ” ต่อ…..ประเทศยากจนก็อยากได้เงินจากการขาย “คาร์บอนเครดิต” สิ่งที่เราจะเห็นในไม่ช้า คือ รัฐบาลประเทศที่จ้องจะขายคาร์บอนเครดิตจะไล่คนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นออกจากแผ่นดินของตัวเอง ตัดป่าธรรมชาติเพื่อสร้างสวนป่าด้วยไม้ตัดต่อพันธุกรรม ระบบนิเวศถูกตัดตอนลดความซับซ้อน ความหลากหลายทางชีวภาพถูกทำลาย ฯลฯ
นี่เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าชาวโลกมิอาจนิ่งนอนใจกับภาวะ “วิกฤติโลกร้อน” ต่อไปได้อีกแล้ว แต่ทั้งหมดข้างต้นถือเป็นข้อมูลเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง “โลกร้อน” ณ ปัจจุบันยังเกิดจากปัจจัยอีกหลายส่วน โดยเฉพาะจาก “ความเห็นแก่ตัว” ของคนบางกลุ่มกำลัง “หากิน” กับ “ภาวะโลกร้อน” อย่างขมีขมัน ซึ่งต้องติดตามในฉบับหน้า….. <div>
<hr>
[1] http://www.naewna.com/news.asp?ID=54676
</div>