….ไม่ว่าจะทำอะไร ให้ “ตามรู้” หัดดูกาย หัดดูใจ ให้บ่อยๆ ให้ถี่ๆ ....

          ไม่ต้องบอกก็คงพอจะเดาได้นะครับว่า เธอ ที่ผมพูดถึงนี้ก็คือภรรยาผม ผมพยายามพูดจาหว่านล้อมก็แล้ว ชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดก็แล้ว  บอกว่าถ้าใช้เวลากับเรื่องหนึ่งเรื่องใดมาก เกินไป มันจะไม่ดีนะ ผมว่าถ้าอยู่หน้าทีวีเกิน 2-3 ชั่วโมงนี่น่าจะมากไปนะ (ไม่รู้เหมือนกันว่าเอามาตรฐานที่ไหนมาใช้) แต่คุณเธอบางวันอยู่หน้าทีวีตั้ง 6-7 ชั่วโมง บางทีไม่รู้จะอ้างอะไร ก็ยกเรื่องลูกขึ้นมาว่าทีลูกอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ 2-3 ชั่วโมง เรายังว่าลูกเลย

          แต่มีบางครั้งเหมือนกันที่ผมต้องเฉย เพราะบังเอิญแม่ผมมาจากต่างจังหวัด แล้วก็นั่งดูอยู่กับภรรยาผมด้วย (ส่วนใหญ่ที่ภรรยาผมได้หนังเกาหลีเหล่านี้ ก็ได้มาจากแม่ผมนี่เอง และที่ท่านนั่งดูอยู่ด้วยนั้นมักจะเป็นการดูรอบที่ 2 รอบที่ 3 เป็นส่วนใหญ่) วันนี้ทำไมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังเขียนบันทึกนินทาแม่ นินทาเมีย!!

          แต่จุดสำคัญของบันทึกนี้อยู่ตรงที่ว่า ไม่ว่าจะดูหนังหรืออ่านหนังสือ (อย่างที่ผมชอบทำ วันละไม่ต่ำกว่า 1-2 ชั่วโมง หรือถ้าเป็นว้นหยุดก็อาจจะอ่านทั้งวัน) ...แท้จริงแล้วมันไม่ได้ต่างกัน เพราะถ้าเราไม่รู้ตัว ลืมกาย ลืมใจ หลงไป กับสิ่งที่อ่าน ที่ดู ไม่รู้สึกตัวว่าเรา อยู่ที่นั่น นี่แหละครับที่ผมบอกว่า มันก็ คือคือกัน เพราะถ้าผมอ่านหนังสือไปโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่รู้กาย ไม่รู้ใจ แม้ผมจะได้สิ่งที่เรียกว่าความรู้ แต่ผมก็ขาดสิ่งที่เรียกว่าสติครับ

          ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า ….ไม่ว่าจะทำอะไร ให้ ตามรู้ หัดดูกาย หัดดูใจ ให้บ่อยๆ ให้ถี่ๆ เป็นต้นว่า กำลังดูหนังเห็นตัวอิจฉาแล้วรู้สึกหมั่นไส้ รู้สึกโกรธ ก็ให้รู้ตัว ให้เห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้น ท่านสอนว่าให้ทำบ่อยๆ จนจิตมันจำ สภาวธรรม เหล่านั้นได้ จนในที่สุดสติก็จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เราไม่สามารถไปกำหนดไปบังคับมันได้

         หากทำได้เช่นนี้บางทีการดูทีวี อาจทำให้บรรลุธรรมก็ได้ หรือท่านว่าอย่างไรครับ….