อาจารย์เข้าใจเปรียบเทียบครับ พอดีมีประสบการณ์บางอย่างเรื่องนี้จะมาแชร์ครับ (อีกแล้ว ) เพิ่งเกิดสดๆ วันนี้เอง

พอดีวันนี้เป็นวันออกกำลังกายครับ ก็มีโอกาสได้สอนเพื่อนที่มาฝึกอยู่ด้วยกัน คือขณะที่ออกกำลังกันอยู่ เขาก็เคลื่อนไหวด้วยความพยายามที่จะมีสติอย่างยิ่ง ก็เลยกลายเป็นการเคลื่อนไหวแบบฝืดๆ ตะกุกตะกัก เพราะมัวแต่คอยระวังอยู่ทั้งตัว มือจะเป็นไง ขาจะอยู่ตรงไหน ตามองไปที่ไหน ฯลฯ ก็ได้บอกเขาไปว่า ไม่ต้องไปเครียดขนาดนั้นก็ได้ ทำอะไรก็เพียงแต่ทำไปตามปกติ แค่รับรู้เท่านั้นว่ากำลังทำอะไรอยู่ ถามว่ารู้ตอนไหน ก็คือรู้ตอนที่รู้ว่าลืมนั่นแหละ รู้บ่อยๆ เข้าจนเป็นนิสัย มันก็จะไม่ลืมรู้

 คิดว่าคงเหมือนเรื่องดูทีวีหรืออ่านหนังสือนะครับ ไม่ใช่ว่าเราต้องไปเครียดกับหนังสือ กับทีวี ต้องพยายาม "มีสติ" อยู่ตลอด มันจะไม่ใช่มีสติละครับ จะกลายเป็นเสียสติแทน ดูหนังสือ ดูทีวีก็คือดูหนังสือ ดูทีวี เรื่องก็แค่นั้น ขณะนั้นก็มีสุขบ้างทุกข์บ้าง อารมณ์ยินดีบ้าง เศร้าบ้างอะไรบ้างตามแต่หนังสือหรือทีวีจะพาไป ก็เป็นเรื่องปกติ เหมือนโดนตีก็ต้องเจ็บ เมื่อมีเหตุมากระทบอารมณ์มันก็ต้องรู้สึก เป็นปกติ  พอนึกขึ้นได้ก็ อ้อ..ตะกี้นี้เราเหม่อ ตะกี้นี้เราเศร้า ฯลฯ นึกได้บ่อยๆ เข้า ระยะห่างระหว่างอารมณ์กับการรับรู้มันก็แคบเข้าๆ ช่วงเวลาก็ถี่เข้าๆ จนรู้เท่าทันก็กลายเป็นว่า เจ็บก็เท่านั้น เศร้าก็เท่านั้น สุขก็เท่านั้น ไม่ได้แตกต่าง ก็กลายเป็นสภาวธรรม สะสมไปเรื่อยๆ สติก็มีขึ้นมาเอง ไม่ต้องไปพยายาม "มี"

ผมบังอาจมาตอบกระทู้อวดดีหลายหนแล้ว อย่าว่ากันนะครับ