เมื่อทุนนิยมเริ่มเข้ามาเบียดบังสังคมนิยม รั้วบ้านที่ไม่เคยมี ก็จะเริ่มมี รั้วบ้านที่เคยเป็นป่า หรือที่เคยเป็นแนวต้นไม้ ก็จะกลายเป็นลวดหนาม หรือกำแพงอิฐปูน แทน

สวัสดีครับทุกท่าน
ทำไหรกินกันเย็นนี้ น้าสาว
แกงพุงปลาน้ำเต้า กับน้ำชุบ ผักบุ้งลวกหัวทิ
ออ พอดีแม่ฝากแกงส้มกบยอดส้มขาม มาห้าย
ได้กบมาจากไหนหล่ะ
พอดีน้าข้างๆ บ้านเค้าไปโหลกกบแรกคืน ได้หลายตัวเลยเอามาให้สามตัว
งั้นเดี๋ยวน้าสาวฝาก ยอดผักบุ้งลวกหัวทิ ไปฝากแม่ด้วย
----------------------------------------------------------------
ศัพท์และความหมายคำ
ทำไหร่ = ทำอะไร
แกงพุงปลา = แกงไตปลา (บางที่เรียกแกงน้ำเคย)
น้ำเต้า = ฟักทอง
น้ำชุบ = น้ำพริก
หัวทิ = หัวกะทิ
ยอดส้มขาม = ยอดส้มมะขาม
มาห้าย = มาให้
โหลก-กบ = ไปจับกบ
แรกคืน = เมื่อคืน
----------------------------------------------------------------
จากบทสนทนาข้างต้น เป็นกระบวนการหนึ่งที่สังคมไทย ได้เกิดขึ้นมานานแสนนาน จนมาถึงช่วงอายุผมก็ยังได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อยู่
กระบวนการในการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เกื้อกูลกันในสังคมชนบท ที่เรียบง่ายและกินอะไรกัน มีอะไรก็จะเกื้อกูลกัน แบ่งปันกันตามมีตามเกิด ตามภาวะที่ตัวเองจะให้ได้ นับญาติกันแม้ว่าจะไม่เป็นญาติพี่น้องกันก็เรียก น้าบาว น้าสาว ลุง ป้า อา หลาน ปู่ ย่า ตา ยาย ได้ทั้งหมด แม่ว้าจะไม่ใช่จะเป็นญาติกันจริงๆ ก็ตาม
แม่เคยบอกเสมอว่า สิ่งเหล่านี้คือ เทียบได้กับ สำนวนใต้ที่ว่า "คี้พร้าหล่าไป ผักไหหล่ามา" (คี้พร้า คือ ฝักเขียว, ผักไห คือ ผักเลื้อยตระกูลตำลึง, หล่าไป หล่ามา คือเลื้อยไป เลื้อยมา) มีความหมายประมาณว่าการหยิบยื่นแบ่งปันสิ่งที่เรามีให้กับเพื่อนบ้าน วันนี้ วันหน้าก็จะมีการเอื้อเฟื้อแบ่งปันจากเพื่อนบ้านมาให้เราเช่นกัน แต่ตัวเนื้อใจแท้เกิดจากการอยากให้ก่อน โดยไม่หวังผลตอบแทน
ปัจจุบันนี้ ชีวิตเหล่านี้ก็ยังหาได้อยู่ในชนบท หลายๆ ที่ ครับ สำหรับในเมืองนั่น ก็คิดว่าอาจจะมีบ้าง ส่วนจะลดหน่อยหรือแค่ไหน ไม่ทราบครับ
เมื่อทุนนิยมเริ่มเข้ามาเบียดบังสังคมนิยม รั้วบ้านที่ไม่เคยมี ก็จะเริ่มมี รั้วบ้านที่เคยเป็นป่า หรือที่เคยเป็นแนวต้นไม้ ก็จะกลายเป็นลวดหนาม หรือกำแพงอิฐปูน แทน หลายๆ ที่ก็จะมีขวดแตกๆ ปักไว้ที่บนกำแพง หรืออาจจะมีเหล็กแหลมๆ เป็นรูปลูกศรติดตั้งไว้ด้วย วิถีปักเจกชน ก็เริ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น
ขอบคุณมากครับ
สมพร ช่วยอารีย์
สวัสดีครับพี่สาว
มาติดตามด้วยความชื่นชมเช่นกันครับ
เรื่องแบบนี้พี่บ่าว ไม่ต้องฟังใครเล่า เพราะประสบมาด้วยตนเองเมื่อยามเป็นเด็กครับผม .. เงินมีความหมายน้อย จิตใจมีความหมายมาก มันคือความศิวิไล ที่เหือดหายไปกับความเจริญทางวัตถุ .. ไม่อยากคิดให้เศร้าแต่อดสลดใจแทนสังคมไทยไม่ได้ครับ ..
อ่านกลอนนนี้ดูก็แล้วกัน เขียนไว้นานแล้ว ..
ฉันเป็นคน บ้านนอก ขอบอกกล่าว
มีเรื่องราว มากมาย ให้นึกถึง
กาลเวลา ล่วงไป ใฝ่คนึง
สิ่งที่ตรึง ใจมั่น นั้นมากมาย
สมัยนั้น เราอยู่กัน ฉันท์น้องพี่
มากน้ำใจ ไมตรี มิเหือดหาย
ไร้ไฟฟ้า ไร้ประปา แต่สบาย
เราอยู่ได้ กับธรรมชาติ อันอุดม
อยากกินปลา เราไปหา ตามท้องทุ่ง
เต็มตะกร้า ล้นกระบุง ก็สุขสม
แบ่งจ่ายแจก ลุงป้า น่านิยม
เป็นสังคม แห่งน้ำใจ อยู่ไกลเมือง
ทั้งทำนา ปลูกข้าว และทำไร่
จวบต้นข้าว ออกรวงใหญ่ ชูช่อเหลือง
ต่างช่วยกัน เก็บเกี่ยวไป ไม่สิ้นเปลือง
ไม่มีเรื่อง จ่ายค่าจ้าง เป็นรางวัล
ยังมีอีก มากมาย หลายตัวอย่าง
ยังจำได้ ไม่จืดจาง ใช่เรื่องฝัน
ชักอ่อนล้า ด้วยกรำงาน มาทั้งวัน
วันนี้พอ ก็แล้วกัน นะ บ๊าย บาย !
สวัสดีครับพี่บ่าว
สวัสดีครับพี่บ่าว
พี่ชอบเรียกผู้เข้าร่วมเวทีของพี่ว่าคนบ้านนอกประจำ....
บางคนหาว่าพี่ดูถูกคน...
แต่พี่อธิบายต่อว่า...สมัยก่อนโคกมะตูมบ้านพี่นี่แหละ บ้านนอก...ผ่านไป 10 ปี กลายเป็นในเมือง...แล้วพี่ก็กลายเป็นคนในเมืองยิ่งขึ้นไปอีกเพราะต้องทำงานในเมือง....
วันหนึ่งพี่ออกไปประเมินชุมชนเข้าใจเอดส์...พบกับชาวบ้านที่ใสซื่อ...มีน้ำใจใสสะอาด...เล่นเอาไม่อยากกลับเข้าเมือง...เพราะรู้ว่าต้องมาเจอกับคนสวมหน้ากาก มากเล่ห์ เพทุบาย เช่นเคย....
สวัสดีครับคุณพี่นายขำ
บ่อยครั้ง, ผมเคยได้ยินทำนองว่า รั้วบ้านคือสัญลักษณ์ของความอ่อนแอของมนุษย์ ...เป็นสิ่งสะท้อนถึงความหวาดหวั่นต่อสรรพสิ่ง
เมื่อทุนนิยมเริ่มเข้ามาเบียดบังสังคมนิยม รั้วบ้านที่ไม่เคยมี ก็จะเริ่มมี รั้วบ้านที่เคยเป็นป่า หรือที่เคยเป็นแนวต้นไม้ ก็จะกลายเป็นลวดหนาม หรือกำแพงอิฐปูน แทน
ขอบคุณครับ...
สวัสดีครับพี่พนัส