ทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัย สืบเนื่องกันตลอด

ผมเคยสังเกตเอาเองนะครับ ว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยการเข้าใจ หรือจัดการกับ ทิฐิ ซะก่อน ไม่ว่าจะเป็น
*มรรค 8 ก็เริ่มจากสัมมาทิฐิ (ความเห็นชอบ เพื่อจะได้เดินถูกทาง)
*สังโยชน์ 10 ก็ต้องเริ่มจากการตัด สักกายทิฐิ (ความเห็นผิดว่าขันธ์ 5 เป็นของเรา มีความแน่นอน)

จากการปฏิบัติมาสักพักทำให้รู้ว่า ทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัย สืบเนื่องกันตลอด เป็นเหตุ เป็นผลกัน การจะมีสัมมาทิฐิก็เช่นกัน ต้องมีหตุทำให้เข้าถึงสัมมาทิฐิ ซึ่งก็คือการคิดแง่บวกหรือ positive thinking นั่นเอง

ทำไมเป็นเช่นนั้น เพราะการคิดแง่บวกนั้น เป็นตัวชี้ว่าต้องมีจิตที่ส่อไปทางกุศลจิต

เหตุที่ทำให้เกิดกุศลจิต ต้องมีศีลดี

เหตุที่ทำให้ศีลดี ใจต้องมีเมตตา

เหตุที่ทำให้ใจมีเมตตา ใจต้องมีความสงสาร เห็นเขาเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายกับเรา

เหตุช่วยให้ใจมีเมตตา คือการฝึกเป็นผู้ให้บ่อยๆ ใจจะมีความแข็งกระด้างลดลง เป็นปัจจัยให้พร้อมรับ เรียนรู้ และยอมรับตามความเป็นจริงมากขึ้น การยอมรับความแตกต่างของคนมีมากขึ้น เพราะเข้าใจตนเองมากขึ้น การเข้าใจตนเองมากขึ้น เพราะฝึกสติ รู้บ่อยๆในกายในใจของตนเอง

การเข้าถึงสัมมาทิฐิ เท่ากับเราได้กุญแจดอกสำคัญที่จะเปิดประตูสู่ความพ้นทุกข์

แต่ทั้งหมดที่ว่ามานั้นก็ต้องมีสติมากำกับเสมอจึงจะใช้ได้ เพราะศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี ขยายไปก็เป็นมรรคมีองค์ 8 มองไปมองมาก็หนีไม่พ้น กาย วาจา และใจ

ดังนั้น ขึ้นต้นตรงไหนก็ได้ ถ้ามีสติกำกับย่อมเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันจนได้...การคิดแง่บวก จึงเปรียบเสมือนอาหารเสริมของจิตให้มีความพร้อม และเข้าถึงสัมมาทิฐิได้โดยง่าย