TzuChi มูลนิธิพุทธฉือจี้

  พุทธฉือจี้ที่นี่มีแต่รัก

    

ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิพุทธฉือจี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ช่วยเหลือสงเคราะห์รักษาพยาบาล แด่ผู้ยากไร้ ด้อยโอกาส หรือประสบภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับประชาชน ซึ่งมีสมาชิกของชาวฉือจี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก<p>  </p>ท่านเป็นเพียงภิกษุณีตัวเล็กๆรูปหนึ่ง แต่ท่านใช้เวลาเพียง 40ปี ก่อตั้งมูลนิธิพุทธฉือจี้  โดยเริ่มก่อตั้งจากสมาชิก 30คน จนปัจจุบันมีสมาชิก กว่า 60 ล้านคนทั่วโลกได้สำเร็จ นับว่าเป็นมหัศจรรย์ธรรมที่ ชีวิตของคนๆหนึ่งสามารถจุดประกาย แสงสว่างแห่งธรรมให้กับผู้คนได้มากมายทำไมจึงเรียกว่า มหัศจรรย์ธรรม  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มูลนิธิพุทธฉือจี้สามารถสร้างวัฒนธรรมการแยกขยะของสมาชิก จนมีรายได้ตั้งสถานีโทรทัศน์ต้าไอ้ (Da-Ai:สถานีโทรทัศน์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่) ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม  โดยเป็นสถานีโทรทัศน์เพื่อคุณธรรม ที่มีเป้าหมายคือ จะต้องมี rating เป็นอันดับ 1 ในประเทศใต้หวัน เราจะเห็นภาพยนต์ส่งเสริมคุณธรรมดีๆมากมายอย่างเช่น เดจังกึม ได้ในสถานีโทรทัศน์ช่องนี้ (ถ้าเราดี เดี่ยวคนอื่น ก็ทำตามเอง)</p>

  

 

Tzu Chi

 

 DaAi TV Indonesia <p>มูลนิธิพุทธฉือจี้สามารถตั้งโรงพยาบาล ที่หากคนจนไม่มีเงินก็สามารถเข้ารักษาได้ในประเทศ Malaysia, Singapore, Indonesia, the Philippines ซึ่งใช้ชือว่า  Buddhist Tzu chi hospital ได้อย่างสง่าผ่าเผยและสมานฉันท์ในประเทศที่เป็นมุสลิมและขยายสาขาไปอีกมากมายหลายประเทศ อย่างเช่น Japan, Hong Kong,Thailand, Vietnam, Australia, New Zealand, South Africa, England, Austria, Canada, the United States, Brazil, Argentina, Paraguay, Laos, Lesotho, และประเทศอื่นๆ </p>

ที่สำคัญฉือจี้มีธนาคารไขกระดูกอันดับหนึ่งของเอเซีย โดยสามารถเปลี่ยนทัศนคติของคนใต้หวันที่ว่าหากบริจาคอวัยวะแล้วจะทำให้ชาติต่อไปต้องเกิดมาเป็นคนพิการ ให้กลายเป็นการทำบุญที่ได้บุญอันยิ่งใหญ่

ภายในบริเวณโรงพยาบาลของฉือจี้มีอาสาสมัครกำลังเล่นเปียโนให้คนไข้และญาติฟัง เป็นโรงพยาบาลที่รักษาทั้งร่างกายและจิตใจ ส่วนที่กำลังเข็นรถผู้ป่วยเป็นอาสาสมัครที่มาช่วยทำงานบริการในโรงพยาบาล

โรงพยาบาลของฉือจี้ทั้ง 6 แห่งในใต้หวันเป็นโรงพยาบาลระดับแนวหน้าที่มีเครื่องมือที่ทันสมัยและมีแพทย์ที่มีหัวใจและจิตวิญญานของความเป็นมนุษย์ จนมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาอย่าง Haward ต้องมาศึกษาดูงาน เราจะพบเห็นแพทย์ชาวฉือจี้ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือใหว้คนไข้และคนอื่นๆได้เสมอ นอบน้อมถ่อมตน ตั้งใจให้บริการอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย โดยมีทัศนคติที่ว่าผู้ป่วยคือผู้ที่ทำให้ตนได้มีโอกาศในการกระทำความดี ให้บังเกิดบุญกุศลขึ้น

TSUNAMI RELIFE IN ACEH,INDONESIA 

TYPHOON RELIFE

ผู้คนกว่า 6-7 ล้านคนยินดีบริจาคให้กับฉือจี้ เพื่อใช้ในมูลนิธิและสาธารณะประโยชน์เป็นเครือข่ายพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่

</span> <p>ทั้งหมดนี้เพราะการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และโปร่งใส ถึงขนาดที่หากทำตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในใบบริจาคไม่ได้ ก็จะได้รับเงินคืน เงินบริจาคจะถูกนำไปบริหารจัดการที่มูลนิธิ ซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัย ไม่นำมารวมกับวัดหรือใช้เงินบริจาคของมูลนิธิ โดยวัดก็จะเป็นวัดเล็กๆที่เรียบง่ายเหมือนเดิม เจ้าสำนักก็มิได้ถูกยกอุปโหลก ให้เป็นจอมจักรพรรดิ์ จนยากที่จะเข้าพบเช่นวัดจานบินเช่นในบ้านเราแต่อย่างใด ที่สำคัญวัดจะพึ่งพาตนเองทั้งหมด นักบวชจะปลูกผักเลี้ยงชีพและหาเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ จากการทำเทียนหรือของที่ระลึกขาย  </p>

  

 

แปลงผักที่นักบวชช่วยกันปลูกเพื่อใช้บริโภคในวัด มีปริมาณที่สามารถนำมาเป็นอาหารสำหรับรองรับแขกผู้มาเยือนวัดได้ถึง 500 คน

</span></span></span></font><p>การปลูกฝังคุณธรรมของฉือจี้ จะเริ่มตั้งแต่อนุบาล พอขึ้นระดับมัธยมหรือมหาวิทยาลัย จึงจะค่อยมีกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ในช่วงปิเทอม การอบรมจะไม่ใช่การจับเด็กมานั่งสมาธิ แต่จะเป็นการแทรกคุณธรรมเข้าไปในวิถีชีวิต ได้ปฎิบัติจริงในการทำงานหรือทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมโดยเน้นในเรื่องจิตอาสา</p>

 

โรงเรียนหรือมหาลัยของเขา จะสอนคน สอนแพทย์ ให้เป็นมนุษย์ มิได้สอนให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจเพื่อป้อนเข้าสู่ลู่วิ่งแห่งระบบทุน นักเรียนนักศึกษาของเขาจึงมิได้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อจบการศึกาษาเพื่อออกไปเป็นลูกจ้าง หรือมนุษย์เงินเดือน การปลูกฝังคุณธรรมให้กับเด็กๆของฉือจี้ เป็นความละเอียดอ่อนและปรานีตแบบพุทธที่สามารถ นำนามธรรมมาเป็นรูปธรรมที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเด็กๆได้อย่างน่าอัศจรรย์ กลอุบายที่จะทำให้เด็กๆได้รับการปลูกฝังเรื่องจิตอาสาอย่างหนึ่งก็คือ ในการรับประทานอาหารของเด็กๆ เด็กๆจะแย่งกันเป็นอันดับหนึ่งของหัวแถวเพื่อรับอาหาร แต่ไม่ใช่สำหรับอาหารของตนเอง แต่เป็นอาหารสำหรับมอบให้อาจารย์ผู้สอน หลังจากมอบอาหารให้กับอาจารย์แล้ว จากนั้นจึงกลับไปต่อท้ายแถวเพื่อรอรับอาหารของตนเอง หลังจากนั้นทุกคนจึงค่อยทานอาหารพร้อมๆกัน วัฒนธรรมการกินอาหารด้วยตะเกียบก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งของเด็กๆ วิชาศิลปะจะถูกสอดแทรกคุณธรรมเข้าไปอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการจัดดอกไม้ หรือศิลปะการชงชา  

 

 

Tzu Chi School 

 

 

การช่วยแยกขยะของเด็กๆ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่ทั่วไปจะมีอาการทนไม่ได้กับการซุกซนของเด็กๆ และมักจะไล่ให้ไปเล่นที่อื่น แต่สำหรับฉือจี้นี่คือการปลูกฝังคุณธรรมและจิตอาสาการช่วยกันแยกขยะในครัวเรือนและนำมาจากบ้านเพื่อบริจาคให้วัดเป็นวัฒนธรรมที่ถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าเงินจากการแยกขยะจะสามารถก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ โรงพยาบาล หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยได้ 

ทั้งหมดนี้มีจุดกำเนิดมาจากดวงใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาดวงเล็กๆดวงหนึ่ง

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประวัติท่านเจิ้งเหยียน</p>

ท่านเจิ้งเหยียนเกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ที่ตำบลชิงสุ่ย เมืองไทจุง ซึ่งอยู่ตอนกลางของไต้หวันพ่อแม่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของอา จึงนับถืออาเป็นเหมือนพ่อแม่ที่แท้จริงเมื่ออายุได้ 15 ปี แม่ป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหารอาจารย์ได้ตั้งจิตขอให้มารดาหายป่วยโดยตนเองขอลดอายุของตนเองลง 12 ปีและจะกินมังสะวิรัติเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่การเพิ่มอายุขัยให้กับมารดา

เมื่ออายุได้ 20 ปี บิดาป่วยกะทันหันด้วยโรคความดันโลหิตสูงและเสียชีวิตลงท่านอาจารย์มีความสะเทือนใจมาก ในที่สุดก็ตัดสินใจปลงผมตนเองถือบวชเร่ร่อนไปทางแถบตะวันออกของไต้หวัน ซึ่งเป็นเขตทุรกันดาร ผู้คนยากจนมากท่านไม่ออกรับบิณฑบาตจากชาวบ้านเพราะไม่ต้องการให้ชาวบ้านเดือดร้อนดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายด้วยการเก็บถั่วลิสงและมันเทศที่หลงเหลือจากการเก็บเกี่ยวของชาวบ้านมาเป็นอาหารจนกระทั่งปี พ.ศ. 2504 ท่านได้เดินทางมาพำนักที่เมืองฮวาเหลียนและในเวลาต่อมาท่านได้พระอาจารย์ยิ่นซุ่นรับเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้โดยได้สั่งสอนหลักสั้นๆ ว่าเมื่อบวชแล้วจงทำทุกอย่างเพื่อพุทธศาสนาและสรรพสัตว์ทั้งปวง



หลังจากนั้นท่านธรรมาจารย์และอุบาสก สวี ซง หมินเพื่อนของท่านได้พากันมาสร้างกระท่อมเล็ก ๆ หลังวัดผู่หมิงที่ฮวาเหลียนเป็นที่พำนักโดยตัวท่านอาจารย์และสานุศิษย์เพียงไม่กี่คนได้อยู่อาศัยที่นั่นด้วยการทำงานอย่างหนัก ต่อสู้กับภัยธรรมชาติทุกรูปแบบ อยู่แบบอดมื้อ กินมื้อท่านอาจารย์ได้ตั้งกฎไว้ว่าวันใดไม่ทำงาน วันนั้นจะไม่กินนอกจากปลูกผักไว้กินเอง ทำโรงงานเล็กๆ รับทำสินค้าขาย เช่นนำด้ายจากโรงงานที่เขาทิ้งแล้วมาถักเสื้อกันหนาว เย็บถุงสำหรับใส่อาหารสัตว์ถักรองเท้าเด็กขายหาเงินมาใช้ประทังชีวิต เป็นต้น

ปี พ.ศ. 2509 ท่านอาจารย์ประสบเหตุอันทำให้กระเทือนใจอย่างรุนแรงเมื่อไปเยี่ยมอุบาสกผู้หนึ่งที่เจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนที่ฟงหลินอาจารย์ไปพบกองเลือดกองใหญ่นองอยู่บนพื้นสอบถามได้ความว่าเป็นกองเลือดของผู้หญิงชนบทแท้งลูกญาติใช้เวลาเดินทางพามาโรงพยาบาล 7-8 ชั่วโมง แต่ก็ต้องเสียชีวิตเพราะญาติไม่มีเงิน 8,000 เหรียญสำหรับจ่ายค่ามัดจำก่อนที่แพทย์จะลงมือผ่าตัดช่วยชีวิตเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ท่านอาจารย์ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องทำงานเพื่อหาทางช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ขาดที่พึ่งพิง

จากนั้นไม่นานมีแม่ชีคาทอลิก 3 ท่านมาเยี่ยม เห็นสภาพความยากลำบากของท่านอาจารย์ก็ชวนอาจารย์เปลี่ยนมาบวชเป็นชีแคทอลิกโดยมีความเห็นว่าศาสนาพุทธไม่เอาใจใส่ความทุกข์ยากของคนในสังคมไม่ช่วยแก้ปัญหาสังคมอย่างเป็นรูปธรรมพุทธศาสนาชนส่วนใหญ่ใฝ่หาธรรมะเพื่อพัฒนาตนเองเท่านั้นแต่ท่านอาจารย์ไม่มองเช่นนั้นอาจารย์เห็นว่าหลักพุทธธรรมไม่เพียงแต่สอนให้คนรักเพื่อมนุษย์ด้วยกันเท่านั้นแต่ยังสอนให้รักสรรพสัตว์และสรรพสิ่งรอบตัวด้วยและยังสอนให้ชาวพุทธเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทนด้วย แม่ชีแคทอลิกจึงเสนอว่าถ้าอย่างนั้นทำไมไม่รวมชาวพุทธทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมล่ะ

ในที่สุดท่านอาจารย์จึงเกิดความคิดอันที่จะรวบรวมชาวพุทธเข้าด้วยกันเพื่อช่วยกันสร้างกุศลกรรมด้วยการช่วยเหลือผู้ยากไร้ให้เป็นรูปธรรมด้วยความเมตตากรุณาและไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทนถ้าชาวพุทธทำได้ ทุกคนก็จะเป็นพระโพธิสัตว์ได้ทันทีไม่ต้องรอสวดมนต์อ้อนวอนภาวนาต่อเจ้าแม่กวนอิมความทุกข์ยากในสังคมและในโลกก็จะบรรเทาบางลงไปได้

จากนั้นท่านอาจารย์จึงใช้หลัก ลงมือทำเลยเริ่มด้วยการชวนสานุศิษย์ที่เป็นแม่บ้านธรรมดา 30 คน ให้รู้จักออมเงินที่จะไปจ่ายตลาดคนละ 50 เซ็นต์ต่อวัน โดยออมลงในกระปุกไม้ไผ่มีคำขวัญว่าแม้เงิน 50 เซ็นต์ก็ช่วยเหลือผู้ยากไร้ได้

จากจุดเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาในความดีงามคามเมตตากรุณาอย่างสูงส่งที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นจากจิตใจของท่านอาจารย์และแม่บ้านสานุศิษย์เพียง 30 คนจากนั้นการออมเงินวันละเล็กละน้อยเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองฮวาเหลียนมีผู้คนสมทบทุนมากขึ้นตามลำดับ

จนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2509 มูลนิธิฉือจี้จึงได้ถือกำเนิดขึ้นที่นั่น ถึงวันนี้ เวลาผ่านไป 40 ปีมูลนิธิฉือจี้ได้ขยายกิ่งก้านสาขามีสมาชิกทั่วโลกกว่า 5 ล้านคนมีอาสาสมัครหลายแสนคนมีเงินบริจาคมาทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นหมื่นเป็นแสนล้านเหรียญมีกิจกรรมทางมนุษยธรรมและทางจิตวิญญาณแพร่กระจายไปทั่วเกาะไต้หวันและกระจายไปทั่วโลกประเมินเป็นมูลค่าและคุณค่ามิได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มหัศจรรย์ธรรมทั้งหมดนี้ ก่อเกิดจากแรงใจของภิษุณี ตัวเล็กๆเพียงคนเดียว และเงินออมเพียง 50เซนต์ต่อวัน (US$0.013 หรือประมาณ 50สตางค์)</p>

แล้วแรงใจที่เป็นความรักต่อเพื่อนมนุษย์ของคุณละ......

คำถามกระตุกต่อมความคิด

1.น่าคิดไหมว่าสถานีโทรทัศน์ในบ้านเราทำไมจึงน้ำเน่าตามๆกัน

2.แล้วทำไมบ้านเราจึงกลัวการใช้คำว่าพุทธในผืนแผ่นดินเรา

3.ทำไมเราจึงเห็นพยาบาลหน้าตาบอกบุญไม่รับ,หงุดหงิดถึงขั้นตะคอกหรือทอดทิ้งผู้ป่วย

4.ทำไมการบริจาคให้วัด ในบ้านเราส่วนใหญ่จึงเน้นวัตถุไปทางด้านการพัฒนาวัตถุ ตามกระแสวัตถุนิยม แข่งกันสร้างสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ๆ มากกว่าการพัฒนาคน

5.ทำไมระบบการศึกษาที่ตามอย่างประเทศตะวันตก ผู้เรียนจึงสามารถกระทำทุกอย่างได้เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งใบประกาศ แม้แต่การโกงข้อสอบ(ตั้งแต่การใช้เส้นสาย,ซื้อเกรดไปจนถึงhackข้อสอบ)หรือจ้างมืออาชีพทำวิชาโปรแจ็ค

6.นอกจากนิ่งดูดายและทำร้าย แม่พระธรณีผู้ให้กำเนิดเรามา เราแสดงความรักอะไรให้กับโลกใบนี้บ้าง

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่เราเรียกว่าการพัฒนา เรารักแต่ตนเองจนลืมศักศรีของความเป็นมนุษย์ไปหมดสิ้นกันแล้วหรือ? เราในฐานะส่วนหนึ่งของระบบ และเป็นเมืองพุทธ จะยอมให้สิ่งนี้มันเกิดขึ้นและเลวร้ายลงๆ ไปเช่นนี้หรือ  </p>

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ข้อมูลเพิ่มเติม</p>

http://www.tzuchi.org/global/ 

http://gotoknow.org/blog/thaikm/28602 

http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=660

จิตอาสาพลังสร้างโลก

http://hsro.or.th/documents/20060524_document1.pdf

http://hsro.or.th/documents/20060617jitarsa2.pdf 

http://hsro.or.th/documents/20060617jitarsa3.pdf 

http://hsro.or.th/documents/20060617jitarsa4.pdf

http://hsro.or.th/documents/20060720_jitarsa5.pdf

"Real love are not for love somebody,It for Everybody & Nobody"

</span><p></p>