มีภาพใหม่มาให้ดูอีกแล้ว...มาตามสัญญา
เป็นภาพเขียนของ Henri Rousseau ศิลปินคนใหม่ที่อยากจะแนะนำ เขาเป็นศิลปินพื้นบ้านชาวฝรั่งเศสที่มุมานะเรียนเขียนรูปด้วยตนเอง จนมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก เผื่อว่าจะจุดประกายให้บรรดาแฟนคลับของบันทึกนี้ อาจศึกษาแนวทางจนโด่งดังไปด้วยได้ อาจารย์จะได้เก็บค่าหัวคิวเป็นค่าดันดารา อิ อิ
คราวนี้มีกติกาว่า
ชื่อภาพ The Sleeping Gypsy ขนาด 129.5 × 200.7 cm. เทคนิค oil on canvas 1897
Artist: Henri Rousseau ปัจจุบันอยู่ที่ Museum of Modern Art, USA ที่มา : http://www.angelo.edu/faculty/rprestia/1301/images/IN518aRousse%20GpysBST1.jpg
1.ให้ดูภาพก่อน ดูอย่างลึกซึ้งและจริงจัง ซึมซับรับรายละเอียดของภาพทุกอณู
2.เมื่อรับสาระจากภาพแล้ว ให้ลองเขียนบรรยายภาพตามความเข้าใจของตนเอง
3.เวลาเขียนบรรยายความรู้สึก ให้อ้างอิงสิ่งที่เห็นในภาพประกอบด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปทรง แสงสี หรือบรรยากาศ ที่สามารถชักจูงให้ผู้อ่านเข้าใจตามไปได้
4.วิธีบรรยาย ไม่จำกัดรูปแบบ จะเป็นร้อยแก้ว ร้อยกรอง กลอนปล่าว ไฮกุ เพลงยาว เพลงฉ่อยฯลฯ ได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียว...ขอเพียงให้เขียนมา
ฮะฮ้า ! สั่งงานเสร็จ อาจารย์ก็ยืนกอดอกยิ้มหวานรออ่าน รอนักเรียนมาเข้าชั้น เตรียมขนมหวานเป็นรางวัล และเตรียมไม้เรียวอันยาวเท่าพระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง ไว้รอหวดก้นเด็กจอมซน ที่จะมากวนและดื้อ พร้อมทั้งไม้บรรทัดศักดิ์สิทธิ์ที่ตกทอดมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาให้เด็กสมองทื่อคาบหน้าชั้น รวมทั้งใบหนาดกันผีและใส้อั่วทรงเครื่องเพื่ออัญเชิญปอบทั้งปวงมาสิงสถิตย์
เอ้า! อย่ารอช้า เวลาและนารี มิยินดีจะคอยใคร เชิญลงมือได้ครับ

แวะมาสวัสดีค่ะ กลับจากกรุงเทพจะมาบอกค่ะ จริง ๆ แล้วภาพนี้ต้องคอยดูนานๆ แต่ราณีมีเวลาเตรียมตัว 10 นาที ติดไว้ก่อนนะค่ะ สวัสดีค่ะอาจารย์
ราตรีนี้มีเพียงแสงดวงจันทร์เด่น
แต่มองเห็นคนอยู่ข้างอ้างว้างเหงา
อยู่เพียงกายใจอยู่ห่างต่างจากเรา
ดวงจิตเศร้าเค้าไม่รักหักดวงใจ
แต่ก่อนเก่ายังเคียงคู่อยู่ไม่ห่่าง
แต่พอว่างเว้นหายก็หน่ายหนี
ใจที่รักกลับกลายเป็นราคี
อย่างราชสีห์มุ่งหมายทำลายกัน
ขอเพียงแต่ดวงใจยังใฝ่ผูก
ที่เคยปลูกต้นรักฝากให้ฝัน
แม้สิ้นแล้วหัวใจไม่รักกัน
แต่ตัวฉันจะรักมั่นนิรันดร
เป็นความรู้สึกที่ผมได้จากรูปนี้ครับ เพราะรู้สึกถึงความในที่ซ่อนไว้แบบลึกๆ แต่เดาเอาจากความรู้สึกส่วนตัวครับ
สวัสดีหนูราณี
ได้คะแนนมาเข้าชั้นเรียนไว แปดคะแนนนส่วนสิบ ในฐานะเป็นคนแรก แต่หักว่าจะส่งงานภายหลังอีกสามคะแนน จึงเหลือแค่ห้าคะแนน หากส่งงานคุณภาพดีจะเพิ่มให้ทีหลัง...โหดมั้ย?
เที่ยวกรุงเทพเมืองอมรให้สนุกนะครับ
โอ้โฮ้! ต้องยกนิ้วให้หนุ่มน้อยนักลงทุนเงินน้อยแต่ไม่ฝืดเรื่องเชิงกลอน
ตอบได้เร็วทันใจ แถมมีสุนทรียภาพสูงล้ำแต่งออกมาเป็นกลอนแปด มีสาระเหมือนนิราศสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
เพราะสมัยนั้น นิราศคือการท่องเที่ยวไป ณที่ใดก็ตาม จะชมความงามในธรรมชาติแล้วลงท้ายด้วยการประหวัดถึงคนที่รักเสมอ
กลอนของคุณเช่นกัน จับความรู้สึกจากภาพได้ คือ ความรู้สึกอ้างว้างและเดียวดาย เหงา
เมื่อรู้สึกเหงาก็ระลึกนึกถึงคนที่เคยอยู่ใกล้ บัดนี้จากกันไกล เปล่าเปลี่ยวฤทัยเหลือทน(ว่าไปนั่น)
คุณจึงเปรียบ ใจที่ไกลกันเป็น...
ใจที่รักกลับกลายเป็นราคี
อย่างราชสีห์มุ่งหมายทำลายกัน
ไม่เลวครับ ผมชอบการเปรียบเปรยในตอนนี้
และพลอยชอบใจในตอนท้ายที่ว่า...
ที่เคยปลูกต้นรักฝากให้ฝัน
แม้สิ้นแล้วหัวใจไม่รักกัน
แต่ตัวฉันจะรักมั่นนิรันดร
เอ! คุ้นๆ แฮ่ะ ตอนนี้ เหมือนความรู้สึกใครบางคนฝากให้หนูอ.ลูกหว้าปอบหยอบชมพู แต่งต่อ อาจเป็นกำศรวลลูกหว้า ก็ได้
มองภาพแล้วทำให้คิดถึงการพยายามดิ้นรนหากินของมนุษย์ ที่ไม่มีความแตกต่างกันไปกับสัตว์ที่เป็นถึง จ้าวป่า แต่ก็ไม่มีป่าให้อยู่ และมนุษย์ที่ไม่มีบ้านให้อยู่ ก็ต้องเร่ร่อนหากินกันไป ถ้าสัตว์โลกไม่เบียดเบียนกันและกัน ก็จะทำให้โลกนี้น่าอยู่ มีความสดใสเช่นแสงจันทร์ แม้พื้นดินจะมีความแห้งแล้ง
มองภาพแล้วเกิดความสงสัยสองอย่างในภาพ (1)ชายยิปซีนักดนตรีพเนจรคนนี้คงจะไม่ได้หลับจริงหากแต่คิดว่าการทำเหมือนคนนอนหลับไหลอาจช่วยให้เขานั้นเอาตัวรอดจากการถูกไล่ล่าของสิงโตเสียมากกว่า.(2)ปกติยิปซีเขาเป็นกลุ่มไม่โดดเดี่ยวแต่ทำไมยิปซีหนุ่มคนนี้จึงอยู่เพียงลำพัง?
..และเมื่อนึกถึงความคิดที่ซ่อนเร้นในชื่อของภาพ..กระตุ้นให้นึกถึงความรู้สึกที่แฝงอยู่ข้างในใจเกี่ยวกับการเลือก/ใช้ชีวิตของคนเรา บางคนนิยมชมชอบการใช้ชีวิตแบบยิปซี.แต่เป็นยิปซีที่โดดเดี่ยวซึ่งความคิดและวิถีการดำเนินอยู่อย่างยิปซีโดดเดี่ยวนี้ก็คล้ายๆกับสิงโตที่จะต้องพบกับความอ้างว้าง,ไร้จุดหมายแต่ก็มีอิสระ ได้พบเห็นธรรมชาติและความงามที่ไม่ซ้ำซากจำเจแต่ด้านลบของวิถีเช่นนี้คือหากต้องเผชิญอันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้หรือไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้....ก็ได้แต่ต้องอาศัยไหวพริบปฏิภานเฉพาะหน้าของตน..รอดก็คือรอดแต่ถ้าไม่รอดก็คืออย่างน้อยทั้งชายยิปซีและสิงโตก็ได้เลือกที่จะใช้ชีวิตและดำรงอยู่ตามแบบที่ใจเขาต้องการแล้ว
คุณกิตติพันธ์
เป็นเด็กดีชอบใฝ่เรียนแล้วนะครับ เข้ามาทำการบ้านเป็นคนแรกของกลุ่มเลย ต้องให้รางวัลแน่ๆ
ดูภาพแล้วคิดถึงชีวิตมนุษย์ที่ต้องดิ้นรน เร่ร่อนปราศจากที่อยู่อาศัย เหมือนสัตว์ เป็นมุมมองที่ดีน่าสนใจ
ผมขอแนะนำ อาจต้องดูภาพเพิ่มอย่างพินิจอีกครั้งครับ เพื่อให้ได้รายละเอียดอื่นๆมาสนับสนุนความคิดและความรู้สึกของเราให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นรายละเอียดของคน สัตว์ และบรรยากาศ สีสรรทั้งหมด
ค่อยๆดู ค่อยๆรู้สึก และรวมรวมมาบรรยาย
ค่อยๆคิด หาคำมาเติมแต่งเป็นรูปประโยค
ค่อยๆเรียบเรียง รูปประโยคนั้นมาเชื่อมต่อกันเป็นเนื้อความ
ที่สามารถสื่อความหมาย...ตามความในใจของเรา
สวัสดีครับ คุณ seangja
เข้าใจสงสัยครับ เอ? หลับจริงหรือแกล้งหลับ
หลานชายผมเคยเล่าประสบการณ์ว่าเจอผีหลอก ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยแกล้งทำเป็นตาย นอนนิ่งอยู่
ผมฟังแล้วหัวเราะ คิดได้ไง ...ผีจะไม่รู้เหรอ?
หรือกลายเป็นพวกเดียวกับผีไปแล้ว?...จึงไม่หลอก
แต่ในภาพนี้อาจเป็นกลอุบายของเขา ที่หนีตายโดนนอนนิ่งเฉย....
สงสัยอีกข้อ ว่าทำไมอยู่โดดเดี่ยว ยิบซีเร่ร่อนจริงแต่มักอยู่เป็นกลุ่ม...แต่อีตานี่มาแปลก นอนเดี่ยวมีแต่แมนโดลินเป็นเพื่อน....น่าคิด?
คุณจึงสรุปเป็นวิถีชืวิตที่คนหรือสัตว์ก็ตาม พอใจที่เลือกใช้มาเป็นวิถีตน...อาจได้อิสระ แต่แลกด้วยความโดดเดี่ยว ไร้เพื่อน
อืมมมมมส์...คุณล่ะคิดอย่างไร
ดีใจจังอาจารย์มีภาพมาให้บรรยายแล้ว....
บางครั้งก็อยากเป็น/ใช้ชีวิตแบบยิปซีค่ะที่พยายามใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างสนุกสนานและมีอิสระแต่ก็ยังเป็นคนที่มุมมองอีกด้านหนึ่งประมาณว่าห่วงความมั่นคงหรือต้องการการรับรองพื้นฐานว่าจะไม่ลำบากหรืออัตคัดเกินไป.
..จากภาพเมื่อกลับมาดูรายละเอียดอีกครั้งก็พบสิ่งที่น่าประทับใจอีก2อย่างคือแสงสีอันนวลตาของพระจันทร์และความเย็นสบายของกระแสลมที่พัดแรงอย่างพอดีๆจนทำให้ขนต้นคอของสิงโตนั้นลู่ขึ้น..เป็นความงามและอ่อนโยนที่ธรรมชาติมีมามอบให้แก่ทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นยิปซีผู้เดินทางไกลและกับสิงโตนักล่ายามราตรี
ยามราตรีอันสว่างกระจ่างใจ
แม้นมีภัยอันตรายมากลายใกล้
สตรียิปซีอันเกรียงไกร
อนาถใจเธอนั้นร่อนเร่มา
ทะเลทรายกว้างใหญ่แผ่ไพศาล
ใจอาจหาญโดดเดี่ยวเที่ยวภูผา
เมื่อเหนื่อยนักล้มพักผ่อนกายา
จึงเห็นว่าราชสีห์มาเมียงมอง
สะดุ้งกลัวหัวอกระทึกสั่น
กุมไม้มั่นระวังตัวกลัวภัยสยอง
นอนภาวนาให้สิงห์ไปตามครรลอง
มีเราสองผูกมิตรจิตชิดกัน
สวัสดีหนู Paew
แอบบอกคะแนนคราวก่อนให้ อยู่ในอันดับต้นๆเชียวล่ะ เพราะบรรยายภาพถูกเป็นส่วนใหญ่รายละเอียดก็ชัดเจน เช่นรู้ว่ากล่องบลูเบอรรี่ไม่ใช่หนังสือ เป็นต้น(บอกเสร็จ อย่าลืมเลี้ยงครู)
มาคราวนี้ รู้สึกว่าจะจับจ้องมองรายละเอียดมาก เช่น เห็นเสื้อของยิบซีผิดปกติ ตุงขึ้นมา น่าจะเป็นลูกที่ซ่อนอยู่...จินตนาการจึงเกิด
สรุปท้ายได้ดี ว่าสัตว์ทั้งหลายอาศัยอยู่ร่วมกัน ควรอยู่ด้วยความรักและเมตตา...สาธุ
คุณ seangja
มาดูรูปใหม่ เพราะติดใจชีวิตของยิปซีที่มีอิสระ แต่ก็ยังห่วงในเรื่องความไม่มั่นคงของชีวิต
คนที่เป็นยิบซีหรืออนาคาริกนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเป็น คือการตัดขาดจากชีวิตเดิมๆที่เคยยึดเป็นวิถี เพราะเกิดความความเข้าใจใหม่ว่า
สิ่งที่เคยยึดถืออยู่เดิมเป็นทุกข์ มิใช่สุข
จึงหันมาแสวงหาทางสุขในวิถีใหม่
แสดงความยินดีด้วย เมื่อหวลกลับดูภาพครั้งที่สอง สามารถเห็นลมทะเลทราย พัดจนขนที่แผงคอของสิงโตลู่ตามลมได้ การสังเกตุเป็นส่วนที่ดีที่สุดของการนำไปสู่สุนทรียภาพครับ
พร้อมแล้วค่ะ......เตรียมใจมาพร้อมที่จะคาบไม้บรรทัดศักดิ์สิทธิ์แล้วค่า
................................................................................
ดูรูปแล้ว น่าจะเป็นครอบครัวยิบซีสามคนพ่อแม่ลูกไหมคะ หัวหน้าครอบครัวตื่นแล้วด้วยสัญชาตญาณระวังภัย รีบเอาผ้าคลุมภรรยาและลูกที่นอนถัดไปด้านใน(จากปลายเท้าสองข้างน่าจะเป็นของภรรยาที่นอนหงายค่ะ ส่วนลูกถูกคลุมมิดทั้งหัวและเท้าเห็นเป็นรอยนูนแถวหน้าอกคนเป็นพ่อ)
มือคนเป็นพ่อเกร็งแขนจับไม้เท้าแน่นเพื่อเตรียมใช้เป็นอาวุธ เขากลั้นลมหายใจเพื่อสิงโตจะได้คิดว่าเขาตายแล้ว และผ้าที่คลุมภรรยาและลูกก็เพื่อสาเหตุนี้
สิงโตเจ้าป่าหิวเหลือเกิน ปกติมันจะกลัวมนุษย์มาก แต่นี่มันหิวได้กลิ่นเนื้อมนุษย์เข้าจมูกจึงวิ่งตามหาจนเจอ แต่มันก็กลัวๆกล้าๆ หางจึงตั้งชันขึ้นและขนแผงคอจึงพองออกมา ตาขยายกว้าง มันเดินเข้าไปช้าๆเพื่อดมๆว่า มนุษย์นี่ตายหรือยังนะ....
ท่ามกลางความสงบเงียบยามค่ำคืนของหุบเขาที่รายล้อม จันทร์เต็มดวงและดาวส่องกระจ่างฟ้า ยิบซีผู้นี่จะคุ้มครองครอบครัวได้ไหมนะ เจ้าป่าจะอิ่มท้องหรือไม่
เฮ้อ รู้สึกลุ้นเหลือเกินค่ะ
......................................................................................
ตอนแรกคิดว่าทะเลทรายค่ะ แต่มานึกดูว่าสิงโตคงไม่รอดในทะเลทรายแน่ๆ เพื่อนร่วมคาบ(ไม้บรรทัด)ช่วยๆมาคาบเอ๊ยมาเขียนกันเถอะค่ะ
หวัดดี หนูนา
ตั้งท่าจะตอบเป็นกลอนแต่ระยะนี้กลอนค่อนข้างชำรุดจึงนึกไม่ออก ศรีปรูดจึงเป็นศรีหยุดก่อนชั่วคราว
ขอชมเชย ชมชิด ว่าเข้าท่า
กลอนหนูนา คาใจ พาใจสยอง
เห็นยิบซี ร่อนเร่ พเนจร
ค่ำแล้วนอน กลางดิน กินกลางทราย
........ติดไว้ก่อน ขอไปหาน้ำมันมาหยอดกลอนที่ฝืดหน่อย หรือเชิญใครจะแต่งต่อก็ได้ครับ
ในคืนเพ็ญที่แสนสงบ ลมพัดโชยชวนหลับไหล ยิบซีตาบอดที่อ่อนเพลียจากการร้องรำ และดื่มกิน วางพิญลงข้างกาย และวางคนโฑสุธารส ทอดกายลงนอนบนพื้นทรายที่อบอุ่น พลันนั้น โสตประสาทเขม็งเกลียว เมื่อได้ยินเสียงย่ำของสิงโต มือคว้าจับไม้เท้านำทาง ปากอ้ากว้างแต่เสียงหวีดร้องกลับไม่เล็ดรอด
ด้านสิงโตเจ้าแห่งนักล่านั้นเล่า ท่องราตรีหาเหยื่อด้วยความชำนาญ สัญชาติญาณเตือนให้ระแวดระวังภัย หางยกชี้ด้วยได้กลิ่นแปลกประหลาดของบางสิ่งเบื้องหน้า ตาเบิกกว้าง และเดินดุ่มเข้าไปใช้จมูกพิสูจน์กลิ่น
แม้พระจันทร์สุกสว่าง หมู่ดาวกระพริบ สายลมอันชวนชื่น และธรรมชาติที่บริสุทธิ์รอบตัว ก็ไม่อาจช่วยให้หัวใจที่ระทึกด้วยความหวาดกลัวสองดวงนั้นสงบลงได้เลย
เป็นเหมือนเสี้ยวนาทีที่โลกเหมือนจะหยุดนิ่งและเลือดในกายเย็นเฉียบ...เป็นเสี้ยวนาทีของการเผชิญหน้ากับความตาย...ที่ยากจะทำใจจริงๆ
จบค่ะ...เดินไปเข้าแถวตามระเบียบ...อิๆๆ
มาตามสัญญาด้วยครับ
แต่เป็นสัญญาใจที่ติดแน่นกับบล็อกอาจารย์ เห็นหายเงียบไปนานนึกว่าอาจารย์คงไม่สบาย แวะเวียนมาดูบ่อยๆ จนมาเห็นบันทึกใหม่ดีใจว่าอาจารย์คงแข็งแรงดีแล้ว
อ้า...รูปนี้ดูแล้วเข้าใจยากเหมือนกัน ดูจากชื่อเป็นยิบซีพเนจร แต่นอนให้สิงโตดมหรือกินไปแล้วก็ไม่รู้ เพราะดูปากเขาอ้าๆเหมือนเจ็บปวดหรือตายไปแล้ว
ทำไมดูว่ามีลูก... ผมดูไม่ออก เพียงแต่คิดว่ารูปนี้ประหลาดกว่าที่อาจารย์เคยเอาให้ดู มันต้องคิดและจินตนาการไปลึกมาก ติดไว้ก่อนนะครับ ให้ป้าๆดูไปก่อนก็แล้วกัน แฮ่ แฮ่
หวัดดี หนูนา
หาจาระบีเจอแล้วเลยมาขยับต่อ
ขอชมเชย หนูนิด คิดเข้าท่า
กลอนหนูนา พาไป ใจสยอง
เห็นยิบซี ร่อนเร่ พเนจร
ค่ำแล้วนอน กลางดิน กินกลางทราย
ราตรีหนึ่ง คืนเพ็ญ เห็นกระจ่าง
นางอาจหาญ เพลิดเพลิน เกินสุขสันต์
เล่นดนตรี แมนโดลิน กินแสงจันทร์
หลับตาฝัน พลันคิด จิตคิดไกล
ในฝันนั้น ฉันเห็น สิงห์โตใหญ่
มาชิดใกล้ ใจระทึก นึกสยอง
ภาวนา สิงห์จงไป ตามครรลอง
ใจเราสอง ลองคิด มิตรต่างพันธ์
....โอยกว่าจะด้นจบได้ คิ้วหงอกไปหลายเส้น
สวัสดีหมอนิด
หวังว่าคุณแม่คงดีขึ้นแล้วครับ ป่านนี้วิ่งปร๋อแล้วกระมัง
อะไรหนอ.. ทำให้หมอปรุงคิดเป็นสามพ่อแม่ลูกยิบซีกำลังผชิญภัยกับเจ้าป่า น่าจะเอามาทั้งคาราวานเลย
แต่ช่างสังเกตุมากครับ มีสายตาแหลมคมประดุจมีดผ่าพุง บรรยายรายละเอียดว่า...
...มือคนเป็นพ่อเกร็งแขนจับไม้เท้าแน่นเพื่อเตรียมใช้เป็นอาวุธ เขากลั้นลมหายใจเพื่อสิงโตจะได้คิดว่าเขาตายแล้ว และผ้าที่คลุมภรรยาและลูกก็เพื่อสาเหตุนี้(ว่าไปนั่น)
แต่บรรยายความรู้สึกของสิงห์โตดีเหมือนเคยเป็นสิงห์โตเลย ....สิงโตเจ้าป่าหิวเหลือเกิน ปกติมันจะกลัวมนุษย์มาก แต่นี่มันหิวได้กลิ่นเนื้อมนุษย์เข้าจมูกจึงวิ่งตามหาจนเจอ แต่มันก็กลัวๆกล้าๆ หางจึงตั้งชันขึ้นและขนแผงคอจึงพองออกมา ตาขยายกว้าง มันเดินเข้าไปช้าๆเพื่อดมๆว่า มนุษย์นี่ตายหรือยังนะ....
และจบลงด้วยปริศนา ยิบซีสามพ่อแม่ลูกจะรอดหรือสิงห์โตจะอิ่มท้อง...รู้สึกหมอจะพัวพันอยู่กับเรื่องกินอิ่มตลอดเวลานะครับ
หากหิวนัก จงไปเปิดตู้เย็น หาอะไรกินเถิด
สิ่งมีชีวิต ไม่ว่าคน หรือสัตว์ ล้วนมีธรรมชาติ พึ่งพิง ธรรมชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ยิปซี ก็มีวิถีชีวิตเช่นคนทั่วไปซึ่งใช้ชีวิตไปตามเหตุปัจจัย ปกป้องระวังภัยแก่ลูกน้อยในอ้อมอก และพักผ่อนเมื่อถึงเวลาที่สังขารเรียกร้อง เพื่อในวันรุ่งขึ้นจะได้ทำหน้าที่ขับกล่อมผู้คนด้วยเสียงดนตรี เพื่อหาเลี้ยงชีวิตตนเอง ลูกน้อย และครอบครัว
ในเวลาที่พระจันทร์ทำหน้าที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด และผู้คนหลับไหล สิงโตก็ได้อาศัยแสงจันทร์เพื่อออกหาอาหารเพื่อการยังชีพช่วงเวลาที่ปลอดภัยจากมนุษย์
กาลเวลาและสรรพสิ่งล้วนเกื้อหนุน อาศัยเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน