ต้นไม้ ต้นไม้ ต้นไม้
บันทึกนี้บางรายละเอียดได้นำเสนอไว้ในบล็อกของ ดร.แสวงด้วยแล้วครับ และได้คุยประเด็นต้นไม้กับท่านอาจารย์แฮนดี้ทาง skype อีก เลยคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงขอรวบรวมมามองย้อนใหม่อีกรอบครับ โดนจะขอมองแง่คิดเพื่อมองย้อนกลับมายังตัวเราจากการมองและเรียนรู้ต้นไม้รวมถึงพืชทุกชนิดที่อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน
ต้นไม้เดินไม่ได้เหมือนคนหรือสัตว์เมื่อเกิดขึ้นที่ใดก็ต้องอาศัยและเรียนรู้อยู่ที่ตรงนั้นตลอดไป เรียนรู้สิ่งแวดล้อมเพื่อเอามาปรับปรุงพฤติกรรมของตัวเองโดยยังคงคุณสมบัติเด่นของตัวเองเอาไว้ได้แล้วถ่ายทอดสู่รุ่นลูกหลาน
ได้ถูกปลูกหรืองอกเองขึ้นตรงไหนก็ต้องอยู่ตรงนั้น แล้วใช้ชีวิตตรงนั้นเพื่อเจริญงอกงามเท่าที่ทำได้และให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีระบบราก ระบบท่อลำเลียงและระบบสร้างอาหารแล้วระบบเจือจุนสิ่งแวดล้อม
ต้นไม้ต่างจากสัตว์เพราะไม่สามารถวิ่งหนีภัยธรรมชาติ การโค่นทำลาย หรือไฟป่าและอื่นๆ ได้ ต้องสร้างวิธีการป้องกันภัยให้กับตัวเอง
หากต้นไม้นั้นต้องงอกขึ้นในหน้าหนาวหรือในภูมิประเทศที่มีหลายฤดูกาล เค้าจะต้องปรับตัวเพื่อให้ชีวิตของเค้าอยู่ได้ทุกฤดูกาลอย่างฤดูหนาวก็ต้องจำศีลไม่มีการสังเคราะห์แสง ต้องมีการเก็บอาหารไว้ในลำต้นหรือส่วนอื่นของร่างกาย ก่อนจะสลัดใบทิ้งต้องตรึงไนโตรเจนหรือส่วนประกอบอื่นที่เป็นประโยชน์เก็บไว้ในลำต้นก่อนสละใบทิ้ง
มีระบบแบคอัพในการประกันชีวิตของตัวเองคือหากมีคนมาทำลาย หากไม่ทำลายจนถอนรากถอนโคนก็จะไม่ตายในทันที่ซึ่งต่างจากสัตว์หรือคนที่โดนยิงทีเดียวตายเลยในทันทีหรืออีกไม่นาน แต่ระบบการทนต่อสภาพของต้นไม้นั้นน่านับถือยิ่งนัก
ต้นไม้เป็นเสมือนห้องครัวหรือคนครัวของโลกใบนี้ โดยมีแหล่งพลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นแหล่งเชื้อเพลิงในการหุงต้มอาหารหลักประกอบกับน้ำที่รากหาได้และอากาศที่หายใจเข้าไปในการสร้างน้ำตาลมาหล่อเลี้ยงชาวโลก
คนส่วนหนึ่งบอกว่า ต้นไม้ไม่สามารถนิพพานได้แต่นั่นไม่น่าจะใช่ประเด็น แต่หากเราศึกษาต้นไม้แล้วผมว่าต้นไม้นี่ก็ไม่ธรรมดาไปกว่ามนุษย์เรา เพราะหากไม่มีต้นไม้คนก็จะไม่มีเช่นกัน เพราะคนสร้างอาหารเองไม่ได้
ต้นไม้จะเปรียบเสมือนเครืองสูบน้ำจากดินสู่ขึ้นชั้นบรรยากาศในยามที่ไม่มีแสงแดดและมีแสงแดด โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมต้นไม้จะช่วยได้เยอะมากๆ เพราะว่า 99%ของการดูดน้ำเข้าสู่รากเป็นการส่งขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศ ส่วนที่เหลืออีก 1% เอาไว้สำหรับการสังเคราะห์แสง ลองคิดดูครับ เวลาพี่น้องอีสานน้ำท่วมแล้วไม่มีต้นไม้ น้ำจะไปไหนได้หากไหลลงไปยังที่ต่ำและไหลลงดินไม่ได้เพราะมันอิ่มตัวแล้ว
ต้นไม้จะดึงเมฆให้ลงมาอยู่ต่ำๆ หากไม่มีต้นไม้หรือป่าไม้ เมฆจะลอยมาแล้วลอยไปแล้วก็อยู่สูงมากๆจากพื้นดิน (เพราะว่ามีป่าก็มีความชุ่มชื้นอุณภูมิร้อนไม่ลอยเพื่อยกเมฆให้สูงขึ้นนั่นเอง สังเกตุได้ตามเมืองใหญ่ครับหรือแถบโรงงานอุตสาหกรรมครับ) ถามว่าฟ้าฝนจะตกลงมาให้ชุ่มฉ่ำในหัวใจหรือครับ ดังที่ไปเที่ยวน้ำตกแล้วเดินขึ้นไปยังชั้นบนสุดของน้ำตก จะเห็นน้ำไหลออกจากรากต้นไม้แล้วก็จะพบว่าฝนตกด้วยเมฆก็จะอยู่ใกล้ๆ ตัวเราฝนตกตลอดเวลา
ต้นไม้จะครบวงจรในตัวเอง คือผลิตเองใช้เองที่เหลือคืนให้สิ่งแวดล้อม เช่น จะหายใจโดยหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปแล้วคายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเหมือนคน คาร์บอนไดออกไซด์ก็เอาไปใช้ในการสังเคราะห์แสงอีก สังเคราะห์แสงก็ได้ออกซิเจนออกมาอีก
หน้าร้อน คนร้อนได้ ต้นไม้ร้อนก็ร้อนได้เช่นกัน คนร้อนวิ่งไปอาบน้ำตากแอร์เย็นๆ หรือกระโดดในน้ำตก หรือไปทะเล ดีจังแต่ต้นไม้ไปไหนไม่ได้ต้องทำไงครับ ต้นไม้ก็ต้องดูดน้ำเข้าไปแล้วคายน้ำออกทางปากใบเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกาย หากมีน้ำไม่พอหล่ะต้องทำไงครับ ต้องไปสร้างโปรตีนในตัวเพื่อเอาไปลดอุณหภูมิ โหคิดได้ไงเนี่ยครับ
การขยายพันธุ์ก็มีหลายแบบขึ้นกับชนิดแบบทั้งอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศที่น่าสนใจคือ ลูกๆจะอยู่ใกล้ๆ แม่โดยจะเริ่มขยายพันธุ์ ขยายวงแผ่ไปเรื่อยๆ จนครอบครองพื้นที่ จะเห็นว่าพื้นที่ป่าส่วนใหญ่เกิดจากการขยายพันธุ์ของเค้าเองไม่มีใครไปปลูกไว้ แล้วอยู่ร่วมกันได้ในสังคมต้นไม้ ในผืนป่า ให้ความชุ่มชื้นแก่กัน
หากท่ออาหารโดนตัดขาดแต่ท่อน้ำไม่ถูกทำลาย กรณีคนไปปอกเปลือก(ท่ออาหาร)เพื่อเอาท่ออาหารออกก็จะสร้างท่ออาหารใหม่จนเชื่อมต่อกัน (เห็นได้จากการกรีดยางเป็นการตัดท่ออาหาร คนได้น้ำยาง ก็จะสร้างท่ออาหารใหม่เพื่อกลับสู่สภาพเดิมให้ได้มากที่สุด)
ต้นไม้ไม่มีสมองชัดเจนเหมือนคนหรือสัตว์ แต่คิดได้และแก้ปัญหาได้ และมีการชะลอการตาย (เช่นขุนช้างฉี่รดต้นโพธิ์ทุกวันจนต้นโพธิ์ตาย อิๆ เอใช้ฉี่รดหรือว่าใช้น้ำร้อนรดหนอ ยิ้มๆ)
ไม่มีตาแต่รู้ว่าแสงมาจากทางไหน (มีระบบฮอร์โมนที่หนีแสงที่ปลายยอดชื่ออ๊อกซิน) ไม่มีตาแต่รู้ว่าหลักยึดอยู่ตรงไหน (กรณีถั่วฝักยาว ยอดจะมีวิธีการในการพันหลักยึด ลองสังเกตดูครับ)
เพิ่มปุ๋ยให้กับตัวเองตอนใบแก่ร่วงโรยทับถมกลายเป็นปุ๋ยต่อไปได้ นอกจากจะดูดอาหารขึ้นไปอย่างเดียวแล้วก็คืนสู่กลับธรรมชาติเพื่อให้ใช้ได้ต่อได้ครบวงจร
หากระบบรากเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายจะไม่แย่งอาหารกัน
ต้นไม้สร้างชุมชนของสัตว์และสิ่งมีชีวิตให้เกิดการเกื้อกูลกัน เช่นการกินผลไม้ของนก ช่วยในการขยายพันธุ์ไม้ด้วยตอนนกบินไปถ่ายไว้ที่ไกลๆ
คุณสมบัติของต้นไม้ ยากเกินจะบรรยายได้หมดในช่วงชีวิตนี้ แล้วคุณละครับ
คิดว่ามีประโยชน์ไรบ้าง
ถึงเวลายังครับที่เราจะมาร่วมปลูกต้นไม้กัน
คงไม่ต้องขนาดหวังถึงปลูกต้นไม้ใช้หนี้นะครับ เพราะหากปลูกไว้ใช้หนี้ คนก็จะสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วทำลายต้นไม้อีกเช่นกัน
มาร่วมรณรงค์ปลูกต้นไม้กันเถอะครับ ช่วยแบ่งเบา ดต.วิชัย และคุณลุงสงัดนะครับ
ข้อเห็นเพิ่มเติม จากบทความ อาจารย์ไม่มีคุณภาพ ของพี่กมล์วัลย์ ครับ
จริงๆ ต้นไม้ก็มีหลายๆ แบบนะครับ ผมชอบที่นายแหลม...น้องแหลมก็แล้วกัน อรหันต์ชาวนา พูดไว้โดนใจผมมากๆ เลยครับ เค้าแบ่งต้นไม้ออกเป็นประเภทครับ เค้าบอกว่า
ต้นไม้ บางต้นพวกนี้นิพพานหรือตรัสรู้แล้ว หรือว่าได้รับปริญญา อะไรทำนองนี้นะครับ ประมาณว่า หากกินได้ เลี้ยงตัวเองได้ แม้ว่าจะอยู่กับที่ก็ตาม ไม่ว่าจะเอาไปปลูกทิ้งไว้ตรงไหน หรืองอกตรงไหนมันจะโตของมันเองตามธรรมชาติได้
บางประเภทต้องให้ก่อนในเบื้องต้น แล้วก็คอยดูแลจนอยู่ได้แล้วจากนั้น เค้าจะจัดการตัวเองได้
บางประเภทเค้าบอกว่าต้องดูแลเอาใจใส่ตลอดเวลา ไม่รู้จักโตเสียที พวกนี้ต้องคอยดูและให้อาหารให้น้ำตลอด ถึงจะได้ผลดีครับ
พี่เคยเห็นต้นไม้แบบที่เค้าเรียกว่า บ้าใบ ไหมครับ คือมีสารอาหารพวก ไนโตรเจนมากเกินไป ซึ่งตัวนี้มันจะมีผลต่อการบำรุงพืชในเรื่องการสร้าง กิ่งก้านสาขา นะครับ จะเห็นว่างอกงามดีมากครับ แต่ไม่มีผล คือไม่ออกดอกออกผลที่ควรเป็น นี่คือการเสพจากทรัพยากรที่มีอย่างไม่เพียงพอของต้นไม้
แต่ทั้งนั้นและทั้งนั้นครับ...ต้นไม้เคลื่อนที่ไม่ได้ มีข้อจำกัด ทำได้แค่เลื้อยไปปกคลุมเพื่อหาสารอาหารให้ตัวเองอยู่รอดเช่นกันครับ ตามสภาพที่เป็นอยู่ แต่มีข้อดีคือตัวต้นไม้เองเดินไม่ได้ แต่สร้างอาหารให้ตัวเองได้ ด้วยการสังเคราะห์แสง
แต่ คนเราเดินได้ แต่สังเคราะห์แสงไม่ได้ สร้างอาหารให้ตัวเองไม่ได้ เลยต้องไปเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่นมาให้ตัวเองได้กินไงครับ นี่คือความสมดุลครับ
ระหว่างคนกับต้นไม้ เดินได้ไม่ได้ กับสร้างอาหารเองไม่ได้และได้ ตามลำดับครับ จะเห็นว่าธรรมชาตินั้น สร้างสิ่งเหล่านี้ไว้แล้วอย่างลึกซึ้งมากๆ เลยครับ พี่ลองจินตนาการดูซิครับ หากคนสังเคราะห์แสงได้ แล้วเดินได้ด้วย จะเป็นอย่างไรหนอ...เพียงพอ หรือว่าไม่พอ...อยู่ที่ตรงไหน
ทุกสิ่งมีชีวิตเกิดมาพร้อมกับความเห็นแก่ตัวทุกๆ อย่างครับ เพียงแต่เราจะควบคุมให้สมดุลได้อย่างไร อยู่ตรงนั้นเป็นสำคัญ หากการให้ และรับ ไม่สมดุล ระบบจะเกิดปัญหาทันที
สังเกตดูนะครับ ว่าระบบใดที่ให้อย่างเดียว ไม่นานก็หมด ระบบใดที่รับอย่างเดียวไม่นานก็ตาย
ระบบใดที่ดีอยู่แล้ว และดีต่อไป มันจะยังอยู่ได้ต่อไปเสมอ....
วันหนึ่ง ผมอยากจะทราบว่า โรงเรียน มหาวิทยาลัยที่ตั้งๆ กันขึ้นมา อาจจะไม่มีประโยชน์เลยก็ได้ครับ หากการให้และรับไม่สมดุล จะมีระบบใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความสมดุลออกมาแทน ระบบเก่าที่เสื่อม ผมเชื่ออย่างนั้นครับ
วันหนึ่งการศึกษาแบบอัธยาศัยอาจจะรุ่งเรื่องกว่าการศึกษาในระบบก็ได้
หรือการศึกษาแบบนอกระบบจะเป็นตัวสำคัญกว่าในระบบก็ได้ครับ
คนเราต้องได้รับบทเรียนเท่านั้นครับ โดยเฉพาะการได้รับบทเรียนจากประสบการณ์ตัวเองเป็นสำคัญถึงจะเชื่อและตระหนักครับ ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะได้รับประสบการณ์หนักๆ เหล่านั้นร่วมกันครับ ไม่ช้าก็เร็ว แล้วจากวันนั้นที่เรามีโอกาสนี้ เราจะเข้าใจธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติ เห็นอกเห็นใจกันมากขึ้นครับ
ขอบคุณมากๆ นะครับ และมีความสุขในการทำงานนะครับ
อาจารย์เม้ง...
บังเอิญเจอพอดีก็เลยอ่านเล่นๆ... อ่านไปก็นึกถึงแนวคิดเรื่องวิญญาณของอริสโตเติล โดยเค้าบอกว่า วิญญาณมี ๓ ระดับ คือ...
๑. วิญญาณพืช มีระดับการรับรู้เพียงเพื่อการดำรงชีพเท่านั้น
๒. วิญญาณสัตว์ มีระดับการรับรู้พัฒนาขึ้นมาเพื่อแสวงหาอำนาจ การเคลื่อนที่ของสัตว์เป็นการบ่งชี้ถึงการแสวงหาอำนาจ
... วิญญาณทั้งสองระดับนี้ เป็นคุณภาพเชิงซ้อนของสสารที่พัฒนาขึ้นมาเท่านั้น
๓. วิญญาณมนุษย์ เป็นระดับการใช้เหตุผลเพื่อรู้แจ้งสรรพสิ่ง... วิญญาณมนุษย์นี้เป็นส่วนที่แบ่งย่อยมาจากวิญญาณของเอกภพหรือวิญญาณนิรันดร ทำนองนั้น
... ผีดิบ ของพวกฝรั่ง เกิดขึ้นจากพื้นฐานแนวคิดนี้ กล่าวคือ ผีดิบจะปราศจากวิญญาณระดับที่สาม ซึ่งเป็นวิญญาณแห่งเหตุผลแล้ว ยังคงอยู่แต่วิญญาณ ๒ ระดับแรกเท่านั้น ...
เล่าเล่นๆ เพื่อทบทวนความจำ...
เจริญพร
กราบนมัสการหลวงพี่ครับ
น่าสนใจมากๆครับ กำลังคิดคิดว่า สิ่งที่มนุษย์แบ่งแยกกันเนี่ย เป็นเพราะมนุษย์เราคิดเข้าข้างตัวเองหรือเปล่าครับ ที่ไม่ได้ถามความเห็นจากพืชหรือสัตว์ก่อนการตัดสินใจนั้น เพราะความถี่ในการสื่อสารถึงกันได้ของเราจูนกับคลื่นชีวิตของวิญญาณที่หนึ่งและสองไม่ได้ด้วยหรือเปล่าครับ
อีกอย่างครับ อยากจะกราบเรียนถามหลวงพี่ว่า ที่เค้าว่ากันว่าพืชไม่สามารถนิพพานได้เนี่ย มีเหตุผลไรบ้างประกอบครับ อยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจทางธรรมชาติมากขึ้นครับ
กราบขอบพระคุณมากครับ
เม้ง
กราบเรียนถามอีกข้อครับ สงสัยมานานแล้วครับ
แล้วสัตว์หล่ะครับ มีโอกาสนิพพานไหมครับ อย่างสัตว์ป่านำมาฝึกให้เรียนรู้ และไม่ให้ดุร้าย เราจะเรียกว่าสัตว์ตัวนี้นิพพานแล้ว ได้ไหมครับ
กราบขอบพระคุณมากครับ
เม้ง
อาจารย์เม้ง...
คำถามไม่ยาก แต่ต้องอธิบายกันนาน จะตอบสั้นๆ. . .
ตามพุทธมติ...
พืชมิได้มีวิญญาณ เพราะพืชถูกจัดอยู่ใน อนุปปาทินนกสังขาร (สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง) ดังนั้น การนิพพานของพืชจึงเป็นโมษะ... ส่วนรายละเอียดต้องไปค้นหาเอาเอง ...
สัตว์ มนุษย์ เทวดา จัดเป็น อุปปาทินนกสังขาร (สังขารมีวิญญาณครอง) แต่...
สัตว์ ไม่สามารถบรรลุธรรมได้...
เทวดา อาจบรรลุธรรมได้แต่เพียงขั้นแรกเท่านั้น คือ โสดาบัน (บรรลุชั้นสูงก็อาจมีบ้างแต่ยังมีรายละเอียดอีกเยอะ)...
มนุษย์ เท่านั้น ที่สามารถบรรลุธรรมชั้นสูงสุดคือ อรหัต ได้ และผู้บรรลุระดับนี้จึงจะเข้าถึงนิพพานได้...
รายละเอียดมีเยอะ ซึ่งหลวงพี่ก็ไม่ค่อยแม่นยำมาก เพียงพอผ่านเท่านั้น...
เจริญพร
ติดตามมาอ่านครับ
คุยกันจบคิดว่าจะเขียนอยู่บ้างเหมือนกัน แต่น้องบ่าวจัดการได้เนียน หมดจด ก็เลยไม่ต้องเขียนแล้ว คงตามใครต่อใครมาเก็บเกี่ยวจากตรงนี้ดีกว่า
ขอบคุณครับ
ดีครับพี่บ่าว เผื่อได้ข้อคิดเพิ่มเติมครับ สิ่งรอบตัวล้วนมีประโยชน์ครับ อยู่ที่มุมมองครับ ขอบคุณมากๆนะครับ
อย่ามัวแต่สงสัยครับพี่เม้ง ศึกษาจากพระไตรปิฎก หรือหนังสือที่ถ่ายทอดจากพระไตรปิฎกมาอ่าน ผมแนะนำหนังสือ พุทธธรรม(ฉบับขยายความ)ครับ
ฮะแฮ่มมันเป็นหน้าที่ของเราชาวพุทธ์อยู่แล้ว มิใช่หรือ
ธรรมะสวัสดีครับ
ขอบคุณครับ
ผมได้เรียนรู้เพิ่มอีกมากเลย
ผมคิดบ้างแต่คิดไม่ถึงครับ
นี่แหละคือพลังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
ผมตอบยาวๆ แล้วสายตัดไป ก็เลยขอตอบสั้นๆว่า
เช่นรากไม้แช่น้ำ จะชูหาอากาศ
รากพืชในเขตแห้งแล้งจะดิ่งลึก
รากเจอดานจะบิดงอไปตามช่องที่มีอยู่
รากจะหนีความเป็นกรด เพราะแบ่งเซลล์ไม่ได้ เป็นต้น
เสียดายผมตอบยาวไปแล้ว แต่หายไปกับระบบครับ
คงพอจับทางได้นะครับ
กราบขอบพระคุณมากครับ
ผมเข้าไปตอบแล้วครับ แต่ระบบตัดไปเลยตอบแบบสั้นๆแทน
ประเด็นเรื่องนี้ต้องมองให้ขาดเข้าหาหลักธรรมชาติ แล้วค่อยย้อนกลับมาตอบที่ละประเด็น ไม่งั้นจะโดน "ย้อนเกล็ด" ได้ครับ
เช่นถ้าตอบว่ารากต้องดิ่งลง ก็จะมีคนถามว่า แล้วทำไมรากลำภูจึงชี้ขึ้น
หรือรากตีนตุ๊กแกต้องออกข้าง รากไทรจึงอ้อมรัดต้นไม้อื่น ตอบวนไปคำถามก็วนกลับ ไม่มีวันจบครับ
๓ ข้อสำคัญของการเจริญของรากก็มีการ
ดูรากกล้วยไม้ที่เกาะตามต้นไม้จะเข้าใจมากที่สุด ในทุกประเด็น
แต่ถ้าจะทำโมเด็ล ต้องมีเงื่อนไขของสภาพแวดล้อม ไม่งั้นก็เป็นแค่ generic model ที่ต้องใช้โดยคนที่เข้าใจสิ่งที่เป็นอยู่และสภาพแวดล้อมจริงๆ เท่านั้น หรือไม่ก็เข้าใจแบบเด็กๆ ที่ต้องไปพัฒนาต่ออีกหลายชั้นครับ
นี่ตอบแบบให้คิดต่อนะครับ ระดับ มิสเตอร์ช่วย แล้ว เชื่อมือครับ
อย่าเพิ่งถอดใจไปหา generic model เสียก่อนนะครับ
ที่จริงเรื่องนี้ เขาเขียนตำรากันเป็นเล่มๆนะครับ
แต่สาระก็มีเท่าที่เขียนมาแหละครับ
ลองดูนะครับ
ถ้าเท่าๆกันง่ายเลยครับ
แบ่งกำลังแบบเราแบ่งเวลาทำงานนี่แหละครับ และบางทีก็แกว่งไปแกว่งมาเหมือนกันครับ
โลกแห่งความจริงไม่มีเส้นตรงครับ
แม้แต่แสงยังเป็นคลื่นเลยครับ
นี่เป็นจินตภาพของผมครับ
สงสัยถามมาใหม่ได้ครับ
ท่าน ดร.แสวง ครับขอบคุณมากๆ เลยครับ
อาจารย์เม้ง
เข้ามาเยี่ยม...(ออกข้อสอบเพิ่งเสร็จ)
โห... ตี 5 แล้ว ไม่ได้ดูเวลา คิดไป พิมพ์ไป หยิบหนังสือมา แล้วก็คิดไป พิมพ์ไป จนลืมดูเวลา ....
ประเด็น พิมพ์แล้วส่งไม่ผ่านนี้ หลวงพี่ก็เคยโดนครั้งสองครั้ง ซังเลย (ซังพี่ชายของเซ็ง...)
ได้ความรู้จากอาจารย์เม้งนี้แหละ เรื่องแก้ปัญหานี้ จะลองทำดู..
เจริญพร
วิชาตรรกศาสตร์ และวิชาอภิธัมมปิฎก ๒
หวนระลึกไปถึงในสมัยยังไม่มีคอมฯ ใช้ ครูคงจะหนักหนากว่าสมัยนี้มากในการออกข้อสอบ สมัยนี้เอาข้อสอบเก่ามาแปลงคำถามใหม่ เปลี่ยนคำตอบใหม่นิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว..
อาจารย์เม้ง ลองทำเล่นๆ สัก ๓ ข้อก็ได้ เป็นข้อสอบเก่า..
๒๖. ข้อใดไม่เป็นประพจน์ผสม ก. ก็มีแต่ควาย ควาย ควาย เท่านั้น ข. พอแฟนแต่งงานฉันเลยอกหัก ค. แตงโม แตงโม แตงโม ลูกโตๆ ง. เป็นแฟนคนจนต้องทนหน่อยน้อง
<p style="text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">๓๐. ข้อใดแตกต่างจากข้ออื่นๆ ก. เจ้าสาวเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายข. รถเร็วแล่นเลนซ้ายหรือขวา ค. พ่อหลวงชอบหมาหรือแมว ง. ข้อนี้เป็นข้อแรกหรือข้อสุดท้าย</p> <p style="text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">๒. ข้อความใดเป็นประพจน์ ก. เอ้… ถามอะไรก็ไม่รู้ ข. วิชานี้อาจารย์ประสาทแน่ๆ ค. เฮ เฮ … ข้อแรกคุณกาข้อไหน ง. กาๆ ไปเถอะ </p> เจริญพร <p> </p><p> </p>