ร้านค้าขายของชำนั้นต้องปรับตัวและใช้จุดเด่นของตัวเองเป็นยุทธวิธีหลักครับ จุดเด่นของร้านค้าของชำนั้นคือการที่ตั้งมานาน อยู่ท่ามกลางชุมชน ดังนั้นวิธีการที่เราจะใช้เพื่อเพิ่มการขายก็ต้องเจาะไปที่จุดเด่นของเราครับ

มีพี่ที่ผมรู้จักท่านนึงได้ให้เกียรติเข้ามาอ่านบล็อกนี้ (จริงๆพี่เขาอาจจะจำใจก็ได้นะครับ เพราะว่าผมเล่นส่ง URL ไปให้) แล้วพี่เขาได้ถามเรื่อง Wal-Mart ผมเองได้อ่านหนังสือเรื่อง The Wal-Mart Effect เขียนโดย Charles Fishman จบเมื่อไม่นานมานี้ครับ Charles Fishman นั้นเป็นนักหนังสือพิมพ์ชื่อดังซึ่งเคยได้รับรางวัล Gerald Loeb ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลที่สูงสุดของนักหนังสือพิมพ์สายธุรกิจเลยทีเดียวครับ

อีกทั้งตอนนี้ผมเองก็ยังไม่ได้อ่านเรื่อง China shakes the world ไปถึงไหน ถ้ายังไงผมก็ขอคั่นรายการด้วย The Wal-Mart Effect ก็ละกันนะครับ

Wal-Mart นั้นเป็นร้านค้าปลีกที่ใหญ่มากที่สุดของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วก็ของโลกเลยทีเดียวนะครับ สำหรับบางท่านที่ไม่รู้จัก Wal-Mart ถ้าเทียบกับเมืองไทย Wal-Mart ก็ประมาณโลตัสซุปเปอร์เซ็นเตอร์ครับ

ความจริงอันน่าทึ่ง 

Wal-Mart นั้นชอกไชไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ในหนังสือบอกว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนสหรัฐอเมริกานั้นอยู่ห่างจากร้าน Wal-Mart ไปเพียงแค่ 10 นาทีของการขับรถเท่านั้น และ 90% ของคนสหรัฐอเมริการโดยเฉลี่ยอยู่ห่างจาก Wal-Mart แค่ 15 ไมล์หรือประมาณ 24 กิโลเมตรครับ หนังสือยังได้บอกอีกว่า คนไปชอปปิ้งที่ Wal-Mart นี่มีถึงเจ็ดหมื่นสองพันล้านคน ในขณะที่โลกเรามีคนแค่ หกหมื่นห้าพันคนเท่านั้นเอง นั่นหมายความว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนทั่วโลกไป Wal-Mart กันมากกว่าหนึ่งครั้งเลยนะครับ แต่ถ้าลองคิดกลับไปอีก คนอเมริกันมีแค่ประมาณ 200 กว่าล้านคนเท่านั้น แล้วคนอเมริกันนั้นไป Wal-Mart กันโดยเฉลี่ยกี่เที่ยวกันเนี่ย โดยเฉลี่ย(อีกแล้ว)ครอบครัวคนอเมริกานั้นใช้เงินใน Wal-Mart ประมาณ $2,060.36 แต่ของที่ขายใน Wal-Mart นั้นเป็นเหมือนสินค้าที่ขายในโลตัส มีตั้งแต่ขายเนื้อสัตว์ ผักผลไม้ จาน ชาม ถ้วย จะมีมากกว่าหน่อย ก็เป็นพวกของเล่น ขายยา เครื่องใช้ภายในบ้านและของใช้ในครัวเรือน แต่ของเหล่านี้นั้นไม่ได้แพงมากครับดังนั้น สองพันเหรียญนั้นเยอะมากทีเดียวครับ

เรื่องน่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งคือสมัยผมมาอเมริกาใหม่ๆ ช่วงหน้าเทศกาลพักผ่อนอย่างวันขอบคุณพระเจ้า (คนอเมริกันบางคนนั้นนิยมซื้อของขวัญวันคริสต์มาสกันในช่วงวันขอบคุณพระเจ้าครับ จะมีวันหนึ่งซึ่งถือเป็นวันสวรรค์ของนักชอปปิ้งของอเมริกาเรียกว่า Black Friday ซึ่งของที่ขายในวันนี้นั้นจะลดแลกแจกกระหน่ำ ของบางอย่างนี่ฟรีเลยครับ (จ่ายเงินก่อน แต่เขาจะคืนเงินให้เท่ากับราคาเต็มของสินค้าที่ซื้อไปทีหลัง ผ่านทางการ Rebate)) ซึ่งในช่วงหลังจากเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าข่าวเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจะรายงานว่า Wal-Mart นั้นขายของได้มากเท่าไร จะเรียกว่า Wal-Mart นั้นเป็นดัชนีบ่งชี้วัดเศรษฐกิจของอเมริกาเลยทีเดียวครับ

ในหนังสือไม่ได้กล่าวถึงประวัติของ Wal-Mart ครับ แต่เท่าที่ผมทราบ Wal-Mart นั้นตั้งขึ้นมาโดยกระทาชายนาย Sam Walton ครับ แต่ก่อนที่แซมจะมาตั้ง Wal-Mart นั้น เขาเป็นแค่คนขับรถบรรทุกครับ แล้วเขาก็เห็นช่องทางของร้านค้าปลีก เลยมาตั้งร้านค่าปลีกที่ชื่อ Wal-Mart ขึ้นที่เมืองเล็กๆในรัฐอาคันซอ และสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยไม่ว่าขนาด Wal-Mart จะใหญ่ขนาดไหน ก็คือว่า สำนักงานใหญ่ของ Wal-Mart ก็อยุ่ที่เดิมไม่เคยเปลี่ยน ไม่เคยคิดจะย้ายไปเมืองใหญ่ที่สะดวกสบายให้สมกับฐานะความเป็น Wal-Mart เลยครับ เรียกได้ว่า Wal-Mart นั้นต้นตำรับของคำว่า Penny saving หรือที่จะแปลเป็นไทยก็คงจะได้ว่า เก็บทุกบาททุกสตางค์จริงๆ

ปรัชญาความสำเร็จของWal-Mart

Wal-Mart กว่าจะมาเป็นถึงทุกวันนี้ได้นั้นเรียกว่าลำบากมาพอสมควรทีเดียว จากเท่าที่อ่านมา Wal-Mart นั้นมีปรัชญาความสำเร็จหลักๆ 3 ประการด้วยกันคือ

  1. ความขยันทำงานหนักครับ พนักงานระดับผู้จัดการของ Wal-Mart นั้นมาตั้งแต่ 6 โมงเช้า กลับบ้านกัน ทุ่มนึงครับ เรียกว่าทำงานกันหามรุ่งหามค่ำเลยทีเดียวครับ
  2. ประหยัดแหลกครับ เรียกกันว่าประหยัดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ประหยัดกันสุดๆ Wal-Mart นั้นประหยัดค่าแรงของพนักงานที่ขายของโดยใช้คนแก่รวมไปถึงคนปัญญาอ่อน นี่ไม่นับรวมไปถึงความพยายามที่จะบีบผู้ขายครับ
  3. ความมีวินัย พนักงานของ Wal-Mart นั้นค่อนข้างมีวินัยเนื่องจากสมัยก่อน แซม วอลตันนั้นมีการไปตรวจร้าน Wal-Mart อยู่บ่อยๆ และด้วยตัวของแซมเองที่มาทำงานเช้ากลับเย็น เลยเป็นตัวอย่างที่ดีของพนักงาน ทำให้หนักงานนั้นมีวินัยมากทีเดียว

Wal-Mart กับงานวิชาการด้าน Supply Chain Management

Supply Chain Management เรียกได้ว่าเป็นคำฮิตติดปากคนไทยคำหนึ่งเลยทีเดียวนะครับในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา คำว่า Supply Chain Management คืออะไร สำหรับผมแล้ว Supply Chain Management คือการจัดการสินค้าตั้งแต่ยังเป็นวัตถุดิบจนถึงมือลูกค้าครับ Wal-Mart นี่แหละครับที่ทำให้งานวิจัยด้าน Supply Chain Management นั้นเป็นที่สนใจของวงการวิชาการทั่วโลกครับ และผลพลอยได้ของงานวิจัยด้าน Supply Chain Management ก็เลยรวมไปถึง Logistics (การเคลื่อนย้ายสินค้า) transportation แล้วก็ knowledge management ด้วยครับ

Wal-Mart นี่แหละครับต้นตำรับของงานด้าน Supply Chain Management เลยก็เพราะ Wal-Mart นี่แหละครับจู้จี้จุกจิกต้องการสินค้าให้มาถึงวันเวลาที่ Wal-Mart ต้องการ แล้วราคาสินค้านั้นต้องไม่เกินไปกว่าที่ Wal-Mart ต้องการซะด้วย ดังนั้นเรื่อง Supply Chain Management ก็เลยจำเป็นมากกกกกกกกกก สำหรับทั้ง Suppliers ครับ

Wal-Mart กับ Suppliers

เรื่อง Wal-Mart กับ Suppliers นั้นจะว่าไปก็เหมือนกับละครเกี่ยวกับแม่สามีและลูกสะใภ้ครับ เนื่องจาก Wal-Mart นั้นต้องการสินค้าราคาถูก เขาก็เลยบีบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ Suppliers เพื่อที่จะได้สินค้าราคาถูก Wal-Mart นั้นตั้งเป้าไว้เลยครับว่าต้องการให้ราคาสินค้าที่ตนเองซื้อจาก Suppliers นั้นถูกลงไปเรื่อย 3% ต่อปีครับ ไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น น้ำมันถูกน้ำมันแพงไม่สน ค่าเงินตกไม่ตกไม่รับรู้ ขอแค่ของมันมาถึงWal-Martถูกที่เท่ากับที่ Wal-Mart ต้องการเป็นพอ

แหมมมมม แนวโน้มของนั้นก็มีแต่แพงขึ้นๆๆๆๆๆๆ เพราะว่าค่าเงินนั้นมันนับวันก็ตกลงๆ แล้วนี่Wal-Martจะยังให้ลดราคาลงไปอีก โหหห แล้ว Suppliers จะทำอย่างไรเนี่ย แค่คิดก็ปวดหัวแล้ววววววววว แต่น่าแปลกใจไหมครับ ว่าทำไม Suppliers ก็ยังอยากจะขายของกับ Wal-Mart อยู่ดี ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองนั้นเสียเปรียบแล้วก็ต้องโดนบีบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆจากWal-Mart จนหน้าเขียวแน่นอน คำตอบนั้นง่ายมากครับแล้วก็เหมือนกับคำตอบที่ว่าทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่อยากไปลงทุนในเมืองจีน ทั้งๆที่รู้ว่าไปแล้วก็โดนบีบ คำตอบก็คือ เพราะขนาดไงครับ ขนาดของ Wal-Mart ที่เข้าถึง90%ของคนอเมริกาภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที แหมมมมมมม แล้วทำไมถึงจะไม่มีคนอยากทำ เห็นไหมครับว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ไหมครับ มีเรื่องกันตลอดเวลา

แล้วทุกท่านทราบไหมครับว่า Suppliers มีวิธีอย่างไรที่จะลดราคาตาม Wal-Mart ไปได้ Suppliers เองก็มีกลยุทธหลักอยู่ 3 วิธีเช่นกันครับ

  1. จัดการให้มันดีขึ้น ตรงไหนประหยัดได้ก็ประหยัด บีบตรงไหนได้ก็บีบหมดครับ
  2. คุณภาพที่ห่วยลง ถ้าประหยัดจนหมดแรงแล้ว ก็มาดูว่าตรงไหนจะประหยัดได้กับสินค้า โดยการใช้วัตถุดิบที่แย่ลง ถ้าใช้วัตถุดิบที่แย่ลงแล้วยังไม่ได้มีท่าทีที่ดีขึ้น ก็ต้องไปพูดถึง design ของสินค้าที่แย่ลงไปอีกครับ
  3. ถ้าหมดแรงกันจริงๆก็ ต้องย้ายฐานการผลิตไปที่ที่ถูกกว่าครับ นี่แหละครับที่ทำให้ประเทศจีนนั้นมีโอกาสบูมๆๆๆๆๆๆ

แต่อ่านมาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่า Wal-Mart นั้นคงจะกำไรน่าดู ด้วยความที่บีบ Suppliers ซะจนหน้าเขียวขนาดนั้น แต่ทราบไหมครับว่า ถ้า Wal-Mart อยากทำรายได้เข้าตัวเอง 1 เหรียญ Wal-Mart ต้องขายสินค้ากี่เหรียญ (อย่าลืมนะครับว่า Wal-Mart นั้นเป็นแค่ร้านค้าปลีก) Wal-Mart นั้นต้องขายของถึง 35 เหรียญครับ นั่นหมายความว่า Wal-Mart นั้น ได้เงินไม่ถึง 3% ของการฝากขายสินค้าจาก Suppliers แล้วส่วนการลดราคานั้นไปไหน การลดราคาแต่ละครั้งนั้น Wal-Mart ส่งต่อไปให้กับผู้บริโภคหรือผู้ซื้ออย่างเราๆท่านๆทั้งนั้นแหละครับ

Wal-Mart นี่แหละครับที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐไม่สูงมากนัก จะว่าไปผมก็คิดเหมือนกันนะครับว่า ถ้าไม่มี Wal-Mart นั้นป่านนี้เราจะเจอสินค้าราคาสูงกันขนาดไหน ลองคิดถึงพ่อค้าแม่ค้าขายข้าวแกงสิครับ การขึ้นราคาของข้าวแกงเมืองไทย ไม่มียักษ์ใหญ่คอยคุมราคาสินค้าเหมือน Wal-Mart (ไม่ค่อยอยากจะแขวะกระทรวงพาณิชย์เล้ยนะจริงๆนะเนี่ย) ดังนั้นคงไม่แปลกที่เราจะเห็นว่าค่าครองชีพของเมืองไทยนั้นสูงขึ้นทุกวันๆและทุกวัน

แต่หลายคนนั้นถกเถียงกันถึงผลประโยชน์ที่คนทุกคนได้รับหล่ะ เราทุกคนได้ผลประโยชน์กันจริงๆหรอ

ปัญหาของ Wal-Mart และร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่

ปัญหาแรกก็เหมือนกับของเมืองไทยครับ คือว่าร้านขายของชำ และร้านโชว์ห่วย นั้นปิดตัวลงๆ(ผมอยากรู้จริงๆครับว่า คำนี้ใครคิด จะเป็นพระคุณมากนะครับ ถ้ามีใครชี้แนะ (ก็โชว์ของห่วยใครจะซื้อครับ)) ก็ในเมื่อ scale หรือขนาดของ Wal-Mart นั้นใหญ่มาก ก็เลยทำให้ Wal-Mart นั้นสามารถบีบ Suppliers ทำให้ได้ของราคาที่ถูก อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นครับ

ปัญหาที่สองก็ต่อเนื่องมาจากยุทธวิธีการลดราคาของ Suppliers ครับ ที่ต้องย้ายฐานการผลิตไปยังที่ที่มีค่าแรงถูก ทำให้โรงงานนั้นปิดไปหลายที่ คนตกงานกันระเนระนาดเป็นแถวๆเลยครับ ดังนั้นก็เลยเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมากครับ ในหนังสือได้กล่าวถึงผลงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาเอกจาก MIT ว่าจริงๆแล้ว ถ้า Wal-Mart ไปเปิดที่ไหน ที่นั่น คนตกงานเพิ่มขึ้นแล้วก็คนจนลงด้วย

ปัญหาที่สาม ก็คือเรื่องแรงงานราคาถูกและสวัสดิการของคนงาน เมื่อโรงงานนั้นปิดจากประเทศสหรัฐอเมริกาไปเปิดยังประเทศที่ด้อยพัฒนามากกว่า แล้วด้วยความที่ประเทศเหล่านั้นไม่มีกฏหมายคุ้มครองแรงงานที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการที่ Wal-Mart นั้นบีบ Suppliers ทุกปีๆ ทำให้โรงงานที่ขายของให้ Wal-Mart นั้น ใช้แรงงานเยี่ยงทาส สวัสดิการไม่มี

ปัญหาที่สี่ ก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม Wal-Mart นั้นไม่ได้ขายของเพียงแค่สินค้าที่ผลิตจากโรงงาน แต่ยังขายเนื้อสัตว์และปลาด้วย หนังสือได้พูดถึงฟาร์มเลี้ยงปลาแซลมอนที่ส่งขายให้Wal-Martที่มาจากประเทศชิลี ที่ไม่มีกฏหมายเรื่องสิ่งแวดล้อมทำให้สามารถขายปลาแซลมอนตีตลาดปลาแซลมอนที่มาจากประเทศที่พัฒนาแล้วได้

อนาคตของ Wal-Mart 

ถ้าพูดกันตามตรงปัญหาเหล่านี้นั้นเราก็ล้วนแล้วแต่รู้กันดีอยู่แล้ว น่าแปลกที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบครับ แต่ปัจจุบันคนเริ่มทราบกันมากแล้วทำให้ Wal-Mart เองเริ่มที่จะกวดขันเรื่องคุณภาพของสวัสดิการของแรงงานรวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ของบริษัทและประเทศที่ส่งของให้ Wal-Mart ซึ่งเรื่องพวกนี้นั้นมีผลต่อWal-Mart ทั้งสิ้นโดยเฉพาะในแง่ของราคาสินค้า และถ้าเป็นจริงก็จะมีผลต่อราคาสินค้าที่ขายไปยังร้านขายปลีกยักษ์ใหญ่โดยทั่วไปด้วยครับ แต่ผลดีก็คิอมันจะทำให้แรงงานนั้นมีสภาพกินดีอยู่ดีเพิ่มขึ้น

ตอนนี้ Wal-Mart นั้นพยายามที่จะบุกตลาดไปยังประเทศอื่นๆเพิ่มขึ้น แต่ภาพลักษณ์ของ Wal-Mart นั้นกลับไม่ได้ดีในสายตาประเทศอื่น ทำให้ผลประกอบการของ Wal-Mart นั้นไม่ได้เหมือนกับที่คาดคิดไว้ในหลายๆประเทศเช่น เยอรมัน เกาหลี ที่แคนาดานั้นถึงกับต้องปิดไปเลยบางร้านครับ

ทางรอด ทางแก้ ของร้านขายของชำ

ผมคงไม่บังอาจที่จะบอกถึงทางรอดแล้วก็ทางแก้ของร้านขายของชำเมืองไทย แต่เท่าที่อ่านมา ผมก็พอที่จะสังเกตได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ Wal-Mart มายืนถึงจุดนี้ได้ก็คือขนาดครับ ดังนั้นมันอาจจะจำเป็นที่ร้านขายของชำต้องมารวมตัวกัน ลักษณะอาจจะเป็นการตั้งบรืษัทมหาชนขึ้นมาโดยที่ร้านขายของชำนั้นมารวมตัวกันถือหุ้นในบริษัท เพื่อที่จะเพิ่มอำนาจการต่อรองของราคาสินค้าให้กับตัวเอง รวมไปถึงเพื่อดึงเอาทุนมาพัฒนาปรับเปลี่ยนสภาพร้านให้ดูดี สะอาดครับ

วิธีอีกวิธีหนึ่งก็คือ ร้านค้าขายของชำนั้นต้องปรับตัวและใช้จุดเด่นของตัวเองเป็นยุทธวิธีหลักครับ จุดเด่นของร้านค้าของชำนั้นคือการที่ตั้งมานาน อยู่ท่ามกลางชุมชน ดังนั้นวิธีการที่เราจะใช้เพื่อเพิ่มการขายก็ต้องเจาะไปที่จุดเด่นของเราครับ ใช้ความที่ตั้งมานาน ใช้ความที่อยู่ท่ามกลางชุมชน เป็นที่รู้จักของชุมชนมาก่อน เจ้าของร้านจำเป็นที่จะต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน ให้การต้อนรับลูกค้าเหมือนกับต้อนรับเพื่อนครับ ทำอย่างไรให้เราสามารถสร้างจุดเด่นให้กับตัวเองได้ ผมยกตัวอย่างอย่างร้านจีฉ่อย ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้เป็นที่นิยมของนิสิตหลายคนที่จุฬา ท่ามกลางกระแสการต่อสู้อันรุนแรงของทุนนิยม ผมมองว่า Customer Relationship Management สำหรับร้านโชว์ห่วยก็คงจะเป็นการต้อนรับลูกค้าเหมือนเพื่อน ให้ความเป็นกันเองเหมือนเพื่อนมาเยี่ยมร้านครับ

รัฐเองก็อาจจะมีส่วนช่วยได้โดยผ่านการกำหนดโซนนิ่งครับ ในเมื่อร้านค้าขายของปลีกยักษ์ใหญ่นั้นเน้นด้านราคา เราอาจจะจำเป็นต้องให้ร้านค้าของปลีกยักษ์ใหญ่นั้นออกไปอยู่นอกเมือง โดยเฉพาะเมืองที่อาจจะมีพื้นที่ไม่เหมาะกับการเกษตร เพื่อเพิ่มงานให้คนในท้องถิ่นรวมไปถึงเพิ่มปัจจัยการตัดสินใจกับผู้ซื้อครับ (อันนี้ผมคงพูดถึงคนต่างจังหวัดเป็นส่วนมากครับ คนกรุงนั้นคงจะไม่มีทางเยียวยาแล้วครับ ไปที่ไหนก็เจอแต่ร้านพวกนี้)

สำหรับ Suppliers มุมมองของผมนั้นมองว่าเราจำเป็นที่จะต้องถีบตัวไปเรื่อยๆครับ ไม่ว่าจะเน้นไปในด้านการจัดการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น รัฐเองคงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างศูนย์ logistics ที่ครบวงจร รวมไปถึงระบบการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางน้ำ ทางบก ทั้งทางถนนและทางราง ถ้ารัฐทำได้เราก็อาจจะช่วยลดราคาการขนส่งได้มากขึ้นเยอะครับ

เรื่องสุดท้ายและท้ายสุดครับ ผมพูดไว้ตอนต้นว่า Supply Chain Management นั้นคือการจัดการวัตถุดิบตั้งแต่ต้นจนถึงเป็นสินค้าส่งไปยังมือลูกค้า อันนั้นมันมิติเดียวครับ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องมองข้ามไปอีกช็อตก็คือ เรื่อง Return goods and Waste Mangement ครับ ถ้าจะว่ากันจริงๆ มันก็ต่อกันครับ เนื่องจากคนอเมริกันนั้นบางคนเป็นพวกซื้อแล้วชอบคืนครับ แล้วเมื่อคืนแล้วตามหลักแล้วพวกร้านเหล่านี้ก็จะคืนไปยัง Suppliers หรือไม่ก็เอาไปขายตามร้านค้า Outlets บางทีเราอาจจะต้องมองว่าเราจะทำอย่างไรกับของที่คืนมาครับ ส่วนเรื่องการจัดการของเสียนั้น มันก็เป็นเริ่มต้นของกระบวนการ recycle ครับ ผมอยากให้รัฐบาลของเรามองข้ามช็อตไม่ใช่แค่ Supply Chain Management ที่เน้นแค่การจัดการวัตถุดิบไปจนถึงแค่สินค้าสู่มือลูกค้า แต่อยากให้มองว่า จากวัตถุดิบจนถึงการจัดการโละทิ้งไปเลยครับ

ที่มา: Fishman, C., The Wal-Mart Effect, Penguin, NY, 2006. ISBN 978-0-14-30387-8