ประเด็นที่ผมเสนอเรื่องสหกรณ์ ผมก็มองการต้องรวมตัวกันของโชว์ห่วยกันอยู่แล้ว เพราะถ้าร้านใครร้านมันตายลูกเดียว แต่ถ้ารวมตัวกันต่อรองกับผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายอย่างเดียวผมว่ามันก็เท่านั้น เพราะรวมกันอย่างไรก็สู้7-11รวมกันกว่า3000สาขาไม่ได้ สู้พวกดิสเคาท์สโตรทั้งหลายไม่ได้ ถ้าพวกนี้จะทุบเรื่องราคาจริง ๆ เดี๋ยวก็ตาย

 

ผมมองว่าร้านโชว์ห่วยรวมตัวกันแล้ว ก็เอาเครือข่ายลูกค้าของตัวเองนั่นแหละเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ ร้านของตัวเองก็เปลี่ยนเป็นสหกรณ์หนึ่งสาขา ลูกค้ามีบัตรสมาชิก ซื้อของในรหัสตัวเองมากก็ได้ส่วนลดมาก หรือไม่ก็จ่ายเป็นปันผล ถ้าให้ลูกค้าได้เป็นหุ้นส่วนได้ยิ่งดี ตัวร้านค้าก็ได้ส่วนแบ่งจากกำไร และค่าบริหารจัดการร้านไป

 

การดำเนินงานต่าง ๆ ความคิดก็คล้าย ๆ คุณไปอ่านหนังสือ แต่ละคนมีรหัสสมาชิกอยู่แล้ว ดังนั้นเราสามารถเก็บข้อมูลการซื้อสินค้าได้ ว่าเขาซื้ออะไรบ้าง มีพฟติกรรมการซื้ออย่างไรบ้าง อาจมีการจัดโปรโมชั่นให้กับลูกค้าเป็นรายกรณีตามกลุ่มสินค้าที่ลูกค้าซื้อประจำ (เหมือนอย่างที่ท็อปซูปเปอร์มาเก็ตทำอยู่) หรือให้มีการสมัครสมาชิกต่อ ๆ กันไป ใครมีสมาชิกในกลุ่มมากมียอดสั่งซื้อสินค้ามาก ก็ได้ปันผลกับไปมาก แบ่งจ่ายกำไรกันอย่างยุติธรรม (อย่างที่แอมเวย์ทำ)

 

ถ้าทำได้อย่างนี้รับรองโชว์ห่วยไม่ตาย กำไรต่อชิ้นอาจจะลดลง แต่ขายได้มากขึ้น เพราะถ้าสามารถขายสินค้าได้ในราคาใกล้เคียงห้างยักษ์ใหญ่ แต่มีเงินปันผลคืนให้ มีสิทธิพิเศษ ใกล้บ้าน และเป็นคนในชุมชนกันเอง รู้จักมักคุ้นกัน หรือลูกค้าเองก็เป็นผู้ถือหุ้นในสหกรณ์ในหมู่บ้านตนเองด้วย รับรองโลด

 

คุณ ๆ ว่าไงครับ