โรงเรียนมัธยมศึกษา ที่ผมเรียนเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนชายล้วน เขาเรียกกันในสมัยนั้นว่า โรงเรียนชาย และมีโรงเรียนหญิงอยู่ในอาคารเดียวกัน โดยมีเพียงลูกกรงเหล็กกั้นพรมแดนระหว่างช่องทางเดินของอาคารเท่านั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะแยกเป็นสองโรงเรียนทำไม ทั้ง ๆ ที่อยู่ในรั้วเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะสมัยนั้นเขาเข้มงวดกวดขันไม่ให้ผู้หญิงกับผู้ชายที่เริ่มโตเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ร่วมห้องเรียน ร่วมชายคาเดียวกันตามขนบธรรมเนียมโบราณก็ได้ แต่เหตุผลนี้ก็ไม่น่าจะถูกต้องนักเพราะเดี๋ยวนี้ก้าวสู่ยุคไฮเธคแล้ว ยังจัดให้มีโรงเรียนหญิงโรงเรียนชายอยู่แยกกันไม่น้อย และบางโรงเรียนกลับแยกหญิงแยกชายตอนเรียนชั้นมัธยมต้น ซึ่งยังไม่รู้ประสีประสานัก แต่จัดให้นักเรียนมัธยมปลายที่เป็นหนุ่มสาวเต็มตัวเรียนแบบสหศึกษา
      สมัยนั้นผมเริ่มโตเป็นหนุ่มบ้างแล้ว แต่ก็ยังผอมเก้งก้าง ไม่เดียงสาต่อเพศตรงข้ามแถมเป็นคนขี้อาย เรียบร้อย เจียมเนื้อเจียมตัว มาโรงเรียนก็เพื่อเรียนหนังสืออย่างเดียว เวลาเดินเข้าหรือออกโรงเรียนตอนเช้าและตอนเย็นต้องผ่านโรงเรียนหญิงก่อน ช่วงนั้นจะมีนักเรียนหญิง คอยจับกลุ่มเย้าแหย่นักเรียนชายที่เดินผ่านเสมอ ครั้งหนึ่งผมเดินคนเดียวถูกกลุ่มนักเรียนหญิงตะโกนพร้อมกัน “ซ้าย – ขวา – ซ้าย” ผมประหม่าจนขาแทบขวิด หลังจากนั้นผมก็ไม่กล้าเดินคนเดียวอีกเลย จะพยายามเกาะกลุ่มนักเรียนชายหลาย ๆ คนเข้าไว้ ด้วยพลังกลุ่มทำให้นักเรียนหญิงไม่กล้าแซวพวกเรามากนัก และกลับถูกพวกเรากระเซ้าตอบโต้จนต้องเงียบไปบ่อยครั้ง
      
เรื่องปัญหารักในวัยเรียน สมัยนั้น ผมแทบจะไม่ได้ยินข่าวแม้เพื่อน ๆ หรือรุ่นพี่บางคนที่มีทีท่าปราดเปรียว ป้อไปป้อมาเหมือนไก่แจ้ แต่ก็ไม่เห็นใครมีน้ำยาเดินควงนักเรียนหญิงให้เห็นอย่างหน้าตาเฉยเหมือนปัจจุบัน แค่หลุดเข้าไปอยู่ในกลุ่มนักเรียนหญิงก็ถูกโห่ฮาป่าให้เป็นตัวประหลาดไปแล้ว
    
เพื่อนร่วมห้องเรียน ของผมส่วนมากจะเป็นลูกคนจีนในตัวเมือง พวกนี้เรียนหนังสือเก่งเกือบทุกคน ชอบคุยกันเสียงดังอย่างที่เขาเรียกว่า “เจ๊กปราศรัย เหมือนคนไทยทะเลาะกัน” ผมไม่ชอบเพื่อนพวกนี้นัก เพราะคอยพูดจาดูถูก เยาะเย้ยถากถางหรือแกล้งผมเป็นประจำ เวลาผมถูกครูดุพวกนี้จะคอยซ้ำเติม นอกจากนี้ยังชอบล้อชื่อพ่อผม ตั้งฉายาให้ผมว่า “บุญทึ้ง” หรือเรียก “สตีฟลีบ” ตามครู
       เพื่อนพวกนี้ชอบคุยกันหรือคุยอวดผมแต่เรื่องหนังที่ฉายในโรงภาพยนตร์หรือหนังสือการ์ตูที่เช่ามาอ่าน ซึ่งผมไม่รู้เรื่องและก็ไม่สนอยากจะฟังเพราะไม่มีโอกาสไปสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น บางครั้งพวกนี้ชอบเล่นแรง ๆ แกล้งเดินชนหรือชกผมแบบทีเล่นทีจริงด้วยท่าทางที่ยียวนกวนชะมัด ผมต้องอดทนอย่างที่สุด
     
สมชัย” เป็นเพื่อนคนเดียวในห้องที่ผมสนิทที่สุด พ่อของสมชัยเป็นครูอยู่ต่างอำเภอ เขาเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนแต่เรียนหนังสือไม่เก่ง ผมเองเรียนหนังสืออยู่ในระดับค่อนข้างดี จึงพอเป็นที่พึ่งของสมชัยได้บ้าง สมชัยมีนิสัยเยือกเย็นเรียบร้อยเหมือนผม การที่สมชัยเป็นนักกีฬาเลยไม่มีใครกล้ารังแกเขา และบ่อยครั้งที่เขาคอยขัดขวางและช่วยเหลือผมเมื่อถูกรังแก
        ผมชวนสมชัยไปเที่ยวบ้านผมหลายครั้ง ไปช่วยปีนเก็บขนุนหรือมะม่วงในฤดูที่ออกผล พ่อแม่ผมก็รักเอ็นดูสมชัยเหมือนลูกคนหนึ่ง เมื่อใดที่สมชัยหายหน้าไปนาน ๆ หลายเดือน พ่อกับแม่มักถามถึงเขาเสมอ
       สมชัยเรียนห้องเดียวกับผมตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 2 พอขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สมชัยก็ต้องย้ายตามพ่อไปเรียนต่างจังหวัด และหายเงียบไปไม่ส่งข่าวคราวถึงผมเป็นเวลาร่วมครึ่งปี ผมคิดถึงเขา อยากเขียนจดหมายไปคุยด้วยก็ไม่รู้ที่อยู่ จนกระทั่งวันหนึ่งผมก็ได้รับจดหมายจากสมชัย...

บุญถึงเพื่อนรัก...
       
เราขอโทษด้วยที่ไม่ได้เขียนจดหมายส่งข่าวให้นายรู้ตั้งแต่เราย้ายมาที่นี่ ความจริงเราคิดถึงนายเสมอ ตั้งใจจะเขียนเล่าระบายความไม่สบายใจที่เรามาอยู่ที่นี่ให้นายฟัง แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อย เพราะมีงานที่บ้านหลายอย่างหลังเลิกเรียน
       โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ มีนักเรียนประมาณ 1,000 กว่าคน แม้ว่าจะร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิด แต่ชีวิตภายในโรงเรียนตรงข้ามกับชีวิตในโรงเรียนเก่าของเราเกือบสิ้นเชิง เราไม่มีปัญหากับเพื่อนนักเรียนในห้องหรอก นักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่มาจากชนบท ไม่เฮี้ยนเหมือนลูกคนจีนอย่างโรงเรียนเก่าของเรา มีลูกคนจีนบ้างก็เป็นส่วนน้อย แต่นิสัยดีสงบเสงี่ยม เอาแต่เรียนอย่างเดียว และผูกขาดการเรียนเก่งไว้เหมือนเดิม
       ที่เราไม่สบายใจมากที่สุดก็คือ การวางอำนาจและเอาแต่ใจตนเองของครูที่นี่ซึ่งเหมือนกันเกือบทุกคน เราพยายามตั้งใจเรียนทำตามครูสั่งครูบอกทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่ถูกใจท่าน ท่านคอยหาเรื่องจับผิดพวกเราในห้องตั้งแต่หัวจรดเท้า และจับผิดพฤติกรรมต่าง ๆ อย่างไม่มีเหตุผล จนเราไม่รู้จะตามใจท่านอย่างไรถูก
      แต่ละคนผลัดกันเข้าสอนอย่างซังกะตาย สอนตามหน้าที่ให้เสร็จสิ้นไปแต่ละคาบ บางคนถือไม้เรียวเดินหน้าบึ้งเข้าสอนเหมือนทะเลาะกับแฟนมา แล้วเอาพวกเราเป็นที่ระบายอารมณ์ โต๊ะเก้าอี้เรียนก็ถูกจัดตายตัวให้เรียงแถวหันหน้าสู่กระดานดำเพื่อฟังครูแต่ละคนผลัดกันเข้ามาบ่นบ้างเกรี้ยวกราดบ้าง บอกเนื้อหาตามตารางสอน ตามหนังสือแบบเรียน นักเรียนทุกคนต้องนั่งเงียบและเรียบร้อย อดทนในสิ่งที่ครูบ่นครูบอก จึงจะเป็นเด็กดีในสายตาของครู ครูแต่ละคนไม่เคยมีอุปกรณ์การสอน เดินเข้ามาตัวเปล่า อุปกรณ์ที่เห็นถือติดมือมา ก็มีแต่ไม้เรียวกับหนังสือแบบเรียนเล่มเก่า ๆ ที่ใช้มาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย จนท่องจำได้ขึ้นปาก พอเข้ามาประโยคแรกที่พูดคือ
      “นักเรียนเรียนถึงหน้าไหนแล้ว... เปิดหนังสือทุกคน... ไหนใครไม่ได้เอาหนังสือมาบ้าง...” ประโยคเหล่านี้เราได้ยินกันจนชิน ที่บ่งบอกให้รู้ว่าครูไม่ตั้งใจมาสอนพวกเรา จึงไม่ได้เตรียมตัวมาเลย และในที่สุดก็เสียเวลากับการเกรี้ยวกราดและลงโทษผู้ที่ไม่ได้เอาหนังสือแบบเรียนมาร่วมครึ่งชั่วโมง
       วิธีสอนที่นิยมใช้นอกจากอธิบายตามหนังสือแบบเรียนแล้ว ก็ใช้วิธีบรรยายและเขียนบนกระดานดำ ครูบางคนก็ถามเองตอบเอง โดยไม่รอฟังคำตอบจากนักเรียน บางคนทำท่าทางเหมือนจะเปิดโอกาสให้เราแสดงความคิดเห็น แต่เมื่อเราแสดงความคิดเห็นออกมาแล้วไม่ตรงกับใจครู ครูก็ไม่พอใจรอยยิ้มแม้แต่นิด หรือร่องรอยแห่งความเมตตาไม่ปรากฏให้เราอบอุ่นใจเลย ใบหน้านักเรียนแต่ละคนในห้องล้วนห่อเหี่ยวไร้ความสุข คล้ายกับถูกจับมาขังอยู่ในคุก เราเคยถามตัวเองว่า ...ทนอยู่ได้อย่างไร... นี่มันโรงเรียนหรืออะไรกันแน่ ทำไมสถานที่อบรมบ่มความรู้ กล่อมเกลาจิตใจคน จึงมีบรรยากาศการเรียนการสอนที่แห้งแล้ว ไม่น่ารื่นรมย์เอาเสียเลย แล้วเยาวชนที่เป็นกำลังของชาติจะมีสภาพเช่นไร นักเรียนคนอื่น ๆ ในห้องก็คงคิดเช่นเดียวกับเรา แต่เขาอาจจะชาชินกับสภาพเช่นนี้แล้วก็ได้
       ไม่มีใครรู้หรอกว่า ตอนนี้เราว้าเหว่แค่ไหน กลับไปบ้านพ่อก็เมาแประจากสโมสรมาหาเรื่องพาลทะเลาะกับแม่ไม่เว้นแต่ละวัน เราก็โดนลูกหลงบ่อย ๆ จนไม่อยากจะอยู่บ้าน ครั้นมาโรงเรียนก็เจอกับสภาพอย่างนี้อีก จนเราไม่รู้จะหนีไปที่ไหน
       พอเราย้ายจากโรงเรียนเก่าก็ไม่ได้เล่นฟุตบอลอีกเลย เพราะนอกจากโรงเรียนไม่สนับสนุนแล้ว เรายังไม่มีเวลาไปฝึกซ้อม พอเลิกเรียนหนังสือก็ต้องรีบกลับบ้านมาช่วยแม่ทำงานบ้าน เราสงสารแม่ที่ไม่มีใครช่วย
     
การไม่ได้เล่นกีฬายิ่งทำให้เราคิดมาก ตอนนี้เราเริ่มเข้าใจนักเรียนบางคนที่ถูกผู้ใหญ่มองว่าเป็นเด็กเกเร ไปมั่วสุมในที่ต่าง ๆ หรือบางคนต้องตกเป็นทาสของสิ่งเสพติด พวกเขาคงไม่มีทางออกเหมือนเรา จึงดิ้นรนไปหาสิ่งที่ทำให้เขาสบายใจ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา เราเองก็พยายามบังคับใจตัวเองไม่คล้อยตามไปกับสิ่งเหล่านั้น และรู้สึกน้อยใจว่าทำไมผู้ใหญ่จึงไม่เข้าใจพวกเราบ้าง
        คิดถึงสมัยที่เราอยู่ในโรงเรียนเก่าด้วยกัน เวลาเราทุกข์ใจจากบ้าน เรายังมีความสุข ความสบายใจเมื่อมาอยู่โรงเรียนเรายังมีนาย มีคุณครูที่เข้าใจพวกเราอย่างคุณครูอรุณี คุณครูมีศักดิ์แม้จะมีเพื่อน ๆ บางคนที่เกะกะระรานบ้าง ก็แค่ชกต่อยกันครั้งสองครั้ง แล้วถูกคุณครูหวดก้นก็หมดปัญหา มีคุณครูเพียงส่วนน้อยที่เอาแต่ใจตนเอง ซึ่งก็ยังดีกว่าที่นี่
      
นายเบื่ออ่านจดหมายเราหรือยัง เราเหงาไม่รู้จะระบายกับใคร ก็คิดถึงนายเป็นคนแรก ความจริงเรายังมีอะไรในใจอีกเยอะ แต่กลัวนายจะเบื่อเสียก่อน ต้องขอยุติแค่นี้ เราอยากรู้ว่าที่โรงเรียนเก่าของเราตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เราบอกได้แต่เพียงว่าอยากกลับไปเรียนที่นั่นอีก แต่ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว หากนายพอมีเวลาก็เขียนจดหมายมาคุยกับเราบ้างนะ เราขอให้นายจงโชคดี
                                                                    
คิดถึงนายเสมอ
                                                                               สมชัย

          ผมเก็บจดหมายของสมชัยไว้ในกระเป๋าหนังสือ นั่งเหม่อลอยคิดถึงภาพเก่า ๆ ที่เคยเรียนร่วมกับสมชัย ไปไหนเราก็ไปด้วยกันจนใคร ๆ มักเรียกเราว่า “คู่แฝด” บัดนี้สมชัยที่เคยช่วยเหลือปกป้องเมื่อผมถูกรังแก กลับต้องตกในสภาพขมขื่นเสียเอง โดยที่ผมไม่มีโอกาสช่วยเหลือเพื่อนได้เลย
        บ่ายวันนั้น
คุณครูมีศักดิ์เล่านิทานให้พวกเราฟังเรื่องหนึ่ง ว่า... ครั้งหนึ่งมีขุนโจรชื่อ “เสือขาว” เที่ยวปล้น ฆ่าและมีอิทธิพลเป็นที่เกรงกลัวของชาวบ้าน มาวันหนึ่งเสือขาวจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของตนเองอย่างเอิกเกริก โดยออกบัตรเชิญชาวบ้านในท้องถิ่นให้มาร่วมฉลองวันเกิด แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามมิให้นำข้าวของมาอวยพร มิฉะนั้นจะถูกลงโทษ
        ด้วยความเกรงกลัว ชาวบ้านแถวนั้นจึงปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เจ๊กหยก” เจ้าของสวนกล้วยหอมในหมู่บ้าน ได้รับเชิญด้วย แต่แกอ่านหนังสือไทยไม่ออก พอรู้ว่ามีบัตรเชิญมาก็รีบเตรียมกล้วยหอมหวีสวยที่สุด ใส่ชะลอมมาอวยพรเสือขาว 2 ชะลอม พอเสือขาวเห็นเจ๊กหยกฝ่าฝืนคำประกาศก็สั่งลงโทษทันทีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยสั่งให้ลูกน้องปอกกล้วยยัดใส่ทวารหนักของเจ๊กหยกให้หมดทั้ง 2 ชะลอม
       เจ๊กหยกร้องลั่นเมื่อกล้วยหอมลูกแรกผ่านเข้าทวารแก แล้วลูกที่ 2 ลูกที่ 3 ก็ตามมาเสียงร้องของแก่ค่อยเบาไป พอลูกที่ 4 ลูกที่ 5 แกก็หัวเราะก๊าก จนเสือขาวแปลกใจถามแกว่า
      “ถูกลงโทษอย่างนี้ ทำไมยังหัวเราะอีก แกเป็นบ้าไปแล้วหรือ เจ๊กหยก” เจ๊กหยกหัวเราะลั่นพร้อมกับกล่าวว่า
    
อั๊วโดงกล้วยหอมแค่นี้ไม่เป็งไร..ปูเหลียว เจ็กเม้งเจ้าของสวงทุเรียง อีกำลังเอาทุเรียงหมองทองมาเต็มเรือ อีพายตามหลังอั๊วมา อั๊วเลยสบายกว่าแกเยอะเลย...”
    
...ผมเคยคิดว่าคงไม่มีใครที่มีความทุกข์เท่าผม แต่เมื่อผมได้อ่านจดหมายของสมชัยและได้ฟังเรื่องของเต็มเจ๊กหยก ทำให้ดวงตาผมเริ่มมีประกายแห่งความหวัง และรู้สึกว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นผิดถนัด...