เราเขียนอะไรที่นี่กันไปทำไมเนี่ย  สาระเหรอ หาเพื่อนใหม่เหรอ หรือ just บ่นพร่ำรำพัน ?  หรือนี่ก็เป็นเพียงที่ๆ หนึ่งที่ไม่ต่างจากที่อื่น  เราต้องชัดเจนในตัวเองไหม หรือเพียงแค่เขียนไปเรื่อยๆ  ก็น่าจะพอแล้ว จะเอาอะไรมากอีกล่ะ ....

เรื่องหนึ่งที่ผมมองเห็นว่าสมาชิกเรา (ผมชอบคำนี้นะ มันทำให้เกิดควมรู้สึกว่าเราสังกัดอะไรสักอย่าง ซึ่งบ่งว่าเรามีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้างตามปรัชญาของหน่วยที่เราสังกัด) มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันพอสมควร คือ สาระเนื้อหา การมีผู้เข้าอ่านมาก และการผู้แสดงความคิดเห็น มาก  ที่ผมยกต่อไปนี้เป็นขั้วที่อยู่ตรงมุมของ 2 ขั้วนะครับ  จริงๆ มีน้อยคนที่ถึงขนาดนั้นนะครับ

ฝ่ายหนึ่งถนัดเขียนเรื่องที่ถูกใจผู้อ่าน และก็จริงตามนั้น ด้วยความที่เธอ/เขา เขียนอะไร ก็มีคนร่วมแสดงความคิดเห็นกันหลายหลาก บางประเด็นก็ถกกันเป็นที่สนุกสนาน  (แบบว่าเขียนอะไรก็ตรงใจขาประจำทุกที)

ฝ่ายหนึ่งก็ถนัดการเขียนเรื่องที่เป็นสาระ การสร้างองค์ความรู้ บันทึกสิ่งต่างๆ ที่ตนเองประสบมา (แบบว่าสาระสุดๆ)

ในฐานะที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของ G2K เราจะเอายังไงดี ?

ผมมองว่า "สาระ" เป็นจุดเด่น เป็นตัวตนของ  G2K  (ซึ่ง webblog ในเมืองไทยมีมากมาย สมาชิกเยอะแยะ แต่เขาไม่เด่นด้านนี้)

... แต่...

ตัวตนของ G2K อีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กันคือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้  การมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงความรู้ระหว่างกัน   (มี web page ส่วนตัวของบุคคลต่างๆ มากมายเพื่อบันทึกความคิดเห็นของตนเอง ข้อเขียนข้อบันทึกของตนเอง ผมเองก็มี)

ผมอ่านประเด็นที่ทีมประเมินผลงานของ สคส กล่าวว่า

“การมี Blog อาจทําให้การบริหารจัดการความรู้  กลายเป็นเพียงการบริหาร การจัดการข้อมูลข่าวสาร (Information Management) ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อน ผลักดันให้เกิดเกลียวแห่งความรู้”

(อ้างจาก http://gotoknow.org/blog/sawaengkku/79772)

แล้วรู้สึก ผิดหวัง เป็นอย่างยิ่ง  นี่เป็นการประเมินที่ผมคิดว่าผู้ประเมินไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ มองไม่เห็นธรรมชาติของ webblog เป็นการประเมินด้วยถ้อยคำสั้นๆ แต่ดูแคลน potential ของ web blog เรา  ผมคิดว่าเขาไม่มี vision ในด้านนี้ มองในมุมมองของนักปฏิบัติงานในองค์กร ...

Webblog G2K มีพลังในการสร้างองค์ความรู้และปัญญาครับ ผมขอยืนยัน !!! ในแง่ของเครื่องมือแล้ว นี่เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ได้ใช้ประโยน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ในการสร้างเสริมความรู้ของชาวไทยในวงกว้างทั่วประเทศ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมาประชุมพบปะกัน ลดต้นทุนได้มหาศาล ..

แต่ ...  สมาชิกหลัก (ทั้งสองขั้ว) ควรมีการปรับตัวในระดับหนึ่ง เพื่อเป็นแนวทางแต่สมาชิกอื่นๆ    เป็นการขยับ ปรับตัว เพื่อให้สิ่งที่เราเขียนมีผลกระทบต่อสมาชิกอื่นๆ ในด้านปัญญา (ไม่จำเป็นต้องตลอดไปนะครับ แต่ผมมองว่าต้องเกิน 75%)

ผมขอเสนอสูตร  P x Q x Cn x Cq  = I

P = Popularity  จำนวนคนอ่าน
Q = Quality คุณภาพ สาระของเนื้อหา
Cn = number of Comments จำนวนข้อคิดเห็น
Cq = quality of Comments คุณภาพของข้อคิดเห็น
I = Impact, Intelligence ผลกระทบทางปัญญา

ลองดูตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมนะครับ (คงไม่ต้องถึงกับทำลิงค์ไปบล็อกนั้นนะครับ)
เรื่องที่เขียนแม้มีผู้อ่านมาก มีการตอบสนองมาก แต่ก็สั้นๆ ประเภทชื่นชม แวะมาทัก แต่เนื้อหาหลักๆมีน้อย  ผลกระทบก็มีน้อย ผมขอเรียกว่า  ลูกโป่งที่ล่องลอย
เรื่องที่เขียนมีสาระ ข้อคิดเห็นดีๆ แต่เฉพาะตัวมากๆ เขียนแบบไม่ได้หวังให้ใครแสดงความคิดเห็น ผู้อ่านไม่มาก (n=5) ผู้แสดงความคิดเห็นยิ่งน้อย (n=1) ผลกระทบก็น้อย ผมขอเรียกว่า ฤาษีผู้โดดเดี่ยว

นี่เป็นตัวอย่างที่สุดขั้วครับ  ในความเป็นจริง เราแกว่งไกวอยู่ระหว่างนี้ เป็น spectrum มากกว่า จะบอกว่าเราอยู่กลุ่ม 1 หรือ 2  และจริงๆ ยังอาจมีมิติอื่นเกี่ยวข้องอีกนะครับนอกจาก คุณภาพ ความน่าอ่าน จำนวน   เช่น การเป็นผู้มีชื่อเสียง ผู้มีคนเกรงใจ การเป็นคนหน้าใหม่  ลฯล

 นี่เป็นสิ่งที่เราต้องปรับตัว ต้องเรียนรู้จากกันครับ เรามาที่นี่เพื่อเรียนรู้   ผมเชื่อว่ายังนี้นะครับ

คนที่ถนัดเขียนเรื่องเบาๆ ก็คงต้องหาสาระมาใส่บ้าง เช่น เอาเรื่องที่ตนเห็นว่ามีประโยชน์ต่อสมาชิกมาลง แต่ .. แสดงความคิดเห็นของตัวเองลงไปด้วย พยายามมองด้านบวก ด้านลบ ข้อเตือนใจ ข้อควรระวัง เราได้อะไร อะไรที่ไม่น่าเชื่อ ฯลฯ ของสิ่งที่เราเอามาลง เมื่อมีคนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแล้วก็น่าจะลองสรุปประเด็น หรือถ้าจะดีไปกว่านั้นคือมองว่าเราได้อะไรจากประเด็นนี้

คนที่ถนัดเขียนเรื่องหนักๆ ก็คงต้องเรียนรู้จาก blog ของคนที่ popular ว่าเขาเขียนยังไง  อาจต้องมีการแบ่งประเด็นที่เขียน เขียนสั้นๆ เป็นข้อๆ ที่สำคัญคือการตั้งคำถามกับผู้อ่าน ไม่ใช่เล่าไปโลด ควรเชื้อเชิญให้เขาร่วมแสดงความคิดเห็น  ถ้าคุณเขียนเรื่อง แต่ตั้งประเด็นคำถามที่ท้าทายไม่ได้ แสดงว่าคุณยังไม่ชัดเจนในเรื่องที่คุณเขียนครับ เรื่องที่เขียนไปแล้วก็ควรหมั่นเช็คในหน้าศูนย์รวมข้อมูลว่ามีใครมาแสดงความคิดเห็นไหม พอมีคนตอบก็ควรเข้ามาตอบสนอง อย่าเขียนแล้วทิ้งไปครับ ขอให้คิดว่า เราต้องการเรียนรู้

สิ่งที่เราได้เรียนรู้บางครั้งไม่ใช่เนื้อหาที่เขาเขียน แต่อยู่ที่วิธีการนำเสนอของเขาด้วย

งานทุกชิ้นที่เราเขียนไม่จำเป็นต้องมีสาระตลอดไป หรือต้องมีคนอ่านมากตลอดไป มันขึ้นๆ ลงๆ ครับ ขึ้นอยู่กับว่ามันเป็นที่สนใจของผู้อ่านเท่าไร เป็นเรื่องที่ท้าทายนะครับ ขอให้คิดเข้าไว้ว่า เราต้องการ สร้าง และ ต่อยอด ความคิด ความรู้ (ความรู้สำคัญน้อยกว่าความคิด กระบวนการคิดนะครับ ตามความคิดเห็นของผม) แล้วมันก็จะทำให้ G2K มีคุณค่าอย่างที่เราเชื่อมั่น

ผมเองในช่วงหลังๆ เขียนในบล็อกของตัวเองน้อยลง อ่านและบันทึกในบล็อกคนอื่นมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่า OK นะ เพราะอยากให้พวกเรามีการต่อยอดความคิด  ขอให้สมาชิกเอา "ความรู้" และ "ปัญญา" เป็นตัวตั้งครับ  ผมเชื่อว่านี่จะทำให้ G2K พัฒนาเป็นเกลียวไปเรื่อยๆ  ผมมั่นใจในศักยภาพของสมาชิก G2K ครับ

อืมม  ตั้งคำถามอะไรดีที่ท้าทาย ?    ผม ... ในฐานะของสมาชิกที่เข้ามาประมาณเดือนกว่าๆ มองอย่างนี้ เห็นอย่างนี้

แล้วท่านสมาชิกที่อยู่มานานจนรู้เห็นความเป็นไปทั้งหมดของ G2K  เห็นยังไงบ้าง  มองอนาคตของ G2K ว่าจะเป็นแค่แลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างที่เขาสบประมาท ตั้งข้อสังเกตไหม (ขอแก้ครับ รู้สึกจะเวอร์ไปหน่อย -17.00 น. 23/02/2006)

ขอแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ 20 ตค.2550

สืบเนื่องจากการที่ผมวิจารณ์ว่าการประเมิน สคส ของทีมประเมิน ขาดวิสัยทัศน์ โดยอ้างอิงจากบันทึกของดร. แสวง รวยสูงเนิน นั้น  อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่าดร. แสวง รวยสูงเนิน มีความเห็นเหมือนกับผม อันให้ท่านรู้สึกอึดอัดนั้น (จาก ความอึดอัดกับการแสดงความเห็นของผู้อื่นผ่านบล็อก ) ผมใคร่ขอแจ้งให้ผู้อ่านทราบว่าความคิดเห็นนี้ "เป็นของผมผู้เดียว" โดยที่ดร. แสวง รวยสูงเนิน  ไม่ได้เห็นว่า ทีมประเมิน ขาดวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้แต่อย่างใด  ความเห็นในบทบันทึกนี้เป็นความเห็นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับตัวท่าน เพียงแต่ผมอ้างอิงเนื้อหาจากรายงานการประเมินที่ท่านนำมาแจ้งเท่านั้น โดยที่ท่านเองก็เห็นพ้องด้วยกับความเห็นในรายงานดังกล่าว