เราเขียนอะไรที่นี่กันไปทำไมเนี่ย สาระเหรอ หาเพื่อนใหม่เหรอ หรือ just บ่นพร่ำรำพัน ? หรือนี่ก็เป็นเพียงที่ๆ หนึ่งที่ไม่ต่างจากที่อื่น เราต้องชัดเจนในตัวเองไหม หรือเพียงแค่เขียนไปเรื่อยๆ ก็น่าจะพอแล้ว จะเอาอะไรมากอีกล่ะ ....
เรื่องหนึ่งที่ผมมองเห็นว่าสมาชิกเรา (ผมชอบคำนี้นะ มันทำให้เกิดควมรู้สึกว่าเราสังกัดอะไรสักอย่าง ซึ่งบ่งว่าเรามีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้างตามปรัชญาของหน่วยที่เราสังกัด) มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันพอสมควร คือ สาระเนื้อหา การมีผู้เข้าอ่านมาก และการผู้แสดงความคิดเห็น มาก ที่ผมยกต่อไปนี้เป็นขั้วที่อยู่ตรงมุมของ 2 ขั้วนะครับ จริงๆ มีน้อยคนที่ถึงขนาดนั้นนะครับ
ฝ่ายหนึ่งถนัดเขียนเรื่องที่ถูกใจผู้อ่าน และก็จริงตามนั้น ด้วยความที่เธอ/เขา เขียนอะไร ก็มีคนร่วมแสดงความคิดเห็นกันหลายหลาก บางประเด็นก็ถกกันเป็นที่สนุกสนาน (แบบว่าเขียนอะไรก็ตรงใจขาประจำทุกที)
ฝ่ายหนึ่งก็ถนัดการเขียนเรื่องที่เป็นสาระ การสร้างองค์ความรู้ บันทึกสิ่งต่างๆ ที่ตนเองประสบมา (แบบว่าสาระสุดๆ)
ในฐานะที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของ G2K เราจะเอายังไงดี ?
ผมมองว่า "สาระ" เป็นจุดเด่น เป็นตัวตนของ G2K (ซึ่ง webblog ในเมืองไทยมีมากมาย สมาชิกเยอะแยะ แต่เขาไม่เด่นด้านนี้)
... แต่...
ตัวตนของ G2K อีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กันคือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงความรู้ระหว่างกัน (มี web page ส่วนตัวของบุคคลต่างๆ มากมายเพื่อบันทึกความคิดเห็นของตนเอง ข้อเขียนข้อบันทึกของตนเอง ผมเองก็มี)
ผมอ่านประเด็นที่ทีมประเมินผลงานของ สคส กล่าวว่า
“การมี Blog อาจทําให้การบริหารจัดการความรู้ กลายเป็นเพียงการบริหาร การจัดการข้อมูลข่าวสาร (Information Management) ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อน ผลักดันให้เกิดเกลียวแห่งความรู้”
(อ้างจาก http://gotoknow.org/blog/sawaengkku/79772)
แล้วรู้สึก ผิดหวัง เป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นการประเมินที่ผมคิดว่าผู้ประเมินไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ มองไม่เห็นธรรมชาติของ webblog เป็นการประเมินด้วยถ้อยคำสั้นๆ แต่ดูแคลน potential ของ web blog เรา ผมคิดว่าเขาไม่มี vision ในด้านนี้ มองในมุมมองของนักปฏิบัติงานในองค์กร ...
Webblog G2K มีพลังในการสร้างองค์ความรู้และปัญญาครับ ผมขอยืนยัน !!! ในแง่ของเครื่องมือแล้ว นี่เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ได้ใช้ประโยน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ในการสร้างเสริมความรู้ของชาวไทยในวงกว้างทั่วประเทศ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมาประชุมพบปะกัน ลดต้นทุนได้มหาศาล ..
แต่ ... สมาชิกหลัก (ทั้งสองขั้ว) ควรมีการปรับตัวในระดับหนึ่ง เพื่อเป็นแนวทางแต่สมาชิกอื่นๆ เป็นการขยับ ปรับตัว เพื่อให้สิ่งที่เราเขียนมีผลกระทบต่อสมาชิกอื่นๆ ในด้านปัญญา (ไม่จำเป็นต้องตลอดไปนะครับ แต่ผมมองว่าต้องเกิน 75%)
ผมขอเสนอสูตร P x Q x Cn x Cq = I
P = Popularity จำนวนคนอ่าน
Q = Quality คุณภาพ สาระของเนื้อหา
Cn = number of Comments จำนวนข้อคิดเห็น
Cq = quality of Comments คุณภาพของข้อคิดเห็น
I = Impact, Intelligence ผลกระทบทางปัญญา
ลองดูตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมนะครับ (คงไม่ต้องถึงกับทำลิงค์ไปบล็อกนั้นนะครับ)
เรื่องที่เขียนแม้มีผู้อ่านมาก มีการตอบสนองมาก แต่ก็สั้นๆ ประเภทชื่นชม แวะมาทัก แต่เนื้อหาหลักๆมีน้อย ผลกระทบก็มีน้อย ผมขอเรียกว่า ลูกโป่งที่ล่องลอย
เรื่องที่เขียนมีสาระ ข้อคิดเห็นดีๆ แต่เฉพาะตัวมากๆ เขียนแบบไม่ได้หวังให้ใครแสดงความคิดเห็น ผู้อ่านไม่มาก (n=5) ผู้แสดงความคิดเห็นยิ่งน้อย (n=1) ผลกระทบก็น้อย ผมขอเรียกว่า ฤาษีผู้โดดเดี่ยว
นี่เป็นตัวอย่างที่สุดขั้วครับ ในความเป็นจริง เราแกว่งไกวอยู่ระหว่างนี้ เป็น spectrum มากกว่า จะบอกว่าเราอยู่กลุ่ม 1 หรือ 2 และจริงๆ ยังอาจมีมิติอื่นเกี่ยวข้องอีกนะครับนอกจาก คุณภาพ ความน่าอ่าน จำนวน เช่น การเป็นผู้มีชื่อเสียง ผู้มีคนเกรงใจ การเป็นคนหน้าใหม่ ลฯล
นี่เป็นสิ่งที่เราต้องปรับตัว ต้องเรียนรู้จากกันครับ เรามาที่นี่เพื่อเรียนรู้ ผมเชื่อว่ายังนี้นะครับ
คนที่ถนัดเขียนเรื่องเบาๆ ก็คงต้องหาสาระมาใส่บ้าง เช่น เอาเรื่องที่ตนเห็นว่ามีประโยชน์ต่อสมาชิกมาลง แต่ .. แสดงความคิดเห็นของตัวเองลงไปด้วย พยายามมองด้านบวก ด้านลบ ข้อเตือนใจ ข้อควรระวัง เราได้อะไร อะไรที่ไม่น่าเชื่อ ฯลฯ ของสิ่งที่เราเอามาลง เมื่อมีคนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแล้วก็น่าจะลองสรุปประเด็น หรือถ้าจะดีไปกว่านั้นคือมองว่าเราได้อะไรจากประเด็นนี้
คนที่ถนัดเขียนเรื่องหนักๆ ก็คงต้องเรียนรู้จาก blog ของคนที่ popular ว่าเขาเขียนยังไง อาจต้องมีการแบ่งประเด็นที่เขียน เขียนสั้นๆ เป็นข้อๆ ที่สำคัญคือการตั้งคำถามกับผู้อ่าน ไม่ใช่เล่าไปโลด ควรเชื้อเชิญให้เขาร่วมแสดงความคิดเห็น ถ้าคุณเขียนเรื่อง แต่ตั้งประเด็นคำถามที่ท้าทายไม่ได้ แสดงว่าคุณยังไม่ชัดเจนในเรื่องที่คุณเขียนครับ เรื่องที่เขียนไปแล้วก็ควรหมั่นเช็คในหน้าศูนย์รวมข้อมูลว่ามีใครมาแสดงความคิดเห็นไหม พอมีคนตอบก็ควรเข้ามาตอบสนอง อย่าเขียนแล้วทิ้งไปครับ ขอให้คิดว่า เราต้องการเรียนรู้
สิ่งที่เราได้เรียนรู้บางครั้งไม่ใช่เนื้อหาที่เขาเขียน แต่อยู่ที่วิธีการนำเสนอของเขาด้วย
งานทุกชิ้นที่เราเขียนไม่จำเป็นต้องมีสาระตลอดไป หรือต้องมีคนอ่านมากตลอดไป มันขึ้นๆ ลงๆ ครับ ขึ้นอยู่กับว่ามันเป็นที่สนใจของผู้อ่านเท่าไร เป็นเรื่องที่ท้าทายนะครับ ขอให้คิดเข้าไว้ว่า เราต้องการ สร้าง และ ต่อยอด ความคิด ความรู้ (ความรู้สำคัญน้อยกว่าความคิด กระบวนการคิดนะครับ ตามความคิดเห็นของผม) แล้วมันก็จะทำให้ G2K มีคุณค่าอย่างที่เราเชื่อมั่น
ผมเองในช่วงหลังๆ เขียนในบล็อกของตัวเองน้อยลง อ่านและบันทึกในบล็อกคนอื่นมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่า OK นะ เพราะอยากให้พวกเรามีการต่อยอดความคิด ขอให้สมาชิกเอา"ความรู้" และ "ปัญญา" เป็นตัวตั้งครับ ผมเชื่อว่านี่จะทำให้ G2K พัฒนาเป็นเกลียวไปเรื่อยๆ ผมมั่นใจในศักยภาพของสมาชิก G2K ครับ
อืมม ตั้งคำถามอะไรดีที่ท้าทาย ? ผม ... ในฐานะของสมาชิกที่เข้ามาประมาณเดือนกว่าๆ มองอย่างนี้ เห็นอย่างนี้
แล้วท่านสมาชิกที่อยู่มานานจนรู้เห็นความเป็นไปทั้งหมดของ G2K เห็นยังไงบ้าง มองอนาคตของ G2K ว่าจะเป็นแค่แลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างที่เขาสบประมาท ตั้งข้อสังเกตไหม (ขอแก้ครับ รู้สึกจะเวอร์ไปหน่อย -17.00 น. 23/02/2006)
ขอแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ 20 ตค.2550
สืบเนื่องจากการที่ผมวิจารณ์ว่าการประเมิน สคส ของทีมประเมิน ขาดวิสัยทัศน์ โดยอ้างอิงจากบันทึกของดร. แสวง รวยสูงเนิน นั้น อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่าดร. แสวง รวยสูงเนิน มีความเห็นเหมือนกับผม อันให้ท่านรู้สึกอึดอัดนั้น (จาก ความอึดอัดกับการแสดงความเห็นของผู้อื่นผ่านบล็อก) ผมใคร่ขอแจ้งให้ผู้อ่านทราบว่าความคิดเห็นนี้ "เป็นของผมผู้เดียว" โดยที่ดร. แสวง รวยสูงเนิน ไม่ได้เห็นว่า ทีมประเมิน ขาดวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้แต่อย่างใด ความเห็นในบทบันทึกนี้เป็นความเห็นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับตัวท่าน เพียงแต่ผมอ้างอิงเนื้อหาจากรายงานการประเมินที่ท่านนำมาแจ้งเท่านั้น โดยที่ท่านเองก็เห็นพ้องด้วยกับความเห็นในรายงานดังกล่าว
ผมขอเสนอสูตร P x Q x Cn x Cq = I
P = popularity จำนวนคนอ่าน
Q = quality คุณภาพ สาระของเนื้อหา
Cn = จำนวนข้อคิดเห็น
Cq = คุณภาพของข้อคิดเห็น
I = impact, intelligence ผลกระทบทางปัญญา
สวัสดีค่ะ
ขออนุญาตเข้ามาเห็นด้วยกับอาจารย์ก่อนนะคะ
กับอยากจะบอกเรื่อง 2 ประการค่ะ
1. ชอบสูตรในบันทึกมากค่ะ
2. ไม่ทราบว่าเป็นเพราะระบบใหม่ที่ปรับปรุง มีผลต่อสคริปต์ต่างๆหรืออย่างไร ทำให้ k-jira ต้องรีเฟรสหน้าจอนี้ 5-6 ครั้งกว่าจะเขียนตอบอะไรได้ค่ะ
คือมันไม่ค่อยยอมให้วางเคอร์เซอร์เม้าท์ลงในช่องกลอกข้อความ แล้วไม่ยอมให้ขึ้นไป copy ข้อความของอาจารย์ข้างบน เพื่อจะมา paste เพื่ออ้างอิงถึง ในช่องตอบคอมเม้นต์เลย ไม่ทราบเป็นเพราะ ทางผู้ดูแลระบบ เขาสร้างสคริปต์ให้ห้าม copy หรือเปล่านะคะ
3. ลิ้งค์ข้างบนนั้น มันคลิกลิ้งค์ไม่ได้ค่ะอาจารย์
4. มันต้องมีอะไรผิดปกติบางอย่างแน่ๆค่ะอาจารย์ คือกว่าที่ k-jira จะตอบคอมเม้นต์อาจารย์ได้ มัน error ไปหลายรอบแล้ว ดีนะที่พิมพ์ใส่ notepad แล้วมาโพสต์
ดังนั้นถ้าหากเห็น จำนวนคนอ่านเยอะ แต่คนออกความเห็นน้อย บางทีอาจจะเป็นเพราะระบบโพสต์มีปัญหานะคะ
โอมเพี้ยง คราวนี้ขอให้ send comment ได้นะคะ
ผมทราบครับ และคราวนี้คงจะเฉลยปัญหาของ k-jira และท่านอื่นที่เคยสงสัย คือ k-jira เขียนขณะที่ผมกำลังปรับแก้ blog ของผม และ refresh ใหม่อีกหลายครั้งครับ ข้อมูลมันเลยมาจ๊ะกัน ผมเองก็เขียนบท notepad เหมือนกันสำหรับอะไรที่ยาวๆ แบบนี้ เผื่อเหนียวครับ
ผมเข้ามาแบบไม่สนทฤษฎีใดๆ มาแบบว่าง.ๆ (แต่ไม่เปล่า) ..ส่วนจะเข้ากับข้อไหนก็เป็นเรื่องของเจ้าของทฤษฎี ที่เขาจะจับเราไปใส่ครับ
เท่าที่ผมสัมผัส G2K มาตั้งแต่แรกเริ่ม (ตอนที่ผู้พัฒนาทั้งสองท่านนำเสนอ G2K ที่ สคส.) ผมยังไม่เห็นว่า G2K จะเปลี่ยนปรัชญาการพัฒนาแต่อย่างไรเลย ...การปรับด้านเทคนิควิธีใช้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของเทคโนโลยี อีกอย่างชุมชนแห่งนี้ก็มีสมาชิก ไม่ว่าจะหน้าเดิม-หน้าใหม่ ...ก็น่ารัก จริงใจ ตรงไปตรงมาดีครับ
ผมสรุปสั้นๆ เท่านี้ก่อนครับ...
ผม.แวะไปสุ่มอ่านมาหลายๆ blog ..แล้วมองแบบกลางๆ ผมรู้สึกว่า...ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ชุมชนแห่งนี้จะรบกันด้วยความคิดมากกว่าช่วงแรกๆ ของ G2K ...ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเริ่มรับทฤษฎี คือ เรียนรู้ รู้จัก รู้ทางกันมากขึ้น...และหลังจากได้ร่ำเรียนวิชากันมาบ้างพอสมควรระยะหนึ่งแล้ว ก็อดคิดไม่ว่าว่าเป็น "ช่วงลองวิชา"
แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ..คนทำดี คิดดี พูดดี (เขียน Blog ดี) ก็ไม่น่าจะเดือดร้อนใจให้เสียความปกติสุข
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
ผมก็แอบเข้ามาอ่านกระทู้นี่ เป็นประเด็น โดนฺG2K เต็มๆ
แต่ลองมองดู สมาิชิก ใน G2K แล้วจะพบได้ว่ามี 3 กลุ่มใหญ่คือ
1. กลุ่มในสังกัด ศธ. หรือ กระทรวงศึกษาธิการ เป็น อ.มหา'ลัย อ.โรงเรียนในสังกัด
2. กลุ่มในสังกัด สธ. หรือ กระทรวงสาธารณสุข เป็น หมอ พยาบาล บุคคลในสังกัด
3. กลุ่มอื่นนอกเหนือ 1. และ 2.
ผมเองเป็นกลุ่มที่ 3
การเข้ามาเรียนรู้ใน G2K จากบุคคลอื่นมีแต่ได้กับได้
G2K เป็นช่องทางให้คนหลายกลุ่มหรือในกลุ่มตัวเองได้เรียนรู้ แสวงหา ศึกษา ถ่ายทอด และร่วมกัน ปรับปรุงปรับแต่ง
แต่การจะเข้าใจเรียนรู้ ในวัจนภาษา ในสิ่งที่นำเสนอ ตามแต่วิถีแห่งวัฒนธรรมขององค์กรแต่ละองค์กร แต่ละกลุ่ม แต่ละพวก ที่แฝง ที่แสดงออกและนำเสนอ นั้น มันคงต้องมีกระบวนทำความเข้าใจ ทำการละลายพฤติกรรม เพื่อให้เข้าใจ เชื่อใจ ไว้ใจ ในสิ่งที่หยิบยืนความรู้ความคิด มุมมองดีๆให้กัน
การทำความเข้าใจ ทำการละลายพฤติกรรม อาจไม่ได้เน้นที่สาระ แต่หากแฝงสาระ และมุมมอง ประสบการณ์ ก็เป็นสิ่งที่หลายคนได้กระทำกันอยู่
อย่างที่คุณหมอบอกละครับ บางอย่างในเนื้อหาผมก็ไม่เข้าใจครับ เพราะผมยังไม่เข้าใจในการนำเสนอ ของเนื้อหานั้นๆครับ
บันทึกนี้จะเป็นประเด็น ให้จุดประกายความคิดใน G2K กันบ้าง จะดีมากเลยครับ
ขอขอบคุณครับ ที่ช่วยจุดประกาย และผมจะขอตามจุดประกายด้วยคนครับ
เห็นด้วยครับ...
ความหลากหลายของอาชีพ วัย ความสนใจและความถนัด จึงทำให้เกิดความแตกต่างมากมายใน web นี้...
ผมมองเป็นโอกาสที่สมาชิกมีสิทธิ์ที่จะเลือกอ่านหรือเลือกแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ตนเองสนใจและมีความถนัด...
หลายคนเป็นเพียงแค่คนทำงาน...ไม่ใช่นักวิชาการ คงไม่สามารถเขียนเนื้อหาวิชาการหรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นวิชาการได้มากนัก...
สิ่งที่สามารถทำได้ก็คงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ...
ขอยืนยันความเห็นของคุณหมอมาโนชที่ว่า Webblog G2K มีพลังในการสร้างองค์ความรู้และปัญญาครับ
และคิดว่าคำวิจารณ์ที่มีมานั้น เราควรใช้ประโยชน์ในแง่ที่ว่า เราต้องพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมค่ะว่า เราได้อะไรบ้างจากโลกแห่งนี้ แม้ว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ซึ่งเกิดกับพวกเราชาวบล็อกเกอร์ จะเป็นสิ่งที่แสดงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมไม่ได้ก็ตาม
ชื่นชมคุณหมอในการแสดงความเห็นชี้แนะแนวทางให้พวกเราชาวบล็อกเกอร์นะคะ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของทุกท่านครับ ยินดีรับฟังครับ กำลังใตร่ตรองอยู่เหมือนกัน ว่าเรื่องนี้มันจะมีประเด็นไปที่ไหนอีก หรือจริงๆ มันจะเป็นประเด็นที่มีน้ำหนักพอกับการหยิบยกหรือเปล่า ยังไงก็ตาม ถือว่าได้เขียนไปแล้วครับ ตามอารมณ์และความรู้สึกในตอนนั้น
สวัสดีค่ะ ไม่ค่อยได้เป็นผู้เขียนซักเท่าไหร่ใน G2K
แต่ฝั่ง learner ปัทเขียนอยู่บ่อยๆค่ะ เข้ามาที่นี่ได้รับความรู้มากเลยค่ะ แตกต่างจากชุมชนโน้นอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ ที่ไม่ค่อยได้เขียนก็เพราะยังไม่รู้จะเริ่มยังไงมั้งคะ ก็เลยเข้ามาเป็นนักชมอยู่เรื่อยๆน่ะค่ะ มันก็ได้รับความรู้อีกทางนึงมากๆเลยนะคะ
ปัทเห็นว่า สำหรับคนที่เข้ามาเขียนบ่อยๆ และเข้ามาเพราะใจต้องการเขียนหรือต้องการเข้ามาอ่านจริงๆแล้วน่ะ คงไม่คิดยังงั้นหรอก มันไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนความรู้ แต่มันมากกว่านั้นค่ะ ทุกคนที่เข้ามาบนชุมชนแห่งนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นชุมชนที่อบอุ่นจริงๆ มันก่อตัวจากชุมชนเล็กที่ทุกคนเข้ามารู้จักกัน เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กัน รวมถึงช่วยเหลือกันในหลายเรื่องจนกลายเป็นหลายๆสิ่งตามมาค่ะ
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์มาโนชครับ ชอบประโยคนี้มากๆ "เรามาที่นี่เพื่อเรียนรู้" ผมแวะมาอ่านที่นี่บ่อยครับและทุกครั้งที่เข้ามา ผมได้ความรู้มากมายกลับไป แต่ไม่ค่อยได้มา comment หรือมาเขียน blog ที่นี่เท่าไรครับ
แวะมาอ่าน
เพื่อเก็บเกี่ยวสิ่งดีดี และไม่ผิดหวัง ชอบสูตรคุณหมอครับ เห็นด้วยกับสิ่งที่หมอคิดและเขียน
ใน Go2know เหมือนร้านอาหารที่มีเมนูหลากหลาย ให้คนเลือกชิมตามรสนิยม
แต่อย่าไปสนใจในสิ่งล่อหรืออามิสใดเลย
อยากเขียนเพื่อสื่อในสิ่งที่ตนรู้...เป็นสาระหนึ่ง
เข้าไปอ่านเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นอีกสาระหนึ่ง
comment เพื่อแลกเปลี่ยน มีทั้งสาระและไมตรีจิต
นานาจิตตัง แล้วแต่คิดและรู้จักเก็บเกี่ยวครับ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของคุณหมอค่ะ เห็นได้ว่าช่วงหลังๆคุณหมอจะตอบคนอื่นมากขึ้น แต่ก็มีคนคอยอ่านบันทึกคุณหมออยู่นะคะ อย่าเพิ่งทิ้งไปเลย…เห็นด้วยกับท่านอาจารย์พิชัยค่ะ หว้าคิดว่าที่ g2k มีความหลากหลายให้เราเลือกเข้าไปเรียนรู้ ทุกบันทึกล้วนเขียนออกมาอย่างตั้งใจ สำหรับหว้าแล้วทุกบันทึกให้สิ่งดีๆกับหว้าเสมอค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
แวะเข้ามาอ่านแต่มีปัญหาว่า บันทึกทีไร เครื่องแฮ้งทุกที ความคิด ณ วันนี้ เลยไม่เหมือนวันวานที่อ่านบันทึกอาจารย์แล้วค่ะ
บันทึกของอาจารย์ ทำให้เก็บประเด็น ได้หลายประเด็น แต่ก็ยังอยากเสนอความเห็นแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ 1 ประเด็นค่ะ
คือประเด็นเรื่องเอาความรู้และปัญญา เป็นตัวตั้ง ในการบันทึกหรือเพิ่มความเห็น
ดิฉันคิดว่า เป็นส่วนสำคัญที่ต้อง keep in mind เสมอ เวลาเขียน เพราะมีเหตุผลส่วนตัวว่า
ขอบคุณอาจารย์ที่บันทึกความคิดไว้และเปิดโอกาสให้ได้แสดงความคิดเห็นค่ะ....
ดิฉันประสบเช่นเดียวกับ อ.จันทรรัตน์ค่ะ…เมื่อวานcommentแล้วpost ไม่ได้ค่ะ…ดิฉันว่าตอนนี้G2Kประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง…ที่ทำให้คนทำงานเกิดความรักกัน…และมีเป้าหมายเดียวกันในการถ่ายทอดประสบการณ์ในทุกด้านของชีวิต..ทุกรูปแบบ….คงปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตคนเรามิได้มีแต่งาน..มีด้านอื่นด้วย…เพราะชีวิตด้านอื่นถ้ามีสุข..งานก็ดีตามไปด้วย…ดังนั้นเราก็น่าจะได้เป็นเพื่อนกัน….และคุยกันได้ทุกเรื่องจริงๆ…แม้เรื่องส่วนตัว(ถ้าเจ้าตัวไม่อาย)ค่ะ…เพราะถ้ามีคนเข้าใจเรา…เราก็สุขในชีวิต….ผ่อนคลาย…ความรู้ฝังลึกก้ผลุดออกมาง่ายดายค่ะ(เสียดายที่ดิฉันไม่มีเครื่องมือในblogใช้…ขอประทานโทษค่ะ..ยังเข้าระบบไม่ได้เลย…บันทึกเลยไม่ค่อยน่าอ่านค่ะ)…ขอบคุณค่ะ..อ.ผู้สอนถีบจักรยาน
เรียนคุณหมอ
สืบเนื่องจากที่คุณหมอเข้าไปให้ข้อมูล คุณหมอช่วยบอกความหมายที่ชัดเจนของ
โลกียธรรม ----> โลกุตรธรรม
ให้ขัดเจนกว่านี้กว่านี้จะได้ไม่ผิดพลาดในการตีความหมายค่ะ เผื่ออาจเขียนเรื่องต่อไปได้
สวัสดีครับ อาจารย์หมอมาโนช
อาจารย์เขียนได้เป็นระบบดีจัง สำหรับสูตรของอาจารย์นี่ ผมมี bias เล็กๆ ในส่วนที่อาจารย์เรียกว่า
Cq = คุณภาพของข้อคิดเห็นครับ
เพราะผมคิดเอาเองว่า ดัชนี้ตัวนี้แหละที่บ่งว่าเกิดการต่อยอดทางความคิด และ/หรือ ความรู้สึก ได้มากเพียงไร
และคิดว่าอาจจะมีแนวการแตกหน่อ / ต่อยอด อื่นๆ อีกแน่ๆ ครับ :-)