ที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมานั้น ตั้งใจจะอธิบายความคิดจริงๆของผมในการเขียน แต่ไม่ได้คาดหวังว่าใครจะอ่านแล้วเข้าใจว่าความคิดจริงๆของผมคืออะไร แต่ก็ขอเขียนเล่าไปตามความเป็นจริง ว่าที่ผมคิดเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่เคยคิดจะดูถูกใครแต่ประการใดทั้งสิ้น

  

ต้นเหตุมาจาก เมื่อผมสอนหนังสือ ผมชอบใช้วิธีการ story telling ให้ผู้ฟังรับรู้และเข้าใจบริบทของเรื่องและตัวละคร ที่จะทำให้ได้บทเรียนต่างๆ แล้วแต่คนฟังแต่ละคนจะ “in” กับเรื่องที่เล่า และจับประเด็นสำคัญได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ

  

ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ การติดตามเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ แต่บางทีการฟังการเล่าก็อาจถูกขัดจังหวะ ทั้งด้วยปัจจัยภายในและภายนอก ที่ทำให้ไม่เกิดอาการ “in” กับเรื่อง เลยอาจทำให้สรุปเรื่องแบบแยกส่วน จนทำให้จับประเด็นไม่ถูกต้องได้

  

เช่นเรื่องกระต่ายกับเต่าวิ่งแข่งกัน คนที่ฟังตลอดก็จะสรุปตามเป้าหมายว่า การมุมานะก็อาจทำให้ทำงานสำเร็จทั้งที่ความสามารถด้อยกว่า

 

แต่คนฟังบ้างไม่ฟังบ้าง หรือฟังเฉพาะตอนจบก็จะบอกว่า

 
  1. กระต่ายที่ไหนจะบ้าไปแข่งกับเต่า หรือ
  2. ทำไมจะต้องไปแข่งกันให้เสียเวลาทำมาหากิน หรือ
  3.  ถ้ามองในเชิงปรัชญาก็อาจพูดว่า กระต่ายเก่งกว่าน่าจะมาช่วยเต่าทำงาน และเต่าที่ขยันกว่าน่าจะไปสอนกระต่ายได้ ไม่ควรแข่งกันเลย เสียเพื่อนเปล่าๆ และ มีประเด็นที่แตกต่างไปได้อีกมากมาย

 นอกจากสมาธิการฟังเรื่องเล่าจะสำคัญแล้ว กระบวนทัศน์ของผู้เล่าและผู้ฟังต้องปรับให้สอดคล้องกันด้วย ไม่งั้นภาพที่มองจะเป็นคนละเรื่องกันเลย  

 

เช่นเมื่อต้นปีที่แล้วผมไปช่วยงานพัฒนากลุ่มเกษตรกรที่ประเทศ สปป. ลาว ผมแทบเอาตัวไม่รอด เพราะคนลาวเขาเจ็บปวดมากับระบบ กลุ่ม และระบบ สหกรณ์ ซึ่งสื่อความหมายว่าเป็นระบบ นารวม ที่เขาต่อต้านกันอยู่ในใจ

กว่าจะอธิบายได้ ต้องใช้เวลาตั้งนาน ว่าไม่ใช่กลุ่มนารวมอย่างนั้น แต่เป็นกลุ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทุกคนยังทำเกษตรในพื้นที่ของตัวเองเหมือนเดิม

  บางทีประสบการณ์และความสนใจก็เป็นประเด็นสำคัญ

เช่นเมื่อสักสองเดือนมาแล้ว ผมพยายามพัฒนาความคุ้นเคยผ่านบล็อกกับ ดร. จันทวรรณ ในจังหวะที่ท่านนำเสนอเรื่อง Javascript

โดยผมพยายามทำความเข้าใจว่า Javascript ในเชิงภาษาศาสตร์นั้นมันมีที่มาอย่างไร แต่ท่านก็พยายามจะตอบผมในนามของ ภาษาคอมพิวเตอร์ และแนะนำให้ผมไปอ่านตาม link ต่างๆ ผมก็ไปอ่านทุกอันที่ท่านแจ้งมา

ผมก็ยังไม่ได้คำตอบว่า Javascript มันเกี่ยวกับภาษา Java (เกาะชวา) และประเทศอินโดนีเซียอย่างไร ผมถามวนไปวนมาตั้งหลายรอบ

ในที่สุดท่านก็ตอบมาว่า คนที่คิดภาษานี้ ชอบกินกาแฟจากชวา ซึ่งผมก็หาข้อมูลดังกล่าวไม่เจอ แต่ก็เชื่อไว้ก่อน ทั้งๆที่ไม่ทราบว่าเป็น Joke หรือเรื่องจริง จนถึงวินาทีนี้  

ดังนั้นการเล่าเรื่องที่จะทำให้เราเข้าใจตรงกันนั้น บริบท กระบวนทัศน์ และความสนใจจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เรา Share joke กันได้แบบ seamless   

(ผมขอโทษที่ใช้ภาษาอังกฤษ กันการตีความหมายผิดครับ)  

การใช้ภาษาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถส่งถ่ายข้อมูลได้ดี เช่นคำว่า Watchdog ตอนนี้ผมไม่กล้าแปลเป็นภาษาไทยแล้วครับ เพราะแปลครั้งเดียวก็สาหัสแล้ว

 ในต่างประเทศ พอพูดถึงสัตว์เลี้ยงแล้วเขาจะยกย่องสัตว์ชนิดนี้ เทียบเท่าหรือเหนือกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ เลี้ยงดูอย่างดี และบางทีก็เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน กินนอนด้วยกัน บางทีก็ไว้เฝ้าบ้าน แต่นิสัยสัตว์ชนิดนี้จะรักของ และซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ จะคอยดูแลสิ่งต่างๆแทนเจ้าของ ที่เรียกว่า Watchdog จนมึกลุ่มคนไทยเอาชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อบริษัทที่ทำงานด้านการติดตามตรวจสอบการพัฒนาประเทศ  ที่ถือเป็นการ ยกย่อง คนที่ทำความดี ดูแลความเรียบร้อยของชุมชนในสังคม

ทีนี้ใน gotoknow ก็มีทีมที่ทำงานแบบนี้ อยู่เพื่อดูแลความเรียบร้อยของระบบ แบบ watchdog แต่ก็ไม่ได้ทำหน้าที่นี้เพียงอย่างเดียว ยังทำงานพัฒนาระบบให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่หน้าที่ดูแลระบบ ก็เป็นงานหนึ่งที่ทำอย่างจริงจัง เปรียบเสมือน

“Watchdog” ของระบบ ใครมาทำอะไรผิดหลักการและนโยบาย จะได้รับการจัดการและดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบเป็นไปตามเป้าประสงค์ของประเทศ สังคม และหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง

ที่เป็นฝ่ายกำหนดนโยบายมาว่าจะให้ใครเข้า มาทำอะไร หรือไม่ให้ใครเข้ามา  

แต่พอผมแปลคำนี้เป็นภาษาไทยเท่านั้นละครับ เป็นเรื่องเลยละครับ มีการเรียงหน้าปูพรมมาที่ผมเป็นทีมแบบกองทัพมดแดงเลยครับ

และผมก็เลยเพิ่งได้ความรู้ว่า นอกจาก ดร. จันทวรรณ แล้วยังมี ดร. ธวัชชัย และดูเหมือนจะมีคุณโอ๋-อโณ ด้วย

นี่เท่าที่เห็นนะครับ

ยังมีคนไม่แสดงตน บอกแต่ว่า รับไม่ได้ ที่ผมแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย    รู้ยังงี้ไม่แปลก็คงจะดีกว่า

หรือแม้ไม่แปล ผู้อ่านก็อาจจะไปแปลคำนี้จากบริบทภาษาอังกฤษที่ "ยกย่อง" ให้เป็นบริบทของภาษาไทยที่เป็นการ ดูถูก อีกเหมือนเดิม

เรียกว่างานนี้ไม่มีทางรอดแน่ เลิกใช้คำอุปมาอุปไมยไปเลยเห็นท่าจะดีกว่า  

เอาอย่างนี้ดีไหมครับ ใครคิดว่าตนรู้สึกว่าตนเสียหายจากการแปลคำว่า Watchdog เป็นภาษาไทย แสดงตัวมาให้หมดเลยทีเดียวครับ จะรับได้ไม่ได้ไม่ว่ากัน เพราะผมไม่มีเจตนาร้ายกับใครอยู่แล้ว

ผมจะได้ขอโทษซะให้ครบหน้ากัน แล้วเราจะได้ทำงานพัฒนาการจัดการความรู้ด้วยกันอย่างเข้าใจกันต่อไป กินแหนงแคลงใจกันไปไม่เห็นจะมีใครได้ประโยชน์สักคน 

ตอนนี้ผมขอโทษในความผิดพลาดของผมต่อ ดร. จันทวรรณ น้อยวัน เป็นหลักก่อนนะครับ

ส่วน ดร. ธวัชชัยนั้นผมไม่เคยกล่าวหรือคิดถึงท่านในมุมนี้เลย เพียงเข้าใจว่าเป็ผู้ช่วย ดร. จันทวรรณ (ตำแหน่งอะไรก็ไม่ทราบจริงๆครับ) 

แต่เมื่อท่านแสดงตัวออกมาผมก็ขอโทษด้วยก็แล้วกัน

และผมไม่แน่ใจว่าคุณโอ๋-อโณ นี่เกี่ยวกับทีมผู้ดูแลระบบอย่างไร

ผมไม่ทราบจริงๆครับ ถ้าใช่และโดนพาดพิง ก็ขอโทษด้วยครับ

(แต่ผมจำได้ว่า ผมไม่เคยพาดพิงถึงคุณโอ๋-อโณ แม้แต่ครั้งเดียวนะครับ- ที่ลบความเห็นออกตอนเย็นวานเพราะสิ่งที่ท่านกล่าวนั้นไม่เป็นจริง อาจทำให้เกิดความสับสนกับผู้อ่านทั่วไปและไม่เป็นประโยชน์กับใครเลยครับ โดยเฉพาะที่บอกว่าผมไม่เคารพคนอื่น ก็เลยขอลบ และได้อธิบายไว้ใน email แล้วครับ) 

 

การขอโทษนั้นไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ ผมจะเปลี่ยนวิธีการนำเสนอ ไม่พาดพิงถึงท่านในฐานะผู้ดูแลระบบอีกต่อไป แต่ในฐานะบุคคลทั่วไปอาจจะเลี่ยงยากครับ

(เช่นพูดว่าคนไทยกินข้าวเป็นอาหารหลัก ยังไงก็โดนท่านแน่นอนครับ)

และถ้าผมพลาดจนทำให้ท่านหงุดหงิดคราใดก็กรุณาเตือนด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ท่านจะถนัด และถ้าไม่เหมาะสมเชิญลบงานเขียนของผมทันทีเลยครับ ตามสิทธิ์ที่ท่านมี ผมจะทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดีของไทยและของโลกต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ครับ  

 

ขอบคุณมากครับ ด้วยความจริงใจ ๑๐๐% ครับ และไม่โกรธท่านแม้แต่นิดเดียวครับ ดีใจด้วซ้ำที่ได้ "มีวันนี้ "ครับ ที่ผมมีโอกาสอธิบายความคิดของผมให้ท่านฟัง

โอกาสอย่างนี้หายากจริงครับ