อารยธรรมหนึ่งที่ฝากมรดกล้ำค่าเอาไว้มากมายก็คือ ไอยคุปต์ หรืออียิปต์โบราณ คำว่าไอยคุปต์นี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เป็นผู้เสนอเอาไว้ [ขอบคุณ อ.ธวัชชัย ดุลยสุจริต สำหรับความรู้นี้ครับ - โปรดอ่านข้อคิดเห็น #11]

ทั้งนี้มีจุดน่าสังเกตว่า ชื่อของอียิปต์ในภาษากรีก คือ aiguptos 

แม้พีระมิด มัมมี่ และสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับไอยคุปต์จะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนทั่วๆ ไป แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีมรดกทางอารยธรรมอยู่อย่างหนึ่งที่ใกล้ตัวพวกเราทุกคน นั่นคือ ตัวอักษรในภาษาอังกฤษ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยง จะขอเล่าทฤษฎีหนึ่งแบบย่อๆ เอาไว้ดังนี้

 ภาพแอนิเมชันแสดงการเปลี่ยนแปลงลักษณะตัวอักษรในภาษาอังกฤษ 

เริ่มจากภาษาเฮียโรกลิฟิกส์ (hieroglyphics) ของอียิปต์โบราณ ซึ่งมีหลักฐานย้อนกลับไปถึงราว 3,200 ปีก่อนคริสตกาล ภาษานี้เขียนเป็นภาพ โดยภาพๆ หนึ่งอาจแทนเสียงหรือคำ ครั้นพอถึงราว 2,700 ปีก่อนคริสตกาล ก็มีภาพนับร้อย แต่ในจำนวนนี้มีภาพที่แทนเสียง 22 ตัว ซึ่งจะแปลงกายไปเป็นตัวอักษรในภายหลัง  

แผนภาพอย่างง่ายเทียบเสียงในภาษาอังกฤษกับภาพเฮียโรกลิฟิกส์ 

ราว 1500 ปีก่อนคริสตกาล ชาวเคนันไนต์ (Canaanite) ซึ่งพูดภาษาเซมิติก (semitic language) และอาศัยอยู่ในดินแดนซึ่งตรงกับปาเลสไตน์และซีเรียในปัจจุบัน ได้เริ่มใช้สัญลักษณ์ลายเส้นง่ายๆ แทนเสียงแต่ละเสียง นี่คือ ตัวอักษรยุคเริ่มแรก โดยตัวอักษรพวกนี้เขียนจากขวาไปซ้าย

ต่อมาชาวฟีนิเชียน (Phoenician) ได้รับเอาตัวอักษรเหล่านี้ไปดัดแปลงให้ง่ายขึ้น แถมยังเพิ่มเติมตัวใหม่ๆ เข้าไป พวกฟีนิเชียนนี่เป็นพ่อค้าและนักเดินเรือซึ่งติดต่อค้าขายกับกรีก ผลก็คือ ชาวกรีกได้รับเอาตัวอักษรของฟีนิเชียนไปดัดแปลงต่อ เช่น เปลี่ยนเสียงพยัญชนะบางตัว เช่น a, e, o ให้เป็นเสียงสระ

เวลาผ่านไป ชาวอีทรัสคัน (Etruscan) ในคาบสมุทรอิตาลีก็รับเอาตัวอักษรกรีกไปดัดแปลงใช้งาน ต่อมาโรมันได้รับพยัญชนะจากอีทรัสคันไปดัดแปลงต่อ จนทำให้ตัวอักษรมีรูปร่างเหมือนตัวพิมพ์ใหญ่ในภาษาอังกฤษทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี ยังมีตัวอักษรขาดไปบางตัว เช่น ตัว G ซึ่งไม่มีในตัวอักษรของอีทรัสคัน เนื่องจากพวกอีทรัสคันไม่แยกความแตกต่างระหว่างเสียง C และ G คนโรมันก็เลยแก้ปัญหาง่ายๆ โดยเติมขีดเล็กๆ เข้าไปที่ตัว C ทำให้ได้ตัว G อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี


เมื่อได้เห็นภาพรวมแล้ว คราวนี้ลองย้อนไปดูภาษาเฮียโรกลิฟิกส์ให้ละเอียดอีกนิด ภาพในภาษานี้มี 3 แบบหลักอย่างนี้ครับ

แบบแรก เป็นภาพสัญลักษณ์แทนความหมายหนึ่ง (logogram) เช่น ภาพขาก้าวเดินสองข้าง หมายถึง การเคลื่อนที่ ดังภาพตัวอย่างต่อไปนี้

 

แบบที่สอง เป็นภาพแทนเสียงๆ หนึ่ง (phonogram) เช่น ภาพเส้นหยักๆ ในแนวนอนแทนเสียง N เพราะคำว่า net หมายถึง น้ำ ในภาษาอียิปต์โบราณ

น่ารู้ไว้ด้วยว่าบางเสียงอาจมีภาพได้มากกว่า 1 แบบ เช่น เสียง A อาจเป็นนกแร้ง หรือแขนยื่นออกไปคล้ายแบมือขอตังค์ หรือ เสียง T ซึ่งในตารางเป็นภาพขนมปัง (เสี้ยววงกลม) แต่ในชื่อคลีโอพัตรากลับเป็นอีกภาพหนึ่งกรอบที่ล้อมชื่อคลีโอพัตราเรียกว่า คาร์ทูช (cartouche หรือ cartouch) ซึ่งใช้ล้อมรอบชื่อเทพเจ้า ฟาโรห์ หรือพระมเหสี  เดิมทีกรอบนี้เขียนเป็นวงกลม ซึ่งแทนเส้นเชือกที่ถือกันว่ามีอำนาจวิเศษปกป้องคนที่มีชื่ออยู่ภายใน แต่ต่อมาก็แบนลงอย่างที่เห็น  (แต่หากเขียนชื่อจากบนลงล่าง กรอบก็จะอยู่ในแนวดิ่ง)  

ชื่อพระนางคลีโอพัตราในภาษาเฮียโรกลีฟิกส์

ส่วนแบบสุดท้าย เป็นภาพสัญลักษณ์เพื่อระบุว่าข้อความที่เพิ่งกล่าวถึงคืออะไร (determinative) เช่น หากเห็นภาพผู้ชายกำลังนั่งชันเข่า ทำมือทำไม้อะไรบางอย่าง ปิดท้ายชื่อคน ก็แสดงว่านี่คือชื่อของผู้ชาย เป็นต้น 

ใครเกิดคันไม้คันมือ อยากลองสะกดชื่อตัวเองเป็นอักษรภาพก็ลุยได้เลย ได้ผลยังไงส่งมาอวดกันบ้างครับ

ขุมทรัพย์ทางปัญญา         

ขอแนะนำ http://www.artyfactory.com/egyptianart/hieroglyphics/hieroglyphs.htm ซึ่งมีภาพอักษรเฮียโรกลิฟิกส์สวยๆ เพียบ และหากอยากเรียนภาษานี้ ลองไปที่ The Hieroglyphics Tutor ที่ http://www.mnsu.edu/emuseum/prehistory/egypt/egypttutor/  

 

  • ดัดแปลงจากบทความ ‘ถอดรหัส อักษรภาพไอยคุปต์’ เขียนโดย บัญชา ธนบุญสมบัติ ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ ท่องเวลา ผ่าอารยธรรม นสพ. กรุงเทพธุรกิจ เซ็คชั่น จุดประกาย เสาร์สวัสดี (เสาร์ 23 ธันวาคม 2549)
  • ขอขอบคุณ ดร. จันทวรรณ น้อยวัน สำหรับความช่วยเหลือเกี่ยวกับภาพแอนิเมชันแสดงการเปลี่ยนแปลงลักษณะตัวอักษรในภาษาอังกฤษ 

 


ประวัติของบทความ :