ถัดมาอีกวัน ดิฉัน ครูเหล่น จันทร์ทิพย์  และ ครูหนึ่ง ศรัณธร ได้มีโอกาสได้ไปร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “KM Applications : World Bank & Thailand Experience Sharing” ที่โรงแรมเดอะ แกรนด์  ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ 

  

กติกาของการเข้าไปร่วมงานก็คือ ผู้สนใจทุกท่านจะต้องมีประสบการณ์ในการจัดการความรู้ และจะต้องตอบคำถามในทำนองเดียวกันกับการทำ AAR – After Action Review เพื่อสรุปประสบการณ์ในการงานจัดการความรู้ของหน่วยงาน ไปแลกกับที่นั่งที่จะได้เข้าไปฟังประสบการณ์ของ Best Practice(s) ที่มาจากหน่วยงานการจัดการความรู้ของธนาคารโลก และ ประสบการณ์ของนักปฏิบัติจากทุกภาคส่วนที่มีอยู่ในประเทศไทย

  

จะว่าไปแล้วงานนี้ก็คล้ายกับการย่อประสบการณ์ของงานมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติให้เหลือเพียงค่อนวัน (เวลาส่วนใหญ่ของครึ่งวันเช้าเป็นการนำเสนอประสบการณ์ในการจัดการความรู้ของธนาคารโลก) ดังนั้นเรื่องราวต่างๆจึงเข้มข้นมาก เทียบได้กับ ๔๕ วินาทีแรกของการเล่าเรื่องเล่าเร้าพลังเลยทีเดียว

  

สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ความต่างกันของฐานคิดระหว่างการจัดการความรู้แบบไทย และเทศ  การจัดการความรู้ของธนาคารโลกมีจุดมุ่งหมายหลักอยู่ที่การเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กรเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยระบบ และตัวนวัตกรรมเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก

  

ในขณะที่การจัดการความรู้แบบไทยๆนั้น ทำการจัดการความรู้ และใช้การจัดการความรู้เข้าไปขับเคลื่อนทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะแต่ในภาคของธุรกิจเพื่อการแข่งขันเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่ากลุ่มตัวอย่างที่มานำเสนอประสบการณ์นั้น มีทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน  และภาคประชาสังคม ที่มีเป้าหมายทั้งที่เป็นรายทาง และปลายทาง อยู่ที่การสร้างสุข อันเกิดจากการเคารพในความรู้ที่มีอยู่ในคน และการสร้างสังคมอุดมปัญญาจากจุดที่ทุกคนยืนอยู่  การแข่งขันหากจะมี ก็เป็นการแข่งขันกับตัวเองมากกว่า

  

ประเด็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ฝ่ายไทยนำเสนอจึงอยู่ที่การทำความสำเร็จให้ยั่งยืน และการใช้ KM เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงองค์กร ร่วมกับการใช้เครื่องมืออื่นๆอย่างหลากหลาย และการสร้างสรรค์ลีลาของการจัดการความรู้ที่มีแตกต่าง ที่พบได้ทั้งจากการเจาะลงไปในภาพย่อยเฉพาะหน่วยงาน หรือมองกราดไปในภาพใหญ่

   

สิ่งที่มีคุณค่าที่ได้เรียนรู้และคิดว่าจะนำไปปรับใช้กับงาน คือ การทำให้ผลของการจัดการความรู้เป็นสิ่งที่สัมผัสได้จริง  ตั้งแต่ขั้นของการช่วยให้ทุกคนได้มีประสบการณ์ตรงกับสร้างสุข ที่เกิดขึ้นจากการที่ได้ ลปรร.  สุขที่ได้จากการพัฒนาต่อยอดสิ่งที่ทำอยู่ด้วยความรู้ของคนอื่น ได้เอื้อเฟื้อแบ่งปันในสิ่งที่เรามี  สุขที่ได้ใช้คลังความรู้ที่ทุกคนมีส่วนร่วมสร้าง ร่วมพัฒนา  เกิดการพัฒนากรอบความคิดใหม่ๆ ที่พาไปถึงการเห็นตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบ

จากความหลากหลายของการจัดการความรู้ที่ได้จากการฟังเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์  จากหลากหลายบริบทในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยความสำเร็จของสิ่งต่างๆเป็นผลที่เกิดขึ้นจากพลังของคนที่ทุ่มเท และพร้อมที่จะเรียนรู้ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มองเห็นอนาคตร่วมกัน พร้อมที่จะเดินไปด้วยกัน มากกว่าจะเป็นเรื่องของคนเก่ง แต่เป็นเรื่องของความงอกงามที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ตราบเท่าทีใจของคนยังเปี่ยมด้วยหวัง และพลังในการเรียนรู้