การทำสวน เป็นงานจุกจิกและละเอียดอ่อนที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ตลอดเวลา กว่าผลไม้แต่ละต้นจะเติบโต ผลิดอกออกผลให้บริโภคหรือจำหน่ายได้ พวกเราต้องดูแลทะนุถนอม กำจัดวัชพืช รดน้ำ พรวนดินตลอดเวลา ยังดีที่สมัยนั้นไม่มีโรคพืชหรือแมลงรบกวนให้เราต้องฉีดยาเสี่ยงชีวิตทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคเหมือนปัจจุบัน ปุ๋ยที่ใช้ก็แทบจะไม่ต้องคำนึงถึงเพราะดินอุดมสมบูรณ์อันเกิดจากการทับถมตามธรรมชาติอยู่แล้ว อย่างดีก็แค่ใส่ปุ๋ยคอกเท่านั้น
         
งานหนักสำหรับการทำสวนของบ้านผมก็คือการกำจัดวัชพืช และการเก็บพืชผลไปขายวัชพืชที่พวกเราต้องคอยกำจัดตลอดเวลามีมากมายหลายประเภท วิธีกำจัดวัชพืชนั้น แถวบ้านผมเขาเรียกว่า การทำรุ่น” ก็คือ ใช้เสียมขุดที่ราก และใช้มือถอนวัชพืชให้หลุดออกมาทั้งรากทั้งโคนเรียกว่า ทำลายอย่างถอนรากถอนโคน ยิ่งกว่าฉีดยาฆ่าวัชพืชในปัจจุบันเชียวละ แต่ถึงกระนั้นเพียงเวลาไม่ถึงเดือนวัชพืชก็เจริญงอกงามเติบโตขึ้นมาอีก ทำลายเท่าไรก็ไม่มีวันหมด โดยเฉพาะหญ้าชนชนิดหนึ่ง ที่ชาวบ้านให้สมญานามว่า “หญ้าคอมมิวนิสต์” เป็นหญ้าที่แพร่พันธุ์รวดเร็วเหลือเกิน
      หญ้าคาเป็นวัชพืชอีกชนิดหนึ่งที่ทำลายยาก เพราะมีรากและหน่อซอกซอนไปทั่ว ขนาดใช้จอบขุดที่เรียกว่า “ฟื้นดิน” ดึงรากออกมาทีละรากก็ยังกำจัดไม่หมด แต่หญ้าคาก็มีประโยชน์ใช้มุงหลังคาบ้านผมให้ร่มเย็น ดีกว่าสังกะสีเสียอีก เข้าทำนองที่ว่า “ในความชั่วย่อมมีความดีแฝงอยู่เสมอ” ซึ่งเป็นสัจธรรมที่ให้แง่คิดที่ลึกซึ้ง
        การเก็บพืชผลไปขายก็เป็นงานอีกอย่างหนึ่งที่รอไม่ได้ในช่วงที่ผลไม้แต่ละชนิดให้ผล พร้อมที่จะเก็บไปบริโภคหรือจำหน่าย ต้องรีบเก็บและต้องทำทุกวัน ไม่เช่นนั้นก็จะสุกงอมร่วงหล่นเสียหาย หรืออาจถูกนกหรือค้าวคาวจัดการเสียก่อน
       พ่อแม่ผมมีลูกทั้งหมด 7 คน ต้องดูแลสวนที่มีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 50 ไร่ จึงเป็นเรื่องยาก ในการกำจัดวัชพืชและการเก็บพืชผักไปจำหน่าย ในระยะหลังพี่บุญวัง ก็ไปเป็นครู และพี่บุญแถมก็ไปเรียนและพักที่หอพักในอีกจังหวัดหนึ่ง จึงไม่ค่อยได้ช่วยงานสวนเท่าไร บุญเย็นและบุญศรี น้องสาวผมอีก 2 คน ก็ยังเล็ก ช่วยงานอะไรไม่ค่อยได้ มีผมกับพี่บุญนำและพี่บุญถมที่ต้องอยู่ช่วยงานสวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
     วันเสาร์ วันอาทิตย์หรือช่วงปิดเทอม น้อยครั้งนักที่ผมจะมีเวลาส่วนตัว ได้ไปเที่ยวเตร่กับเพื่อนฝูง หรือทำงานที่ชอบ เช่น ไปล่าสัตว์หรือเก็บผักในป่า เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพ่อหรือแม่แล้ว แต่งานที่ว่าก็ต้องเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว จึงจะได้รับอนุญาต นอกจากนั้นแล้วจะต้องถูกกะเกณฑ์ให้อยู่ในสวนทั้งวัน เวลาจะดูหนังสือ หรือทำการบ้านก็เป็นช่วงเวลากลางคืน หลังจากอ่อนเพลียเมื่อยล้าจากงานในสวนแล้ว ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ขมุกขมัว จะนอนดึกก็ไม่ได้ แม่จะบ่นเสมอว่าเปลืองน้ำมันก๊าด และที่สำคัญต้องตื่นก่อนตีสี่เพื่อหาบของไปขายที่ตลาดในเมือง จนบางครั้งผมลืมไปด้วยซ้ำว่าผมเป็นนักเรียน
       งานในสวนที่พ่อแม่มอบหมาย นอกจากการทำรุ่น หรือกำจัดวัชพืชที่ผมแสนจะเบื่อหน่ายแล้ว ก็คือการปีนไปเก็บขนุนในฤดูที่ขนุนสุก เก็บมะนาว สับปะรด ปีนเก็บมะม่วงในฤดูกาลของมัน การเลือกเก็บขนุนในสวนที่แก่พอจะนำมาบ่มได้นั้น ผมมีความชำนาญเป็นพิเศษกว่าพี่น้องทุกคน อาจจะเป็นเพราะผมถูกใช้บ่อยก็เป็นได้ โดยนอกจากจะพิจารณาที่ความเปล่งปลั่งของลูกขนุนและตาที่เริ่มจะขยายกว้างแล้ว ผมยังดูใบที่ติดกับชั้วลูกขนุน ซึ่งมีอยู่ใบเดียว ที่พวกเราเรียกว่า “ใบแพ้ว” อีกด้วย ถ้าใบแพ้วเริ่มเหลือง และก้านขั้วลูกขนุนเริ่มเหลืองด้วยก็แสดงว่าใช้ได้ เมื่อตัดขั้วแล้วมียางพุ่งออกมาทันทียิ่งมั่นใจใหญ่ มะม่วงก็เช่นกันถ้าปลิดขั้วแล้วยางพุ่งออกมาก็ถือว่าแก่จัดเช่นกัน ขนุนที่แก่จัดถ้าปล่อยให้สุกคาต้นจะเสียรสชาติและหมดราคา ขนุนที่บ้านผมเมื่อตัดจากขั้วแล้วไม่จำเป็นต้องเร่งให้สุกด้วยการตอกลิ่มลงไปในขั้วเหมือนของคนอื่น วางไว้เฉย ๆ 2-3 วัน ก็สุกพร้อมนำไปจำหน่ายได้และจะเหลืองหวานกรอบทั้งไส้และซัง
      พวกเราไม่เคยได้มีโอกาสลิ้มรสขนุนลูกใหญ่ ๆ สวย ๆ โดยเฉพาะขนุนทุเรียน หรือขนุนทับทิม ยิ่งไม่มีโอกาสเลยทั้ง ๆ ที่เป็นเจ้าของสวน จะได้กินก็แต่ขนุนที่สุกคาต้น หรือลูกที่มีตำหนิ หรือไม่ก็ขนุนละมุดที่สุกจนเละเท่านั้น ลูกสวย ๆ ดี ๆ พ่อแม่เอาไปขาย หรือฝากคนอื่นหมด เป็นธรรมเนียมของชาวชนบทเกือบทุกแห่งที่มีของดีไว้ฝากคนอื่น ปล่อยให้ลูกนั่งตาปริบ ๆ
        เรื่องทำนองนี้เกิดในครอบครัวผมเป็นประจำ เนื่องจากพ่อเป็นคนกว้างขวาง มีเพื่อนฝูงมากมาย ครั้งหนึ่งพ่อมีเพื่อน 3 คน จากในเมืองมาเยี่ยมบ้าน พ่อก็สั่งให้แม่ไปซื้ออาหารมาทำกับข้าวชั้นดีเลี้ยงเพื่อนดังกล่าว มีทั้งปู ปลา หมู เห็ด เป็ด ไก่ มากมาย ระหว่างที่เพื่อน ๆ ของพ่อรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แม่ ผม และน้อง ๆ คอยบริการและดูแลความเรียบร้อยอยู่ห่าง ๆ โดยปกติพวกผมไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารชั้นดีอย่างนี้เลยสักครั้ง พวกผมก็ตั้งความหวังไว้ว่าครั้งนี้อาหารคงจะเหลือเป็นบุญปากสำหรับพวกเราบ้าง แต่เพื่อน ๆ ของพ่อกลับไม่คิดคำนึงถึงเรื่องนี้ บริโภคอาหารทุกชนิดที่แม่เสริฟอย่างไม่เหลือหลอ จนถึงอาหารพิเศษชุดสุดท้าย คือปลาอินทรีย์ขนาดใหญ่ทอดกรอบ ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของพวกผม ช้อนส้อมของแต่ละคนที่ตักลงไปในชิ้นปลา เหมือนกับปลายส้อมที่ทิ่มแทงลงไปในหัวใจของพวกผม จนกระทั่งเนื้อปลาด้านหนึ่งหมดไป แต่เพื่อน ๆ ของพ่อก็ยังไม่ยอดลดละผมใจหายวาบเผลอตัวอุทานกับแม่อย่างเจ็บปวดและสิ้นหวัง
               “พลิกอีกแล้วแม่..”
       และก็เป็นจริง วันนั้นแม้แต่หัวปลาอินทรีย์ก็ไม่เหลือไว้สำหรับพวกเรา มีแต่ก้าง กระดูก เศษอาหารและความเลอะเทอะของถ้วยชามไว้ให้พวกเราทำความสะอาด
        เดือนมีนาคม-เมษายน เป็นช่วงที่มะม่วงในสวนแก่จัดพร้อมที่จะเก็บไปขาย ที่สวนมีมะม่วงมากพอ ๆ กับขนุน ส่วนใหญ่จะเป็นมะม่วงอกร่องและมะม่วงพิมเสน ซึ่งจะต้องเก็บมาวางเรียงไว้บนบ้าน และคลุมด้วยใบสะแก เพื่อให้เหลืองถูกใจลูกค้า เป็นวิธีบ่มมะม่วงที่ทำกันมาทุกปี
      งานหนักที่ตกเป็นภาระของผมเป็นส่วนใหญ่ คือการปีนไปเก็บมะม่วงมาบ่ม มะม่วงแต่ละต้นมีอายุไม่น้อยกว่า 10 ปี จึงมีความสูงใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วทิศ แต่ละปีจะมีลูกดกเต็มต้นห้อยเป็นพวงระย้า มดแดงที่แฝงพวงมะม่วงและทำรังอยู่ทุกกิ่ง เป็นอุปสรรคที่สำคัญในการปีนไปเก็บมะม่วง เราไม่มีทางกำจัดมันได้ นอกจากใช้ขี้เถ้าทาตัวทาขาแล้วรีบปินขึ้นไปยึดกึ่งคาคบที่เป็นชัยภูมิที่เหมาะที่สุดในการสอยมะม่วง พร้อมทั้งรีบสะกัดกั้นเจ้ามดแดงร้ายด้วยการใช้ขี้เถ้าในถุงที่เตรียมไว้ทากิ่งมะม่วงทุกกิ่งเพื่อกันไม่ให้มดแดงไต่มากัดเราได้ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่วายถูกกัดจนปวดแสบปวดร้อนไปหมดต้องรีบปัดเป็นพัลวัลเชียวละ จะใส่เสื้อก็ไม่ได้เพราะมันจะซอกซอนไปกัดและล้วงไปปัดออกได้ยาก
       พูดถึงเจ้ามดแดง ผมต้องยอมรับว่ามันเป็นนักต่อสู้ที่เด็ดเดี่ยว มีกลยุทธ์ในการทำงานเป็นทีมทั้งกองทัพ มันยอมสละชีพเพื่อรักษาต้นมะม่วงซึ่งเหมือนกับผืนแผ่นดินของมัน แม้แต่ช้างในนิทานอีสปยังยอมแพ้ ขนาดผมใช้ขี้เถ้าทาตัวทาคาคบไม้เพื่อว่าเวลามดแดงไต่มาถูกขี้เถ้าจะร่วงลงไปทันที แต่มันก็ไม่ยอมแพ้จะชุมนุมเตรียมพร้อมกันอยู่รอบคาคบเพื่อโจมตีผมให้ได้ พวกใดที่อยู่กิ่งคาคบบนจะเสี่ยงชีวิต โดดร่มลงมาที่ตัวผมโดยไม่คำนึงว่าร่มจะกางหรือไม่ ผมจึงต้องพยายามเลือกกิ่งเอน ๆ เข้าไว้เพื่อแก้กลยุทธ์เจ้ามดแดงร้ายพวกนี้ ถ้ามันมีโอกาสถึงตัวผมเมื่อใด ก่อนที่มันจะกัดและสละชีพในที่สุด มันจะพยายามเลือกชัยภูมิที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการกัดและชัยภูมิที่มันเห็นว่าดีที่สุดคือในร่มผ้า บริเวณเนื้ออ่อน ๆ และในที่ลับยิ่งดี บ่อยครั้งที่ผมต้องร้องลั่นอย่างปวดแสบปวดร้อนเพราะเจ้ามดร้ายพวกนี้ แม้มันจะเป็นอันตรายสำหรับผม แต่มันก็มีประโยชน์มหาศาลที่ช่วยรักษาต้นมะม่วงไม่ให้ศัตรูพืชใด ๆ รบกวน และไข่มดแดงยังเป็นอาหารอันโอชะสำหรับครอบครัวเราด้วย นี่แหละคือความสมดุลทางธรรมชาติ
        น้องสาวของผมจะเป็นคนคอยส่งตะกร้าใส่มะม่วงพร้อมทั้งเชือกยาว ๆ สำหรับผูกกับคาคบไม้ให้ผม อุปกรณ์ที่ใช้สอยมะม่วงก็คือ “ไม้ตะกร้อ” เมื่อสอยได้จนเต็มตะกร้าก็จะแก้เชือกหย่อนตะกร้าลงไปให้น้องเก็บออก แล้วชักขึ้นมาใหม่ สอยจนหมดกิ่งหนึ่ง ก็ย้ายไปกิ่งอื่นจนหมดต้น แล้วก็ปีนไปเก็บต้นอื่นต่อไปจนทั่วสวน วันหนึ่งเก็บได้ประมาณ 2 ต้น ก็ได้มะม่วงร่วม 1,000 ผล เนื้อตัวผมมอมแมม เป็นแผลพุพองเต็มตัวอันเกิดจากทั้งมดแดงและยางมะม่วงกัด
      ผมมีหน้าที่เพียงเก็บมะม่วงรวมทั้งพืชผักผลไม้อื่น ๆ และหาบไปขายที่ตลาดกับแม่เท่านั้น แต่จะขายได้เท่าไรผมไม่เคยมีส่วนร่วมรับรู้และไม่เคยได้รับค่าตอบแทนจากการขาย จะได้ก็แต่เงินที่แม่ให้เป็นค่าขนมและค่ารถไปโรงเรียนวันละไม่กี่สตางค์เท่านั้น โดยที่ผมต้องตื่นดึก ลุกเช้า และถูกเคี่ยวเข็ญให้ทำงานตัวเป็นเกลียวตั้งแต่เช้ายันค่ำ
      บางครั้งเมื่อเกิดพายุฝนพัดมาในฤดูที่มะม่วงกำลังติดผลดก พ่อแม่ผมจะตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด พ่อผมถึงกับทำพิธี “ตัดลม” ตามแบบไสยศาสตร์ที่พ่อถนัด โดยใช้มีดขอหรือมีดอีโต้วางลงไประหว่างร่องกระดาน หันคมมีดไปในทิศทางลม แล้วก็ท่องคาถาพึมพำ โดยมีแม่ยืนให้กำลังใจอยู่ห่าง ๆ ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่พ่อก็ทำทุกครั้งทีมีพายุพัดมา
     ส่วนในใจผมขณะนั้นกลับภาวนาให้เกิดพายุพัดแรง ๆ เพื่อจะได้เก็บมะม่วงที่ร่วงหล่นเสียหาย ซึ่งพ่อแม่ไม่ต้องการ นำไปขายเป็นรายได้ของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายและความเสียใจของพ่อแม่เลย พ่อกับแม่มักจะพูดกับพวกเราบ่อย ๆ ด้วยคำพูดว่า
“สวนของเรา” แต่ทำไม่ผมไม่เคยมีความรู้สึกอย่างที่พ่อแม่พูดเลย กลับรู้สึกว่าเป็นสวนของพ่อแม่ต่างหาก
       นาน ๆ ครั้งที่พ่อแม่จะอนุญาตให้ผมเอาใบตองหรือปลีกล้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีค่านักสำหรับชาวสวนไปขายและมีรายได้เป็นของตนเอง ผมจะขยันเป็นพิเศษ ทั้ง ๆ ที่รายได้จากการขายใบตองหรือปลีกล้วยก็ได้ไม่กี่บาท
     
ผมก็ได้แต่ฝันว่า สักวันหนึ่งในอนาคตถ้าผมมีสวนเป็นของตนเอง ผมคงมีรายได้ดีกว่าการขายใบตอง ปลีกล้วยหรือมะม่วงแตก ๆ เมื่อถึงวันนั้น ผมคงมีความสุขและขยันน่าดูเลย