ตั้งแต่ผมเปิดประเด็นและเข้ามาเป็นสมาชิกของ gotoknow และขอให้เลิกทำ KM แบบไร้ทิศทาง และควรหันมาสร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาตนเอง และช่วยเหลือผู้อื่นแทนกันดีกว่า

  

ผมได้เห็น และวันนี้ก็ยังเห็นความสับสน

  

เรื่องการ

 

·        จัดการเอกสาร ทั้งในระดับ การบันทึกในกระดาษและระบบดิจิตัล

 

·        จัดการข้อมูล ในระดับการรับรู้

 

·        จัดการความรู้ ในระดับความเข้าใจ จนถึง ศรัทธา และ

 

·        การพัฒนาปัญญา เพื่อการใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

  

ผมก็ไม่เข้าใจว่าอะไรมันบังตา บังใจ บังความคิด และทำลาย สติ ให้เราสับสน ฟั่นเฟือน กับแค่ความหมายคำ ทั้งสี่คำนี้

  

เมื่อเช้าผมเข้าห้องน้ำแปรงฟัน ผมนึกสนุก เลยลองใช้มือซ้ายถือแปรงดู ไม่ได้เรื่องเลย เก้ๆ กังๆ แปรงไม่ได้เรื่องสักที

  

ผมเลยถามตัวเองว่า ผมไม่รู้วิธีแปรงฟัน หรืออย่างไร

  

ไม่ใช่แน่นอน ผมแปรงฟันมานานเกือบเท่าๆกับอายุผมเลยครับ มีหรือ ผมจะไม่รู้วิธีแปรงฟัน

  

สมัยเด็กๆ ผมก็ได้รับ เอกสาร และ ข้อมูล ของการแปรงฟันที่ถูกต้อง

  

ผมมีเอกสาร มีทั้งข้อมูลมากพอ  และ ความรู้ก็น่าจะมีเพียงพอ  จนใช้มือขวาแปรงได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วทำไมผมใช้มือซ้ายแปรงฟันไม่ได้

  

นี่คือตัวอย่างง่ายๆ กับการมีความรู้ในสมอง ที่ยังไม่เป็นปัญญาในระดับการทำงานจริง ที่แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย จนกว่าเราจะแปลงความรู้มาเป็นปัญญานั่นแหละจึงจะเกิดประโยชน์ได้จริงๆ

  

ทีนี้ผมเคยเห็นบางคนแปรงฟันทุกวัน แต่ฟันก็ยังผุอยู่ แสดงว่าเขาไม่เคยมีข้อมูลด้านวิธีการแปรงฟัน อันนี้ก็ไม่น่าเชื่ออีกนั่นแหละในยุคข้อมูลข่าวสารแพร่สะพัดขนาดนี้

   

นี่คือตัวอย่างง่ายๆ กับการมีข้อมูล ที่ยังไม่เป็นความรู้

  

ยิ่งไปกว่านั้น ผมเคยเห็นคำอธิบายการใช้เครื่องมือหรือยาต่างๆ เป็นภาษาที่ผมอ่านไม่ออก ผมก็เลยไม่รู้เรื่องว่าผมควรจะทำอย่างไร

  

นี่คือตัวอย่างง่ายๆ กับการมีเอกสารโดยทั่วไป ที่ยังไม่เป็นข้อมูลสำหรับคนเข้าไม่ถึง ด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ อาจไม่ทราบ ไม่เห็น อ่านไม่ออก ก็ได้

  

ดังนั้นแค่ตัวอย่างง่ายๆที่ผมยกมาก็น่าจะแยกความแตกต่างระหว่าง

 

·        เอกสาร

 

·        ข้อมูล

 

·        ความรู้

 

·        ปัญญา

  

แล้วเรากำลังทำอะไรกัน ระดับไหน แค่เอกสาร แค่ข้อมูล แค่ความรู้ หรือเราจะสร้างปัญญา ที่เป็นประโยชน์ กันแน่

นอกจากนี้ก็ยังมีความสับสนในความหมายของประเภทของความรู้ ที่แบ่งอย่างคร่าวๆ (แบบชั่วคราว) เป็น

  • ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit knowledge) และ
  • ความรู้ฝังลึก (Tacit knowledge)
   

ความรู้ชัดแจ้ง ก็น่าจะเป็นความรู้ที่บอกออกมาเป็นข้อมูล (Information) ได้ง่าย แล้ว คนฟังสามารถรับข้อมูลไปใช้เป็นความรู้ของตนเองได้ง่าย หรือทันที

   

ขณะที่ ความรู้ฝังลึก ต้องใช้เวลามาก หรือทำได้ยากมาก ทั้งขั้นตอนการบอกเล่า ที่ยากที่จะแปลงออกมาเป็นข้อมูล และยากที่จะนำข้อมูลที่รับมานำไปเป็นความรู้ของผู้รับ

  

เช่น  กรณีที่ผมเคยยกตัวอย่าง การขี่จักรยานล้อเดียว เล่าให้ใครฟังสักหมื่นรอบก็ไม่ทำให้ผู้ฟังขี่ได้

  

ต้องอาศัยเวลา การฝึก และความสามารถเฉพาะตัวจริงๆ

  

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นไม่มีอะไรขาวสะอาด หรือ ดำสนิท ส่วนใหญ่ก็เป็นสีเทาอ่อนเทาเข้มในระดับต่างๆกัน

แม้แต่เรื่องเดียวกัน ก็ยังมีหลายเทาปะปนกัน

ความรู้ทั้งสองอย่างจึงเกี่ยวเนื่องต่อเชื่อม และสัมพันธ์กัน ไม่สามารถแบ่งกันขาดออกจากกันไปเลยได้โดยง่าย

แต่ก็มีคนพยายามจะแบ่งให้ขาดกันไป แล้วก็มานั่งงง สับสน สื่อสารผิดๆ ในความหมายของคำเสียเอง

  

ก็ไม่รู้จะพยายามตีความให้ตัวเอง และผู้อื่นสับสนกันไปเพื่ออะไร

  

ใครทราบตอบทีครับ ผมยอมรับว่าในมุมนี้ ผมโง่จริงๆ

หรือ มีใครแอบปล่อยไวรัส ทำลายสมองคนไทย แบบเดียวกับ ปัญหาคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน