สวัสดีค่ะ  หลังจากแอบอ่านมาระยะหนึ่ง และสมัครเป็นสมาชิกได้ 2 วัน (อุ่น ๆ กำลังกินเลย)   ได้พบว่าที่นี่มีแต่ครูบาอาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ  ที่มากด้วยความรู้ความสามารถ   เนื้อหาที่เขียนลงในบล็อก ก็ล้วนแต่น่าติดตาม น่าอ่านเป็นความรู้ทั้งสิ้น 

วันนี้ขออนุญาตเขียนเรื่องส่วนตัวอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากวันนี้รู้สึกว่า มีอาการใกล้สติแตก เกิดอาการหลอน ๆ คิดมากมายหลายเรื่องอยู่ เหตุเพราะว่า

... เมื่อวานตอนเย็นพ่อได้ชี้ให้ดูเจ้านกเอี้ยงผมจุก (ไม่แน่ใจว่าเรียกชื่อเจ้านกชนิดนี้เป็นทางการว่าอย่างไร) คือเป็นนกเอี้ยง ตัวสีดำ มีปุยขนจุกบนหัว  ปากสีเหลือง คล้าย ๆ เจ้านกขุนทองหน่ะค่ะ

มันบินมาเกาะที่กิ่งขนุนข้างบ้าน  สังเกตุว่าเจ้าตัวนี้ มันเกาะอยู่กิ่งบนสุด และกระโดด ลงมากิ่งล่างสุด เรื่อย ๆ จนใกล้ แทบจะเอื้อมมือจับได้ พ่อได้บอกว่าเจ้าตัวนี้มาที่บ้านตั้งแต่วันก่อน จนถึงวันนี้มันก็ยังอยู่ไม่ไปไหน 

พ่อเลยเอาข้าวสุก ใส่ชามแล้วยื่นให้มัน ปรากฏว่ามันมาเกาะ แล้วจิกกินข้าวสุก อย่างหิวโหย   ... ก็เลยรู้สึกว่ามันคงเป็นนกที่เลี้ยงไว้ตามบ้าน แล้วอาจจะหลุดหลงออกมาจากกรง  และตอนนี้มันคงหิวมาก

.... เพราะเห็นว่ามันเชื่องมาก ขนาดเอื้อมมือไปลูบตัวเล่นได้   ก็เลยจับมัน (ด้วยสองมือเปล่า) ใส่ไว้ในตะกร้า  ด้วยเพราะคิดว่า   แถวนี้มีแมวหลายตัวค่อนข้างปราดเปรียวทั้งนั้น  กลัวว่ามันจะจับเจ้านกตัวนี้กินซะก่อน

ไม่แน่ใจว่าได้ล้างมือหรือเปล่าหลังจากนั้น

ตอนเช้าร้องเรียกให้น้องชายมาดู  เจ้าน้องชายตัวดีมาชะโงกดูแล้วถามว่า  "ปิ๊กแน่ใจเหรอว่ามันไม่เป็นไข้หวัดนก" 

ตอบว่า "แน่ใจสิ  ก็มันเป็นนกเลี้ยงนี่นา " (คิดเอาเอง)

น้องชายถามอีกว่า "แล้วคิดว่านกเลี้ยงไว้ตามบ้านมันจะไม่ติดโรคหรือ"

ใจแฟ่บ หล่นไปที่ตาตุ่ม  หนำซ้ำเจ้าน้องชายยังสั่งสอนอีกว่า  "มีความรู้เสียเปล่าขาดความระแวดระวัง ขนาดจะทอดไข่ ยังต้องเอามาล้างน้ำก่อนเลย"

... ใช่ จริงๆ  เราแน่ใจได้อย่างไรว่ามันไม่เป็นโรคไข้หวัดนก มันเป็นหรือไม่เป็นคงไม่รู้คำตอบ   แต่เราก็ไม่ควรประมาทขาดความไตร่ตรอง รอบคอบได้ขนาดนี้  

ตลอดวันทำงาน กังวลเรื่องนี้ตลอดเวลา รู้สึกวิตกจริตอย่างที่สุด โทรกลับมาถามทางบ้าน  น้องชายอีกคนตอบว่า เจ้านกเอี้ยงแปลกหน้ายังอยู่ที่บ้าน  และร่าเริงดี  บินไปเกาะกิ่งไม้สูงต่ำอย่างสนุกสนาน และแวะเวียนมากินข้าวที่วางไว้ให้   ไม่มีอาการซึมเซาแต่อย่างใด

หวังว่า อีกวันสองวัน มันคงไม่ตกลงมาตายนะ  สาธุ!!  ไม่งั้นคงต้องเร่งทำพินัยกรรม มอบศพ มอบมรดก มอบหนี้ให้บุคคลที่อยู่ได้ชดใช้กันต่อไป ฮา .... (หัวเราะร่าน้ำตารินนะคะ)   เพื่อนบอกว่า  เชื้อนี้จะฟักตัวใน 1 สัปดาห์  แล้วค่อยแสดงผลออกมา 

อ้าว ต้องคอยลุ้นกันอีกทั้งสัปดาห์หรือนี่   !!

เอ ...หากเราตายไปแล้วศพนี้จะมอบให้โรงพยาบาลศิริราช เค้าจะรับไหมนะ   ....ดวงตา สภากาชาดจะรับไหม  ตับไต ใส้พุง  จะเอาไปใช้งานอะไรได้บ้างนี่  ไม่เอา ๆๆ ตายอย่างนี้  อะไร ๆ ก็ต้องทำลายให้หมด  ว้า ....

บ่นไปตามประสาคนวิตกจริตนะคะ ขอประทานโทษด้วย คิดเล่น แต่เครียดจริงๆ

นึก ๆ หากว่าตายเร็ว ก็คงดี  คนที่ตายคือคนที่หมดทุกข์แล้ว  ถ้าตายแบบนี้เป็นการรู้วันตาย จะได้สั่งเสียญาติพี่น้องได้  ส่วนแฟนไม่ต้องสั่ง เพราะไม่มี หมดความกังวลไปเปราะหนึ่ง    แต่ตายแบบนี้ก็ดีกว่าไปประสบอุตบัติเหตุตายแบบฉุกเฉินที่ตั้งตัวไม่ทัน   จะได้เป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนึ่งไทยรัฐว่า   กรุงเทพ ฯ ก็มีไข้หวัดนกระบาด 

คิด ๆ ว่าตอนนี้ก็ทำบุญมาพอตัว   บริจาคโลหิตตลอดมาในเวลาหลายปี  รวมเป็นสิบครั้งอยู่   สร้างเวปไซต์ให้วัด  ทำบุญ บริจาคทาน   น่าจะช่วยส่งผลให้เกิดชาติหน้าคงสวยรวยกว่านี้ ฮา ......... อันนี้เริ่มคิดมาก เพี้ยนอีก  

และถ้าหากเรารู้ตัวว่าจะตายจริง ๆ ยังมีคำถามอยู่ว่า  เราจะทำอย่างไรกับเวลาที่เหลืออยู่นะ  ?