ต้านลมหนาวสานปัญญา (2) : รอบกองไฟค่อนดึกและเช้ามืดอันรีบเร่งในการงานของชาวบ้าน

  ติดต่อ

  บางคนละทิ้งละครหลังข่าวอันแสนรักของตนเองมาอยู่ในวงล้อมรอบกองไฟ ทั้งฐานะการมาเป็นเกียรติและการมาเพื่อผ่อนพักและรื่นเริง   

ยังไม่ทันที่พระอาทิตย์จะลับทิวไม้ฟากทิศตะวันตก  โรงเรียนบ้านห้วยข่าเฒ่าก็ดูราวกับกำลังถูกห่มคลุมด้วยม่านหมอกหนาว   บ่อยครั้งแว่วยินเสียงลมหนาวพัดมาไกลจากทิวเขาภูเขียวผ่านป่าโคกใกล้อาคารเรียนดังหวู่หวิว  แต่บางครั้งก็กรรโชกแรงราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่า

สำหรับชาวห้วยข่าเฒ่าดูจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับสภาวะอากาศเช่นนี้  ความหนาวเย็นเป็นประหนึ่งเพื่อนบ้านคนสนิทที่เข้าออกประตูบ้านอยู่อย่างไม่รู้จบ  แต่สำหรับชาวเรา มมส  ดูอาจจะไม่คุ้นเคยนักกับความหนาวเย็นเช่นนี้  เพราะแต่ละคนก็เริ่มพูดถึงการอาบน้ำ  ครีมถนอมผิว  เสื้อกันหนาวและผ้าห่มกันอย่างยกใหญ่

ห้วยข่าเฒ่ามีสภาพไม่ต่างไปจากหมู่บ้านชนบทชายขอบทั่วไปในภาคอีสาน เกือบร้อยละ 50 ของประชากรในหมู่บ้านกรำงานเลี้ยงชีวิตอยู่ตามเมืองใหญ่และกรุงเทพฯ  บรรดาผู้เฒ่าทั้งหลายถูกพันธนาการให้อยู่เหย้าเฝ้าถิ่น เลี้ยงเหลนหลานเฉกเช่นวาทกรรมที่กล่าวอ้างอย่างคุ้นชินว่า ผู้เฒ่าเฝ้าบ้าน  หรือ ผู้เฒ่ามีลูก  

   

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal">ครูสาวท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่าบางครอบครัวพ่อและแม่ไปทำงานที่กรุงเทพปล่อยให้ลูกสาวในวัยประถม 6 อยู่ที่บ้านคนเดียวโดยมีเครือญาติช่วยดูแลอีกทอดหนึ่ง  ในบางครอบครัวเด็กนักเรียนอยู่กับยายและตาที่อายุมากแล้ว ขณะที่บางครัวเรือนพ่อกับแม่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตื่นนอนเพื่อไปรับจ้างตัดอ้อย  และกลับเข้าบ้านอีกครั้งก็มืดค่ำ  กินข้าวแลง เสร็จแล้วต้องรีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเพื่อตื่นไปสู่การงานอันรีบเร่งในย่ำรุ่งที่ยังมืดสลัว</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal"></p><p>สภาพชีวิตการไม่พร้อมหน้าในครอบครัวและการงานอันเร่งรีบเช่นนี้  ส่งผลให้เด็กนักเรียนหลายคนส่งการบ้านคุณครูในแบบ ว่างเปล่า  เมื่อครูซักไซร้จึงรู้ว่าที่บ้านไม่มีใครมีเวลาพอที่จะสอนหนังสือและพาทำการบ้าน  ท้ายที่สุด การบ้าน ที่ว่านั้นก็กลับมาเป็น การโรงเรียน โดยปริยาย   </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal">ภาพชีวิตเช่นนี้,  คือภาพชีวิตที่เกิดขึ้น ฝังตัวและดำเนินไปอย่างน่าเป็นห่วง  เป็นปรากฏการณ์ของการอพยพแรงงานจากบ้านเกิดสู่เมืองใหญ่  และทิ้งร้างหมู่บ้านไว้กับบรรยากาศแห่งการรอคอย  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal">คนที่นี่จึงเข้านอนหัวค่ำเพื่อยันกายลุกในเช้ามืดสู่โลกแห่งการดิ้นรนเลี้ยงชีพทั้งในตัวเมืองและไร่นา   บ้างลงแรงในฐานะเจ้าของงาน แต่บางคนก็ลงแรงในฐานะของลูกจ้าง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: right 415.3pt" class="MsoNormal"></p><p>แต่สำหรับวันนี้,  (27 มกราคม 2550)  เย็นย่ำสู่ค่ำมืดรวดเร็วโดยไม่ทันได้เห็นการคล้อยลับของดวงอาทิตย์  หมู่บ้านเริ่มกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง  แต่ละครัวเรือนเริ่มทยอยเปิดไฟและไม่นานนักทั้งหมู่บ้านก็สว่างเรื่อไปด้วยแสงไฟจากหลอดนีออน     </p><p> </p><p>แสงสว่างจากหลอดไฟไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเย็นหลีกพ้นไปจากผู้คนได้เลยไม้แต่น้อย   นิสิตชายหลายคนเริ่มขนท่อนฟืนมากองรวมไว้กลางสนามฟุตบอลเพื่อรอเวลาการสุมไฟลุกไล่ความหนาวเย็น  และกองไฟนี่เองที่กลายมาเป็นสัญญาณบอกข่าวว่ากิจกรรมรอบกองไฟระหว่างเจ้าบ้านกับผู้มาเยือนกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้า</p><p>    </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมชอบบรรยากาศกองไฟในสายลมหนาวเสมอ  คิดถึงห้วงชีวิตในค่ายลูกเสือ  คิดถึงเกมส์สนุกรอบกองไฟในค่ายผู้นำและค่ายอาสาอีกหลายค่าย  แต่ปัจจุบันก็ดูเหมือนว่ากองไฟจากท่อนฟืนได้ถูกแทนที่ด้วยหลอดไฟนีออนกันแล้วทั้งนั้น  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมคิดถึงกองไฟ  เพราะกองไฟที่ลุกโชนนั้นช่วยขับไล่ความหนาวเย็นได้อย่างดียิ่ง  การเก็บฝืนช่วยให้เราได้เรียนรู้วิธีการใช้ทรัพยากรไม้จากธรรมชาติ  โดยการเก็บฝืนยังสอนให้เราได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันในหมู่เหล่า  เรียนรู้การแบ่งหน้าที่  รวมถึงการแบ่งปันเรี่ยวแรงและความรักระหว่างเพื่อน ซึ่งค่ายนี้ช่วยให้เรากลับไปสู่การเรียนรู้ดังกล่าวอีกครั้ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กิจกรรมรอบกองไฟในค่ำคืนนี้เริ่มขึ้นทันทีหลังภารกิจเกี่ยวกับอาหารมื้อค่ำได้เสร็จสิ้นลง,  ชาวบ้านทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่เดินทางมาร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลาม  ก่อนกิจกรรมนันทนาการจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการชาวค่ายก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะมีขึ้นต่อชาวบ้าน  ขณะที่ผู้นำชาวบ้านและคณะครูก็หมุนเปลี่ยนออกมากล่าวต้อนรับชาวค่ายกันอย่างถ้วนทั่ว</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>    </p><p> เป็นค่ำคืนที่ไม่พบบ่อยนักที่ชาวบ้านจะออกมาปฏิสัมพันธ์กันดึกดื่นเช่นนี้ เว้นเสียแต่เป็นงานบุญหรือวันสำคัญอันเป็นวิถีวัฒนธรรมของชุมชนเท่านั้น  และก็ดูเหมือนว่าการมาเยือนของนิสิตเหล่านี้จะกลายเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของชาวบ้านไปแล้ว  </p><p></p><p>กิจรรมรอบกองไฟ เป็นเสมือนเวทีแห่งการสานสร้างความสัมพันธ์ของนิสิตกับชุมชน  เป็นเวทีแห่งการทำความเข้าใจในแก่นงาน เป็นวงเสวนากาแฟนานาจิปาถะ  รวมถึงเป็นเวทีของการนัดหมายการงานร่วมกันที่จะมีขึ้นในวันพรุ่ง...</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ชาวบ้านเกือบทุกครัวเรือนที่เคยนอนหัวค่ำก็กลับต้องนอนดึก  บางคนละทิ้งละครหลังข่าวอันแสนรักของตนเองมาอยู่ในวงล้อมรอบกองไฟ ทั้งฐานะการมาเป็นเกียรติและการมาเพื่อผ่อนพักและรื่นเริง ส่วนเจ้าตัวน้อยทั้งหลายนั้นไม่ต้องสาธยายเลย  เพราะพวกเขามารอตั้งแต่กองไฟยังเป็นแค่กองฟืนด้วยซ้ำไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>นานทีปีหนที่ชาวห้วยข่าเฒ่าต้องเข้านอนอย่างดึกดื่น  เป็นค่ำคืนแห่งความสนุกสนานและรื่นรมย์  กระนั้นลมหนาวก็บังเสียดแทงอย่างเลือดเย็น  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>   </p><p>ค่ำคืนนี้เป็นเหมือนมโหรีของหมู่บ้านที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยเจ้าบ้านและผู้มาเยือน เป็นค่ำคืนแห่งความรักและความหวังของชีวิตของเราและชาวบ้าน</p><p></p><p>และด้วยความสัตย์จริง,  ผมหวังแต่เพียงว่ากิจกรรมรอบกองไฟในคืนนี้จะเป็นค่ำคืนแห่งการส่งต่อพลังใจจากชาวมหาวิทยาลัยไปสู่ชาวบ้านผู้ซึ่งเป็นเจ้าของเงินภาษีของแผ่นดินได้รู้ว่า … เรามาที่นี่ด้วยความรักและความปรารถนาดี..เรารักคนที่นี่ ๆ พอ ๆ กับรักประเทศไทย </p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เกือบเที่ยงคืนกิจกรรมรอบกองไฟยุติลงตามเจตนารมณ์ของทุกฝ่าย  ชาวบ้านพร้อมใจเดินฝ่าลมหนาวกลับคืนสู่หมู่บ้าน  บ้างกอดอกกระชับกายให้อกอุ่น บ้างกอดประคองลูกที่หลับพริ้มอย่างไม่รู้หนาวรู้เย็น….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>   </p><p>ดึกแล้ว,  ม่านหมอกหนาวสยายปีกกว้างห่มคลุมหมู่บ้าน  นิสิตหญิงเข้านอนในห้องเรียนอันโทรมอับ  นิสิตชายหลายคนซุกตัวในเต็นท์เพียงไม่กี่หลัง และอีกเพียงไม่กี่คนกลับเลือกที่จะขดกายนอนอยู่ใกล้ ๆ กองไฟที่เริ่มโรยแรง  </p><p></p><p>เช้าสาย ๆ ของพรุ่งนี้จะเป็นพิธีส่งมอบเครื่องกันหนาวและสื่อการเรียนการสอน    </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ตรงกันข้ามกับชาวบ้านที่เพิ่งเข้านอนเมื่อครู่,  อีกไม่นานกลับต้องตื่นนอนไปสู่การงานอันรีบเร่งอีกครั้ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin

หมายเลขบันทึก: 77326, เขียน: , แก้ไข, 2013-09-06 17:48:14+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 25, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #ค่าย#จิตอาสา#msu-km#จิตสำนึกสาธารณะ#กิจกรรมนิสิต#อาสาพัฒนา#ต้านลมหนาวสานปัญญา#ชาวดิน#กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (25)

อ่านแล้วเหมือนอยู่ในบนนยากาศจริง ได้สร้างความสัมพันธ์ถึงรากหญ้าอย่าลึกซึ้ง นิสิตได้พบกับโลกแห่งความเป็นจริง และในชีวิตจริงนิสิตต้องพบสิ่งเหล่านี้พร้อมที่สร้างสรรค์สังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไปค่ะ

อย่างที่คุณอัมพรว่าครับ

เหมือนได้ไปร่วมกิจกรรมด้วยเลย

ขอบคุณที่นำเรื่องดีๆ มีกลิ่นอายและบรรยากาศเย็นๆ มาเล่าให้ฟังนะครับ 

โก๊ะ
IP: xxx.157.71.163
เขียนเมื่อ 
ขอบคุณ..คุณแผ่นดิน..ที่เช้านี้ได้ให้ความสุขกับผู้อ่าน  ได้เห็นภาพอย่างชัดเจนเป็นความสุขที่หาไม่ค่อยได้ในยามนี้..อยากให้เด็กๆในเมืองสมัยนี้ได้เรียนรู้วิถีชีวิตคนชนบทบ้าง..จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์กับผู้อื่น..ดิฉันอ่านแล้วชอบมากเลยเหมือนได้เสพธรรมชาติด้วยตนเอง..คิดถึงบรรยากาศดีๆในชนบทที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปสัมผัส..ได้แต่ไปประชุมๆๆในบรรยากาศที่โอบล้อมไปด้วยมลพิษในเมืองหลวง..เบื่อจัง....ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
  • งดงามทั้งเรื่องเล่า งดงามทั้งอักษรครับคุณแผ่นดิน
  • ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบบรรยากาศของค่ำคืนในชนบท เมื่อกลับบ้านผมมักฝันหวานถึงเสียงไก่ที่ขันสอดรับกันท่ามกลางเสียงดวงดาว
  • ผมฝันหวานถึงยามหัวค่ำที่คนในครอบครัวทานข้าวเย็นพร้อมหน้าและเว้านัวหัวม่วนหลังข้าวเย็นมื้อค่ำนี้
  • ผมฝันถึงนิทานของพ่อใหญ่ที่ชวนให้ตื่นเต้นและน่าจดจำ
  • ผมฝันถึงการลบเลือนบาดแผลและบทกวีที่ว่า เด็กน้อยเอากันผู้เฒ่ามีลูก ออกไปจากสังคมบ้านเฮา แต่หนทางยาวมากครับ
  • สวัสดีครับอาจารย์
    P
  • ขอบคุณในการเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อชาวเรา G2K
  • จนถึงบัดนี้ผมก็ยังเชื่อและศรัทธาว่า "กิจกรรมนิสิต คือ กระบวนการที่จะช่วยให้นิสิตได้เรียนรู้และค้นพบความเป็นจริงของโลกและชีวิต
  • ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งนะครับ...
ช่วยบอกหน่อย แปลว่าอะไร "เว้านัวหัวม่วน" เป็นคนใต้แต่ชอบฟังภาษาอีสานมาก สมัยเรียนป.ตรี มี Roomate เป็นคนจังหวัดอุบลฯ และอีก1 คน เป็นคนสุพรรณ พี่ชอบเว้าอีสานออกสุพรรณ พูดสุพรรณออกอีสาน เลยกลายเป็นตัวตลกเพื่อนดูไปเลย พูดที่ไรเพื่อนทั้งคู่ขำกลิ้ง แต่ได้บรรยากาศทางวัฒนธรรมนะ เราได้แลกเลี่ยนเรียนรู้กันในชีวิตหอพัก ส่วนข้างห้องเป็นเพื่อนมุสลิม เราก็ทักทายเป็นภาษายาวีกันบ้างตามสมควร เช่น"สลามมาเลกุม " แปลว่าสวัสดี
  • สวัสดีครับ
    P
  • ที่นั่นอากาศหนาวเย็นมาก  บางวันเห็นว่าโรงเรียนถูกห่มคลุมด้วยหมอกหนา
  • ที่นั่นอยู่ใกล้ ๆ กับต้นกำเนิดแม่น้ำชี  แต่เสียดายผมไม่มีโอกาสได้ลัดเลาะไปยังต้นกำเนิดของแหล่งน้ำที่ว่านั้น
  • ที่นั่นลมหนาวแห้งโหย... ผมและเจ้าหน้าที่ปะทะลมหนาวจนผิวพรรณใบหน้าแห้งระโรยเลยนะครับ...
  • ขอบคุณนะครับที่แวะเข้ามาแลกเปลี่ยนฯ
  • สวัสดีครับคุณโก๊ะ
  • ขอบคุณมากครับที่แวะมาเติมเต็มบันทึกของผม
  • ผมก็เหนื่อยทนกับระบบห้องประชุมอยู่บ่อยครั้ง แต่โชคยังดีมีเรื่องดีข้าง ๆ ตัวให้ช่วยผ่อนเบา
  • และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่บันทึกนี้ได้ทำให้เช้าของวันนี้เป็นเช้าชื่นแห่งความรัก
  • ขอบคุณมากครับ

ถึง พี่พนัส

ถ้าจำไม่ผิดหลายบันทึกที่ผมได้อ่านของ "แผ่นดิน" จะมีบรรยากาศ เกี่ยวกับ "กองไฟ" ซึ่งแน่นอนไม่ใช่กองไฟที่จุดไว้เพียงเพื่อให้ความอบอุ่น หรือความสว่าง แต่นัยสำคัญ ผมเชื่อว่า เพื่อให้เกิด "ความสามัคคี สมานฉันท์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชุมชนท้องถิ่น" ครับ

  • สวัสดีครับคุณออต
    P
      กัลยาณมิตรแห่งวิถีวัฒนธรรม
  • มวนซืนหลาย ...และงดงามนักกับการใช้ภาษาถิ่นของคุณออต
  • ผมเป็นลูกอีสานตัวจริง...ไปไหนมาไหน เว้าลาวบ่เคยขาด
  • ลูกทั้งสองคนก็สอนให้เว้าลาว...จนใคร ๆ ก็แซวว่าน่าจะสอนให้ลูกพูดภาษากลาง มากกว่าภาษาอีสาน
  • และภาพชีวิตที่คุณออตเปรยสั้น ๆ นั้น ทรงคุณค่าต่อการหวนคิดถึงอดีตมาก
  • ขอบคุณครับกับภาษาบ้านเราที่ง่ายงามและแจ่มชัด  "เว้านัวหัวม่วน"   และ  "เด็กน้อยเอากันผู้เฒ่ามีลูก
  • สลามมาเลกุม ครับอาจารย์
    P
  • เมื่อครั้งสอนหนังสือผมเคยบอกนักเรียนว่า ทุกภาษามีความงดงามเสมอเหมือนกัน  ไม่สามารถชี้วัดได้ว่าภาษาใดคือภาษาที่งดงามและไพเราะที่สุด
  • ส่วน "เว้านัวหัวม่วน"  นั้น  อยากให้คุณออต  เจ้าตำรับของคำในบันทึกนี้อธิบายมากกว่า เพราะจะชัดเจนกว่าผมมากนัก
  • แต่โดยกว้าง ๆก็คือการพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง สนุกสนาน  ถึงพริกถึงขิง (ถึงลูกถึงคน)
  • ที่เหลือรบกวนคุณออต ผู้เชี่ยวชาญแล้วกันนะครับ
  • เพิ่มเติมครับอาจารย์อัมพร "เว้านัวหัวม่วน"  ก็คล้ายสำนวนภาษา "ม่วนซื่นโฮแซว"  (ฟังดูเหมือนโฆษณาโปรโมชั่นโทรศัพท์ยี่ห้อหนึ่ง)เลยนะครับ

ดีครับ ดีมากๆครับ

....

เอ...ผมควรจะเขียนอะไรต่อดี

จักริน
IP: xxx.28.35.5
เขียนเมื่อ 

ได้เห็นบรรยากาศดีๆ แล้วหวลคิดถึงตอนเด็ก ๆ ที่เล่นรอบกองไฟอีกครั้งก็บรรยากาศแบบนี้แหละ สนุกมากคับ

เรียนท่านอาจารย์อัมพร

  • ตามที่คุณแผ่นดินโยนมาให้ครับ
  • สำนวน เว้านัวหัวม่วน ของอีสาน
  • เทียบง่าย ๆ กับเทคนิคที่ยอดฮิตตอนนี้ก็น่าจะเป็น สุนทรียสนทนา นะครับ
  • หากไม่ตรงคุณแผ่นดินช่วยด้วยนะครับ
  • แต่ที่แตกต่างก็คือ มีการค้านบ้าง แต่การค้านนั้นเอาพองาม พอได้หัวเราะสนุกสนานไม่ใช่การปฏิเสษเรื่องเล่าคนอื่นแบบกระต่ายขาเดียว
  • ขอยพระคุณอาจารย์ที่สนใจภาษาอีสานครับ

สวัสดีครับน้องแจ๊ค

P

  • บางครั้งพี่ก็สงสัยว่าทำไมชีวิตและความทรงจำวนเวียนอยู่กับกองไฟและวิถีกองไฟเสมอ
  • กองไฟ และไฟเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความโชติช่วง สว่างไสวของชีวิตและชุมชน รวมถึงการพลังอันกลมเกลียวของชุมชนดังที่น้องแจ๊คได้ตั้งข้อสังเกตนั่นแหละครับ..
  • หรือบางทีพี่อาจไม่ได้คิดลึกขนาดนั้น..แต่น้องแจ๊คมาหยั่งลึกให้ก็เป็นได้  ...(ฮา)  ขอบคุณครับ
  • สวัสดีครับคุณเอก
    P
  • นึกอะไรไม่ออกเลยเหรอครับ...ไม่เป็นไร นึกออกแล้วค่อยวกกลับมาเติมเต็มอีกครั้งก็ได้..
  • ซึ่งบางที เราก็รูสึก...ในทำนอง "คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ"  เหมือนกัน
  • ขอบคุณครับ...

 

 

 

 

คุณแผ่นดิน ที่รักยิ่งครับ

จะมีสาวสวยจาก "หนองคาย" โทรไปหานะครับ อย่าได้แปลกใจ

แล้วเรื่องที่คุย...อาจจะได้แลกเปลี่ยนกันอีกครั้ง

อันนี้ลับกว่า Blog tag เสียอีกครับ

  • ขอบคุณครับ พี่จักริน...
  • และยินดีอย่างยิ่งถ้าบันทึกนี้ได้ช่วยให้พี่จักรินได้มีความสุขกับการหวนรำลึกในคืนวันอันเก่าก่อนอันแสนงาม
  • มีความสุขกับการทำงานและใช้ชีวิตมาก ๆ นะครับ
  • ขอบคุณมากครับคุณออต  ที่ช่วยไขความข้อกังขาเรื่องความหมายของ " เว้านัวหัวม่วน" ซึ่งคงชัดเจนยิ่งขึ้นแล้ว
  • และยังย้ำให้เห็นวัฒนธรรมอันดีของ เว้านัวหัวม่วน ที่สนทนาอย่างเป็นเหตุเป็นผล...และมีความเคารพในกันและกัน รวมถึงการเคารพในความคิดของกันและกัน 
  • ขอบคุณครับ...
  • แวะมาเก็บเกี่ยวบรรยากาศค่ะ    ที่คณะก็เพิ่งจัดโครงการไปเหมือนกัน  เด็กๆไปร่วมงานกันเยอะมาก  โดยเฉพาะเด็กเรียนที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมมากขึ้น
  • เห็นบรรยากาศรอบกองไฟแล้วนึกถึงสมัยเรียนม.ช.จริงๆค่ะ
  • ว่าไงนะครับ..คุณเอก - จตุพรจะมีสาวสวยจากหนองคายโทรมาหาผมเหรอครับ...
  • มีเรื่องอันใดให้รับใช้น้อ...แต่ก็ยินดีครับ...และถือเป็นเกียรติที่จะได้แลกเปลี่ยนกับกัลยาณมิตรของคุณเอก
  • แน่นอนครับ  ผมจะไม่แปลกใจ แต่ที่แน่ ๆ  ใจเต้นและตื่นตัว รอวันรับรู้ว่าเรื่องนั้นเป็นฉันใด
  • จะรอ....นะครับ
  • สวัสดีครับ
    P
  • จะมีโอกาสได้เห็นภาพกิจกรรมที่ อ.ลูกหว้ากล่าวถึงหรือเปล่าครับ
  • แต่ถ้าไม่มีภาพให้ดูก็เชื่อว่ากิจกรรมนั้นก่อเกิดประโยชน์ทั้งต่อนิสิตและชุมชนอย่างมากมายมหาศาล
  • ขอบคุณครับ

 

 

 

คุณแผ่นดิน..ไว้รอกิจกรรมใหม่ที่จะถึง เป็นงานใหญ่ของคณะรอลุ้นเด็กๆเต็มที่ค่ะ เดี๋ยวจะมีภาพมาฝากจ้ะ
  • ขอบคุณครับ
    P
  • เดี๋ยวจะรอชมภาพและบันทึกเรื่องราวดี ๆ จากอาจารย์นะครับ
  • เช่นกัน, ก็ส่งใจเชียร์นิสิตและคณาจารย์ในกิจกรรมนี้ให้สำเร็จสู่จุดหมายปลายฝันทุกประการ....สาธุ