โดยเหตุที่  มิตร  สร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อความสำเร็จในการทำงาน  ส่งเสริมพัฒนาการทางจิตและความสำเร็จท่ามกลางมวลมิตร  ถือเป็นความสำเร็จที่เปี่ยมสุขของมนุษย์  ผู้ที่มีมิตรจึงนับได้ว่าเป็นคนมีลาภในโลก                

                 เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างมิตร  คบมิตร  และรักษาความสัมพันธ์ในหมู่มิตรของผู้มุ่งหวัง  ความสำเร็จท่ามกลางมวลมิตร  (ยกเว้นผู้ที่มุ่งหวังจะเด่นดังอย่างโดดเดี่ยว)  หลักการและแนวทางต่อไปนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทีเดียว  

1.                   ถ้าเราตีความคำว่า  มิตร  ว่าหมายถึง  ตัวเรา +  ผู้อื่น  (อ่านว่าตัวเราบวกกับผู้อื่น) แล้วจะเข้าใจได้ทันทีว่า  การสร้างมิตรจึงมิใช่การทำตัวของเราเองหรือการเปลี่ยนแปลงผู้อื่นแต่เพียงอย่างเดียว  แต่จำเป็นต้องสร้างตัวเองบวกกับการสร้างผู้อื่นในเวลาเดียวกัน  คนที่จะมีมิตรได้นั้นจึงจำเป็นจะต้อง  เป็นมิตรกับตัวเองและเป็นมิตรกับผู้อื่น

2.                   เป็นมิตรกับตัวเอง  เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับคนที่มุ่งหวังที่จะสร้างมิตร  เพราะว่าถ้าตนเองเป็นมิตรกับคนอื่นไม่ได้  มีความสัมพันธ์กับตัวเองไม่ได้  ระหว่าง  ร่างกาย  จิตใจ  ความคาดหวัง  อารมณ์  และความรู้สึกนึกคิดแล้ว  คงคาดหวังที่จะเป็นมิตรกับผู้อื่นได้ยากเต็มที  การเป็นมิตรกับตัวเองสามารถกระทำได้ดังนี้

                  ก.            สุภาพกับตัวเอง   คนที่จะดูแลผู้อื่น  ห่วงหาอาทรต่อผู้อื่น  จะต้องดูแลตัวเองก่อน  เคยมีใครตั้งคำถามให้แก่ตัวเองบ้างว่า  เราได้ปฏิบัติต่อตัวเองอย่างสุภาพ  ทั้งในทางร่างกายและจิตใจหรือไม่  หรือว่ามีชีวิตอยู่กับการกระแทกกระทั้น  ประชดประชันตัวเองบ่อยครั้งจนเกินไป  โกรธแฟนแล้วประชดไม่รับประทานอาหาร  โมโหเพื่อนแล้วตีอกชกตัว  หรือชกประตูด้วยหมัดลุ้น  ไม่ทราบว่าใครเจ็บ  คนที่เป็นมิตรกับตัวเองจึงเป็นผู้ที่ดูแลตัวเอง  ไม่เป็นผู้ทำร้ายตัวเองทั้งทางร่างกายและใจ

                 ข.            หาข้อดีให้กับตัวเอง  ที่จริงทุกคนมีจุดเด่นและมีปมด้อยด้วยกันทั้งนั้น  แต่บางคนถ่อมตัวเสียจน ถล่มตนเอง  ทำตัวเป็นคนไร้ค่าประดุจว่าเกิดมารกโลก  หาข้อดีมิได้จึงทำตัวเป็น คนมีปัญหา  ไม่ค่อยมีความภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคน  ไปเสพของมึนเมา  แล้วทำตัวเหมือนไม่ใช่คน  แล้วจะมีมิตรกับใคร  นอกจากจะเป็นมิตรกับ คนมีปัญหา  ด้วยการปฏิบัติความชั่วช้าต่างๆนานาด้วยกัน  คนที่จะมีมิตรจำเป็นต้องเอาข้อดีตัวเองไปสัมพันธ์กับคนอื่น  ไม่ใช่เอาความต่ำต้อย  ความหดหู่รันทดใจไปสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น  หากเป็นเช่นนั้นก็รังแต่จะสร้างความอิดหนาระอาใจแก่มิตรที่เราคบค้าสมาคมด้วย บางคนร่ำร้องให้ผู้อื่นเห็นใจตน  เข้าใจตน  แต่ไม่เคยทำตัวเองให้เข้าใจ ตัวเอง  และภาคภูมิใจที่มีชีวิตเป็นมนุษย์มาได้จนทุกวันนี้  จนใครต่อใครสงสัยว่ายังมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกัน                                

                ค.            ทำจิตใจให้ร่าเริง   หากคนมองชีวิตรอบข้าง  ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติผู้คน  หรือความเปลี่ยนแปลงแล้วจะพบว่า  ชีวิตนี้น่าอยู่  และน่าภิรมย์  ฉะนั้นเมื่อมีความผิดพลาดผิดหวัง  หรือเผชิญมรสุมชีวิต  ก็เป็นเพียงเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต   เมื่อผ่านไปแล้วก็ควรจะปล่อยให้ผ่านเลยไป  อดีตเป็นมิติต้องห้ามที่ไม่มีมนุษย์คนไหนหวลกลับไปได้อีก  ประเด็นจึงอยู่ที่วันนี้และวันพรุ่งนี้  ไม่ใช่เมื่อวานนี้  การโศกเศร้าอยู่กับอดีต  เสียใจต่อความผิดพลาดนานเกินไปมิเพียงแต่จะทำให้จิตใจหดหู่เท่านั้น  แต่ยังจะทำลายความคิดริเริ่มของตนเองอีกด้วย                                 ในทางตรงกันข้าม  ยิ้มทำให้อารมณ์แจ่มใส  ยิ้มทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าได้ทำงาน  ดวงตาก็แจ่มใส  ใบหน้าก็อิ่มเอิบ  พบใครก็อยากคบค้าสมาคมด้วย                                

                 ง.             ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์    เวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของมนุษย์ไม่ว่าจะทุ่มเทขะมักเขม้นทำงานมากหรือขี้เกียจ  เฉื่อยชาเพียงใดเวลาก็จะหมดเท่าเดิมวันละ  24  ชั่วโมงทุกวัน  ผู้ที่ใช้เวลาอย่างฉลาด  จัดการเวลาได้ดี  จึงมักจะประสบความสำเร็จสูง    ผู้ที่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์  เท่ากับยอมให้สิ่งที่มีค่าผ่านไปอย่างน่าเสียดาย  เพราะเวลาให้กันไม่ได้และทดแทนกันไม่ได้                                

                  จ.             จดบันทึกความรู้สึกนึกคิดไว้เป็นระยะๆ       บันทึกชีวิตด้านแรงบันดาลใจ  หรือ  ความรู้สึกภูมิใจ  เสียใจ  อิ่มใจ  ไม่เพียงแต่จะใช้เป็นเครื่องเตือนใจในประสบการณ์ที่สั่งสมเท่านั้น  แต่ยังจะเป็นการลำดับความทรงจำและเรียบเรียงเหตุการณ์ให้เป็นระบบทำให้ไม่ลืมง่ายอีกด้วย                                

                   ฉ.            ยอมรับและพัฒนาตนเอง  การยอมรับสภาพความเป็นตัวเอง  อาจเป็นสิ่งที่ทำค่อนข้างยาก  เนื่องจากคนเรามีทั้งปมเด่น  ปมด้อย  ดีและชั่ว  แต่การยอมรับนั้นทำให้เราแก้ไขปมด้อยหรือสิ่งที่ไม่ดีได้  คนที่ปกปิดตัวเอง  หลอกตัวเอง  และหลงตัวเอง  มักจะพัฒนาให้ดีขึ้นไม่ได้  ไม่นานก็จะไม่มีใครคบด้วย  เพราะตัวเองยังหลอกได้  แล้วจะไม่หลอกคนทั้งโลกได้อย่างไร    

3.              เป็นมิตรกับผู้อื่น  เมื่อได้เป็นมิตรตัวเอง  มีความภูมิใจในปมเด่น  ยอมรับปมด้อยและตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเองแล้ว  เราก็จะเป็นมิตรกับผู้อื่นได้โดย                      

                 ก.            ให้คนเป็นตัวของตัวเอง   ความสุขสุดยอดของมนุษย์ก็คือ  การได้เป็นตัวของตัวเอง  ไม่มีใครควบคุม  ไม่มีใครบังคับ  ถ้าจะมีมิตรให้ยั่งยืน  ควรหลีกเลี่ยงการบังคับข่มขืนน้ำใจมิตร  เขาอาจเกรงใจเรา  แต่เขาก็คงจะเป็นมิตรกับเราได้ไม่นาน                

                   ข.            ศึกษาความเป็นมิตรในแต่ละคน   มิตรแต่ละคนถือบางอย่าง  ไม่ถือบางอย่าง  การที่เราคบมิตรคนหนึ่งโดยวิธีการพูดคำหยาบโลน  ตบหลังลูบหัวกันได้  แต่อีกหลายคนอาจไม่ชอบวิธีนี้เลย  ความใกล้ชิด  ถ้อยคำที่ใช้  วิธีการพูด  การยกย่อง  การหยอกล้อ  หรือแม้กระทั่งการเอ่ยถึงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน                

                   ค.            ต้องกล้าเข้าหาและทักทายผู้อื่นก่อน  การทักผู้อื่นก่อน  ผู้ทักตั้งสติก่อนย่อมสังเกตปฏิกิริยาของผู้ตอบได้ง่ายว่า  เขาอยู่ในอารมณ์อย่างไร  การที่ทักก่อนไม่ใช่สิ่งที่เสียหายประการใด  ยิ่งอายุมาก  ตำแหน่งสูง  มีศักดิ์ศรีมากเพียงใด  ยิ่งควรจะทักทายผู้ด้อยกว่ามากเท่านั้น  คนที่กลัวสังคม  ไม่กล้าไปทักผู้อื่นก่อน  มักจะคบมิตรได้ในวงแคบเท่านั้น                

                  ง.             ยอมรับในสิ่งที่ดีของคนอื่นในสภาพที่เขาเป็น  แต่ละคนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง  คบเขารักเขาในความเป็นเขา  อย่าคิดว่าเขาต้องเป็นอย่างนั้น  ต้องทำตัวอย่างนี้เราจึงจะคบ  เงื่อนไขอาจถูกตอบสนองด้วยเงื่อนไข    และในความเป็นจริงไม่มีใครแกล้งทำอะไรได้นานนัก  แรกๆเขาอาจจะดีกับเรา  แต่ไม่นานเขาก็คงจะทนสภาพเงื่อนไขไม่ได้                

                 จ.            เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ  ผู้ที่มีแต่ให้โดยไม่เคยรับ  เป็นคนผิดปกติ  อาจจะให้เพื่อให้ผู้อื่นเห็นตนมีคุณค่า  ผู้ที่รับแล้วไม่เคยให้เป็นคนผิดปกติ  อาจจะเกิดมาเพียงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง  ผู้ที่มีมิตรได้ต้องรู้จักให้และรู้จักรับ  คนที่ไม่เคยได้รับความรักมักจะให้ความรักแก่ใครไม่เป็น  ผู้ที่ไม่เคยให้ความนับถือแก่ใคร  ก็มักจะไม่ได้รับความนับถือจากผู้อื่น                

                 ฉ.            ให้ผู้อื่นเรียนรู้ตัวเราเองบ้าง  ความเป็นมิตรคือความใกล้ชิด  ความเข้าใจในซึ่งกันและกัน  คนที่มีมิตรจึงไม่ทำตัวเป็นคนลึกลับ  ควรให้มิตรเรียนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเราเองบ้าง  การรู้จักกันด้านความสามารถ  นิสัยใจคอ  ครอบครัว  จะทำให้ความเป็นมิตรยั่งยืน  เนื่องจากจะทำให้การปรับตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น                

                   ช.            อย่าคาดหวังว่าเขาจะดีพร้อมในทุกอย่าง  โดยเหตุที่คนเรามีทั้งปมเด่นและปมด้อย  การคาดหวังว่าใครสักคนจะดีพร้อมทุกอย่าง  เป็นการสร้างเงื่อนไขความผิดหวังให้กับตัวเอง  และอาจทำให้เราเกิดอคติแก่มิตรได้  หากเรายอมรับว่าทุกคนมีโอกาสทำความผิดได้ทั้งนั้น  เราก็จะให้อภัยและไม่ผิดหวังเมื่อผู้อื่นกระทำผิดพลาดลงไป                

                   ซ.            มีส่วนร่วมในความสุขความทุกข์ของอื่นบ้าง  ยามสุขคนก็ประสงค์จะให้มีผู้แสดงความยินดี  ยามทุกข์คนก็ประสงค์จะให้มีผู้แสดงความเห็นใจ  คนที่ได้มีโอกาสดีใจในความสำเร็จของผู้อื่น  ภาคภูมิใจในปมเด่นของเขา  เสียใจในความทุกข์ของผู้อื่นและเห็นใจในความสูญเสียของผู้อื่น  คนนั้นก็จะเป็นคนน่าคบ  น่าสมัครสมานสามัคคีด้วย  ตรงกันข้ามกับคนที่อิจฉาริษยาผู้อื่น                                

                      อาจมีคนถามว่า  จำเป็นเพียงไหนที่จะต้องมีมิตร  จำเป็นไหมที่จะต้องประสบความสำเร็จท่ามกลางมวลมิตร  ก็คงจะตอบว่า  สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าทรงนิพนธ์เอาไว้ว่า                                                                  

                                    มีมิตรดีเพียงหนึ่งถึงจะน้อย                                                

                                   ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา                                                

                                   มีเกลือเพียงนิดหน่อยด้อยราคา                                               

                                    ยังดีกว่าน้ำเค็มเต็มทะเล                                  

ใช่ครับ  มีมิตรดี  เหมือนมีเกราะกำบังภัย