“ถ้าเราเคารพความรู้ในตัวคน ทุกคนจะเป็นคนเก่งในทางต่างๆ กับในขณะที่เคารพแต่ความรู้ในตำรา มีไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเก่ง”

พัฒนาบูรณาการศาสตร์                 

   ผมเดาเอานะครับว่า..พวกเราหลายคนที่ทำงานในระบบบางครั้งจะรู้สึกอึดอัดใจ ที่ไม่ค่อยจะได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ทั้งๆที่เป็นงานรับผิดชอบหรือมีหน้าที่ร่วมกัน เพราะกฎระเบียบต่างๆไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงการทำให้เกิดมาตรฐานที่เที่ยงธรรมได้ ใครชอบอย่างไรก็วางตัววางใจไปอย่างนั้น ระเบียบมีไว้เอาข้างเข้าถู เรื่อยๆมาเรียงๆอย่างไรรัฐฯเขาก็ไม่ไล่ออกไปขายเต้าฮวย           แต่คนที่ตั้งใจจะทำงานให้ลุล่วงไปได้ตามสมควรนี่สิเดือดร้อน เพราะพันธกิจในสำนักงานหรือหน่วยงานจะต้องเชื่อมสัมพันธ์กัน ความอึมครึมที่ว่านี้เกิดอยู่ในสำนักงานไหน บรรยากาศความมีชีวิตจิตใจจะหายไปค่อนครึ่งที่ควรจะเป็น ประสิทธิภาพของงานจึงตกต่ำ พัฒนายากแก้ไขยาก เมื่อเป็นดังนี้ท่านอาจารย์ใหญ่ผมจึงปรารภไว้..      

            

  หลักสูตรปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยต่างๆ แยกส่วนมากเกินไปเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ ทำให้บัณฑิตขาดความรู้อย่างบูรณาการ ก่อให้เกิดปัญหาในชีวิตและการทำงาน ควรปรับหลักสูตรปริญญาตรีไปสู่การเรียนรู้อย่างบูรณาการ ไม่ใช่บูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์เท่านั้น  แต่บูรณาการกับชีวิตและการทำงานตามนัย ถ้าเราเคารพความรู้ในตัวคน ทุกคนจะเป็นคนเก่งในทางต่างๆ  กับในขณะที่เคารพแต่ความรู้ในตำรา มีไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเก่ง           

   เพื่อแก้โรคจบปริญญาแต่ทำอะไรไม่เป็น อันระบาดสูงในสังคมไทย ผู้เรียนระดับปริญญาตรีควรเรียนรู้จากการทำงานและมีรายได้ จะได้มีไม่มีปัญหาเรื่องจบแล้วไม่มีงานทำ เพราะมีงานทำตั้งแต่เป็นนักศึกษาแล้ว ความสามารถในการจัดการดูจะขาดไปในทางการศึกษาแบบไทย ทำให้มีปัญหาอย่างมากในการทำงานอะไรให้สำเร็จ ในหลักสูตรปริญญาตรีใหม่นี้ควรเรียนเรื่องการจัดการด้วย   อีกอย่างหนึ่งที่ควรจะอยู่ในหลักสูตรการศึกษาคือจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education)   เพื่อสร้างจิตสำนึกใหม่ให้เผชิญกับอนาคตได้          

  หลักสูตรใหม่นี้อาจเรียกว่า นวศิลปศาสตร์หรือบูรณาการศาสตร์หรืออื่นที่ดีกว่านี้ก็ได้แต่บัณฑิตที่จบวิชานี้สามารถเลือกอาชีพได้ต่างๆตามถนัด หรือจะศึกษาต่อบัณฑิตศึกษาก็ได้ ขั้นแรกควรทดลองทำหลักสูตรทางเลือก เมื่อได้รับความนิยมว่าหลักสูตรนี้ดีก็จะขยายมากขึ้นพร้อมๆ ไม่ทราบว่า  เป็นจริงอย่างนั่นหรือเปล่า

ดร.แสวง  รวยสูงเนิน มาตอกหัวตาปูอีกว่า..คนที่อ้างตนว่าเรียนหรือจบระดับอุดมศึกษาก็ยังไม่ได้มีการนำความรู้มาพัฒนาเป็นปัญญา หรือ การสอบก็ยังเป็นการวัดการท่องจำ เป็นสวนใหญ่ ไม่ค่อยมีการวัดความรู้ ความเข้าใจ และปัญญา หรือ ทักษะในการใช้ความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง แล้วเราจะเรียกว่าจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้อย่างไร หรือว่าอุดมศึกษาในความหมายปัจจุบันเป็นเพียงการพัฒนาการท่องจำอีกระดับหนึ่งเท่านั้น ผมจึงนั่งมองระบบการศึกษาแบบยังไม่ค่อยเข้าใจว่า เรากำลังทำอะไรกันหรือว่าผมเข้าใจอะไรผิดไป ช่วยสะกิดเตือนผมหน่อยได้ไหมครับ ผมจะได้อยู่กับร่องกับรอย ไม่มานั่งฝันลมๆแล้งๆอย่างนี้ 

 ปรับมหาวิทยาลัยสู่มหาวิทยาลัยวิจัย 

  ผมไปตามลายแทงที่มหาวิทยาลัยบางแห่งเชิญมา ก็พบเสมอกับป้ายขนาดใหญ่ตัวอักษรสวยประณีต ประกาศเจตนารมณ์ ที่จะสนองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย..อะไรๆทำนองนี้ ก็ไม่ว่ากันเพราะอาจจะอยู่ในระหว่างตั้งไข่ แต่ถ้ายังปล่อยให้เลื่อนไหลไปเรื่อยๆ ในระยะยาวยังเงียบฉี่ ก็น่าจะปลดป้ายมาเขียนใหม่  เวลานี้มหาวิทยาลัยไทยหมดกำลังไปกับการสอนคนที่ไม่ได้อยากเรียน ผู้เรียนจำนวนมากเป็นผู้ที่อยากได้ปริญญาแต่ไม่ได้อยากเรียน  ทำให้สอนยากสอนเย็นและสอนไม่สนุก แต่มหาวิทยาลัยก็หมดกำลังไปกับการสอนที่มากมายเหล่านี้ 

  การที่มหาวิทยาลัยไม่ทำการวิจัย ทำให้ประเทศอ่อนแอทางปัญญาและเสียหายเหลือคณานับ การที่มหาวิทยาลัยจะปรับไปเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยได้ ต้องพัฒนาระบบการสอนใหม่ ที่ไม่ทุ่มกำลังอาจารย์ไปสู่การสอนทั้งหมด แต่มีระบบที่ทำให้นักศึกษาต้องเรียนเอง เรียนจากการปฏิบัติ เรียนจากระบบสื่อที่ดี มีระบบผู้ช่วยสอน (TA) มีอาจารย์ไม่เต็มเวลาเป็นต้น  

  ต้องมีระบบสนับสนุนการวิจัยที่ดี ตั้งแต่ระดับนโยบายกองทุนวิจัย การจัดการวิจัย เข้ามาสนับสนุนมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยต้องวิจัยนโยบายได้ มิฉะนั้นประเทศไทยจะไม่สามารถรักษาดุลยภาพของตัวเองได้ เช่นขณะนี้ประเทศขาดดุลยภาพทางเทคโนโลยีเป็นมูลค่ากว่า100,000ล้านบาท/ปีผู้เกี่ยวข้องต้องถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะปรับมหาวิทยาลัยไปสู่การวิจัยให้ได้โดยเร็ว เพื่อความเข้มแข็งปัญญาของประเทศ 

 การศึกษาสำหรับคนทั้งมวล          

   ระบบการศึกษาที่ดีต้องเป็นการศึกษาสำหรับคนทั้งมวล (Education for All) และต้องระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนทั้งครอบครัว ชุมชน ภาคธุรกิจ ภาคการสื่อสาร เข้ามาเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา นั่นคือทั้งมวลเพื่อการศึกษา (All for Education) ทุกพื้นที่ต้องสำรวจว่ามีคนกี่ประเภทและได้รับการศึกษาทั่วถึงแล้วหรือยัง เช่น เด็กปฐมวัย ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบการเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น ธุรกิจย่อย ผู้พิการฯลฯ จังหวัดทั้งจังหวัดจะต้องเป็นมหาวิทยาลัยชีวิตที่มีการศึกษาทุกรูปแบบ ทั้งในระบบและนอกระบบ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาบูรณาการทั้งจังหวัด ระบบการศึกษาจะเข้าไปกับชีวิตการงานทั้งหมด เมื่อจังหวัดทุกจังหวัดเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต จะไม่มีการขาดแคลนสถานศึกษาที่ทำให้ผู้ปกครองผู้เรียนเป็นทุกข์ต่อไปอีก 

 คณะทำงานยุทธศาสตร์การศึกษา

  ทั้งหมดที่กล่าวนี้ไม่สามารถทำได้โดยโครงสร้างในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ควรไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่ทำให้รวนเรกันไปหมด แต่ควรจะมีคณะทำงานยุทธศาสตร์การศึกษา ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่เข้าใจนวัตกรรมการศึกษา และมีความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ เป็นคณะเล็กๆที่ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อาจจำเป็นต้องออก พรบ. สถาบันวิจัยระบบการศึกษาที่เป็นอิสระทำนองเดียวกับ สวรส. (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข)  ขณะนี้มีบุคคลและองค์กรที่สนใจนวัตกรรมการศึกษาอยู่จำนวนหนึ่ง ควรก่อตัวเป็นภาคีเครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาที่พบปะกันเป็นประจำเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและนวัตกรรมการศึกษา                                                                 

สรุปว่า ท่านอาวุโสเป็นคนตั้งต้นคิด พวกเรารุ่นกระเปี๊ยกมีหน้าที่แปลงความคิดสู่การปฏิบัติ ผม ท่านอาจารย์ใหญ่ พันธมิตรมากหน้าหลายตา ยกโขยงไปเซ็นพันธสัญญากับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังจากนั้น ท่าน .ดร.อภิชัย พันธเสน คณบดี คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้เมตตารับเป็นจอมทัพ นำแม่ทัพนายกองยกพลขึ้นบกในนามของ โครงการพัฒนบูรณาการศาสตร์ มีนายทหารระดับปริญญาโท-เอก ประมาณ20ชีวิต ปีการศึกษาใหม่นี้เปิดรับระดับปริญญาตรี คาดว่าจะมีไพร่พลเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยคน ถ้าท่านสนใจ โปรดติดตามด้วยความระทึกกระทวยใจ ได้ในบล็อกพัฒนบูรณาการศาสตร์ หรือมหาชีวาลัยอีสาน