คนเราก็แปลกดี มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ แต่ไม่ยักนำมาปฏิบัติ ตัวเองก็เคยเป็นและปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่บ้าง แม้จะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปมากแล้วก็ตาม            

           ยกตัวอย่างเช่น บางคนสนใจศึกษาธรรมะ อยากรู้เรื่องพุทธประวัติ อยากรู้พระธรรมคำสั่งสอนโดยละเอียด รู้หมดว่าเป็นพระภิกษุควรปฏิบัติหรืองดปฏิบัติเรื่องอะไร แต่ตัวเองแค่ศีลห้าก็ยังปฏิบัติไม่ได้           

           บางคนเป็นครูบาอาจารย์ สอนนักเรียนอย่างโน้นอย่างนี้ แต่คุณครูเองไม่ปฏิบัติ ลูกศิษย์ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมครูสอนเรา ให้เราปฏิบัติ แต่ทำไมคุณครูไม่ทำ อย่างนี้ลูกศิษย์ก็คงไม่ปฏิบัติตามที่คุณครูสอนเป็นแน่แท้            

           ตัวเองเป็นหมอ เที่ยวแนะนำคนไข้ให้ระวังสุขภาพ ไม่ให้นอนดึกแต่ตัวเองเล่นเน็ตนอนเที่ยงคืนตีหนึ่ง เที่ยวคุยกับชาวบ้าน พลอยทำให้คนอื่นนอนดึกไปด้วย แนะนำให้ระวังเรื่องการรับประทานอาหาร ให้ออกกำลังกาย แต่ตัวเองไม่ปฏิบัติ ปล่อยตัวเองให้อ้วนน้ำหนักปาเข้าไปตั้ง 90 กิโลกรัม อย่างนี้ก็ไม่ไหว            

           น้ำหนักตัวที่เคยเกินมาก พอคิดจะลดน้ำหนักก็เที่ยวค้นคว้าหาหนังสือมาอ่าน ค้นคว้าบทความทางอินเตอร์เน็ตทั้งภาษาไทยและอังกฤษมาอ่าน เขาให้ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็ไม่ชอบ ไม่เชื่อ ไม่ถูกใจ อยากได้ทางลัด คือวิธีที่ไม่ต้องเหนื่อย มียาวิเศษกินแล้วผอมได้ แข็งแรงไม่ต้องลำบากควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ค้นอยู่นั่นแหละ มัวแต่หาวิธีที่ดีๆที่ตัวเองไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ หมดไปสองปีก็ยังไม่ได้เรื่องไม่ได้ความว่าอย่างไร              

            พอดีที่ทำงานมีโครงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ขาดวิทยากรที่จะมาช่วยพูดเรื่องการลดน้ำหนักตัวและการออกกำลังกาย ต้องบรรยายประมาณ 20 ครั้ง ครั้งละ 50-60 คน จำเป็นต้องรับงานบรรยายก็เลยมานั่งคิดว่า ถ้ายังอ้วนเป็นหมูตอนอย่างนี้ ไปพูดให้ใครฟังเขาคงไม่เชื่อ ถ้ามัวแต่หาความรู้แต่ไม่ทำสักทีคงไม่ได้เรื่องแน่อาศัยที่เคยออกกำลังกายอยู่เดิมแต่เลิกไปนานเพราะขี้เกียจ เลยมารื้อฟื้นใหม่ คือเริ่มปฏิบัติ ก็ไม่ได้ใช้ความรู้ขั้นสูงอะไรมาก เป็นความรู้พื้นฐานที่ชาวบ้านทั่วไปก็สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ไม่ยากนัก พอเริ่มปฏิบัติก็ได้ผล คือเริ่มควบคุมอาหาร ( ลดอาหารลงทีละน้อย ) เริ่มออกกำลังกายด้วยการวิ่งและยกน้ำหนัก ( ค่อยๆทำ ไม่หักโหม แล้วค่อยๆเพิ่มการออกกำลังกายทีละน้อย ) เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆทีละน้อย เช่นค่อยๆลดขนมหวานลงไม่ดื่มน้ำอัดลม เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟท์ เป็นต้น น้ำหนักตัวก็ค่อยๆลด จนตอนนี้เหลือแค่ 73 กิโลกรัม ใช้เวลา 2 ปี ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น สุขภาพจิตก็ดีขึ้น อารมณ์แจ่มใสมีอารมณ์ขัน มีคนเริ่มมาออกกำลังกายมากขึ้นเพราะผู้ชักชวนเขามาออกกำลังกายปฏิบัติจริงตามที่ไปชักชวนเขาไว้ บรรยากาศทั้งที่ทำงานและที่บ้านก็ดีขึ้นมาก             

              เลยอยากเอามาฝากเพื่อนๆ ที่ชอบค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเอาความรู้นั้นมาปฏิบัติ เกิดพัฒนาการ เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ความรู้ต่างๆที่เราศึกษาค้นคว้ามาแต่ไม่นำมาปฏิบัติ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย รู้พอประมาณแต่นำมาปฏิบัติดีกว่ารู้มาก รู้หมดแต่ไม่ทำอะไรเลย

ตั้งใจจะทำอะไรก็เริ่มลงมือทำเลย อย่ามัวรีรอ ผลัดวันประกันพรุ่ง ทำไปหาความรู้ไปก็ได้ ถ้ารอให้รู้หมดแล้วค่อยทำ ชาติหน้าก็คงไม่ได้ทำ เพราะสิ่งที่ต้องเรียนรู้มีมากเหลือเกิน