ชุมชนบ้านสามขาใช้เวลาเกือบสิบปีกว่าจะหลอมรวมความคิดกันได้จากการเอาความคิดต่างกันมาหลอม
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนบ้านสามขา
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
เศษเหล็ก · 19 ม.ค. 2550
รตนญาณ · 19 ม.ค. 2550
พ.ญ. อัจฉรา เชาวะวณิช · 19 ม.ค. 2550
พ.ญ. อัจฉรา เชาวะวณิช · 18 ม.ค. 2550

น่าสนุกดีนะค่ะ เป็นแนวทางที่ดีค่ะ ถ้าแต่ละที่ทำได้ก็ดีค่ะ ควรมีการพา คณะทำงานของศบอ.ต่างๆ ไปดูบ้างก็ดีนะค่ะ
คุณบุคลากร ศบอ.บางน้ำเปรี้ยวครับ
อยากพาคณะจากศบอ.ต่าง ๆ ไปเหมือนกันหากบริหารงบประมาณแล้วเหลือเงินที่จะจัดให้ไปได้
ไปคราวนี้ใช้งบประมาณของการบริหารงานปวช.ที่คำนวณแล้วเหลือพอที่จะจัดให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องไปได้จำนวนหนึ่งครับ
ถ้าโอกาสหน้ามีงบประมาณเพียงพอขอให้พาบุคลากรจาก ศบอ.ต่างๆไปด้วย
บ้านสามขาฟังชื่อแล้วทำให้รู้สึกโอนเอนชอบกล คิดเล่นๆว่า 4 ขาคงสมดุลกว่านะคะ ฮิๆๆ แต่เมื่อได้โอกาสเข้าไปสัมผัส ณ วันนั้น อึ้งกับกลยุทธ์การคิด การทำงานของบ้านสามขา ที่มีผู้นำและทีมงานที่เข้มแข็ง และเสียสละ แถมยังจบในระดับ ป. เท่านั้น คงต้องยกนิ้วให้ในความเยี่ยมยุทธ์ของพวกเขา ที่สามารถนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง การทำบัญชีรายรับรายจ่าย มาปลดหนี้ให้กับชาวบ้าน รวมถึงการสร้างระเบียบให้กับสังคมบ้านสามขาที่น่าชื่นชม และยังไม่ละทิ้งความทันสมัยที่ยอดเยี่ยมในด้าน ICT มีคอมพิวเตอร์พัฒนาเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน มีระบบยุทธศาสตร์ที่สามารถเจอะลึกไปยังจุดต่างๆ ของบ้านสามขาได้เป็นอย่างดี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ตัวอย่างดีๆ เช่นนี้ อยากให้ท่านที่สนใจลองเข้าไปสัมผัสนะคะ และเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในหน่วยงานได้เป็นอย่างดี </p>
เนื่องจากเป็นคนหนึ่งที่ได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนบ้านสามขา ขอบอกว่าประทับใจมากที่ได้ไปในชุมชนบ้านสามขา แทบไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำได้ขนาดนั้น เขามีผู้นำที่ดีและสมาชิกทุกคนมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน ช่วยเหลือกันในทุกด้าน ทั้งที่ผู้นำ ที่เป็นกรรมการมีวุฒิการศึกษาแค่ชั้นประถม แต่ความคิดความอ่าน การแก้ไขปัญหา และประสบการณ์ต่างๆของเขา เปรียบได้กับผู้จบปริญญาเลยทีเดียว เป็นชุมชนที่มีความทันสมัยมาก
ขอขอบคุณท่านผอ.ศนจ.ที่ได้นำพาคณะของศนจ.ฉช.ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หมู่บ้านสามขา ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะนำไปปรับใช้ในตัวเองได้ ในเรื่องของความเผชิญกับปัญหาต่างๆ และมั่นคง ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ประสบการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจะทำให้เราเป็นคนที่แข้มแข็งต่อไปในอนาคต
ท่านผอ.ดิศกุลค่ะ การไปเหมืองแม่เมาะ ทำให้เราได้มองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า อีก 40 ปีข้างหน้าจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อีกแล้ว เนื่องจากไม่มีทรัพยากรถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้า จึงอยากให้ท่าน ผอ.ขึ้นบทความเกี่ยวกับความสำคัญของการประหยัดพลังงานในทุกวันนี้ ซึ่งหลาย ๆ คนยังไม่ทราบว่า อะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า ทำให้ทุกคนได้รับความรู้เกี่ยวความเป็นมาและเป็นไปของเหมืองแม่เมาะ
ไม่ว่าองค์กรหรือหน่วยงานใดหากมีความมุ่งมั่นและกล้าคิด กล้าทำ และกล้าที่จะออกจากเงาของตนเอง ความสว่างทางปัญญาจะต้องก่อเกิดอย่างแน่นอน
คุณแผ่นดินครับ
ชื่อของบ้านสามขานั้นมาจาก เรื่องเล่าของชาวบ้านว่า แต่ก่อนมีตนมายิงเก้ง ซึ่งตัวใหญ่มาก คนยิงไม่สามารถเอาเก้งไปหมดทั้งตัวได้จึงตัดขาเก้งไป ๑ ขา เหลือเก้งนอนตายอยู่มี ๓ ขา จึงตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่าบ้านสามขา ครับ
ข้อมูลที่ค้นหาได้ ประวัติบ้านสามขา ………………………………………………………………………….
ตามประวัติเดิมเล่าสืบกันมาว่า ชาวบ้านสามขาเดิมเป็นคนเชื้อสายมาจากบ้านเหล่าหนองปล้อง ในเมืองลำปาง แถวๆบ้านพระบาทหนองหมู พวกที่ยากจนไม่มีอันจะกินได้พากันรอนแรมออกป่าล่าสัตว์ พอได้เนื้อสัตว์ก็นำเนื้อสัตว์นั้นย่างไฟเก็บไว้ เพื่อนำไปขายในเมือง นานเข้าบ่อยครั้งก็พากันทำไร่ข้าว ปลูกกระท่อมฟากอยู่ในบริเวณนั้นซึ่งมีสัตว์ป่าชุกชุมมาก พอเพื่อนบ้านทราบข่าวเล่าสืบต่อๆกันไป ก็เดินทางมาสมทบและอพยพมาเรื่อยๆ พอมาพบทำเลเหมาะ ดิน น้ำ อุดมสมบูรณ์ดี จึงพากันมาตั้งถิ่นฐานปลูกบ้านหลายหลัง จนกลายเป็นหมู่บ้านหนึ่งอยู่ที่ทุ่งนาบ้านเก่าและตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านแม่หยวก เพราะบริเวณนั้นมีต้นกล้วยป่าเต็มไปหมด เมื่อมีคนตายในหมู่บ้านจึงจัดให้มีป่าช้าขึ้นทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านที่ ม่อนป่าช้า (ปัจจุบันเรียก ม่อนป่าช้า) และได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ทำบุญ และเป็นที่พึ่งทางใจของคนในหมู่บ้าน ปัจจุบันเรียกว่า ทุ่งวัดห่าง (วัดร้าง) อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านในขณะนั้นมีประมาณ 30 ครัวเรือน พอนานเข้าทนต่อภัยธรรมชาติไม่ไหว เกิดน้ำป่าไหลหลาก ท่วมบ้านตลอดฤดูฝน จะทำมาหากิน ไปทางไหนก็ลำบาก จึงพากันอพยพมาอยู่บนเชิงเขาที่ราบสูงทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นหมู่บ้านในปัจจุบันนี้และขยายครัวเรือนมากขึ้นเรื่อยๆมา ต่อมาได้ย้ายวัดมาอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านและย้ายป่าช้ามาไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน คนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า ป่าช้าอยู่ทางไหนต้องสร้างวัดปิดทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อป้องกันมิให้ผีร้ายเข้ามาอาละวาดในหมู่บ้าน
สมัยนั้นยังมีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งมีประมาณ 20 กว่าหลังคาเรือน แต่ไม่ปรากฏชื่อหมู่บ้านตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของของบ้านห้วยมะเกลือปัจจุบันนี้ แต่ตามคำบอกเล่าสืบกันมาว่า ขณะนั้นบ้านห้วยมะเกลือยังไม่มี มีแต่หมู่บ้านเล็กๆดังกล่าว ในหมู่บ้านมีคนล่าสัตว์เลี้ยงชีพอยู่หลายคน และวันหนึ่งมีชาวบ้านคนหนึ่งออกล่าสัตว์ แล้วไปพบเห็นรอยเก้งกินลูกมะกอกป่า จึงตัดไม้ทำเป็นห้างหรือนั่งร้านอยู่บนต้นไม้เพื่อดักยิงเก้ง พลบค่ำลงเก้งตัวนั้นได้ออกมากินมะกอกป่าอีก ชาวบ้านคนนั้นจึงใช้ปืนคาบศิลา ยิงเก้งถึงแก่ความตาย เมื่อเก้งตายแล้วชาวบ้านคนนั้นไม่สามารถนำเก้งทั้งหมดกลับบ้านได้ เนื่องจากเป็นเก้งที่ใหญ่มาก จึงใช้มีดตัดเอาเฉพาะขาหลังเพียงขาเดียว ส่วนที่เหลือก็นำใบไม้มาปกปิดไว้กันไม่ให้คนอื่นมาเห็น เมื่อนำขาเก้งกลับมาถึงบ้านแล้ว พอรุ่งเช้าก็ทำเป็นอาหารกินโดยชวนเพื่อนบ้านมาร่วมกินด้วย หลังจากกินอิ่มแล้วจึงพาเพื่อนบ้านกลับไปเอาเนื้อเก้งที่เหลือ แต่เมื่อไปถึงที่ซ่อนเนื้อเก้งไว้กลับไม่เจอเนื้อเก้งดังกล่าว เนื่องจากมีงูใหญ่มาพบเก้งที่เหลือสามขา จึงลากเข้าไปกินในถ้ำที่อยู่ทางทิศตะวันตกของบ้านแม่หยวก (ปัจจุบันคือ บ้านสามขา) ชาวบ้านจึงพากันตามรอยงูใหญ่ที่ลากเก้งเป็นทางไป และไปสิ้นสุดที่ปากถ้ำ จึงคิดว่างูใหญ่ตัวนั้นนำเก้งไปกินในถ้ำ ดังนั้นจึงพากันกลับบ้านเพื่อหารือว่าจะทำอย่างไรกับงูใหญ่ตัวนั้น เมื่อมีความเห็นสอดคล้องตรงกัน จึงหาเชือกมามัดเป็นเกลียวเส้นใหญ่และยาวที่สุด ได้นำเอาหูหิ้วถังตักน้ำมาทำเป็นขอเบ็ด ผูกกับเชือกแล้วฆ่าสุนัขตัวหนึ่งผูกติดกับเบ็ดหย่อนลงไปในรูถ้ำ ปลายเชือกผูกติดกับต้นไม้ที่ปากถ้ำ พอวันรุ่งขึ้นก็พากันมาดู เห็นเชือกตึงจึงรู้ทันทีว่างูใหญ่คงติดเบ็ดแล้ว จึงช่วยกันดึงงูออกมา แต่ดึงเท่าไหร่ก็ไม่สามารถดึงออกมาได้เนื่องจากงูใหญ่มาก จึงได้ระดมคนในหมู่บ้านทั้งชายและหญิงให้ไปช่วยกันทุกคน ยกเว้นหญิงหม้ายเพียงคนเดียวที่ไม่ไปช่วย พอชาวบ้านทั้งหมดมาถึงก็ได้ช่วยกันดึงอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ดึงไม่ออกเหมือนเดิม จึงได้นำเอา ช้างสามปาย ควายสามศึก เกวียนสามเล่ม ใช้เชือกผูกตามกัน แล้วควาญช้างก็ไสช้างให้เดินหน้าและเฆี่ยนควายให้เดินตาม ในที่สุดก็สามารถดึงออกมาได้ เมื่อออกมาพ้นปากถ้ำแล้วก็ใช้เกวียนสามเล่มต่อกัน ใช้ช้างยกงูขึ้นใส่เกวียน แล้วจึงให้ช้างเดินนำหน้าช่วยลากงูไปจนถึงหมู่บ้าน เมื่อถึงหมู่บ้านแล้วพวกเขาจึงพากันลงมือชำแหละเนื้องูออกมาทำเป็นอาหาร แจกจ่ายกันกินทั้งหมู่บ้าน มีทั้งเหล้ายา สาโท จ้อย ซอ กันอย่างสนุกสนานร่าเริงเต็มที่ ส่วนเนื้องูที่เหลือก็แบ่งปันกันทุกครัวเรือน ยกเว้นหญิงหม้ายผู้นั้นเพราะไม่ได้ไปช่วยเขาลากงู จึงไม่ได้รับส่วนแบ่ง พอเวลากลางคืน ตอนดึกได้มีเทวดามาเข้าฝันโดยแปลงตัวเป็นคนแก่ ผมขาว หนวดยาว หลังโก่งถือไม้เท้าขึ้นบันไดมาหาหญิงหม้ายคนนั้นแล้วกำชับว่า คืนนี้ถ้าได้ยินเสียงอะไรที่อึกทึกครึกโครม หรือเสียงอะไรก็ตามห้ามออกจากบ้านเป็นอันขาด อย่าลงบ้านไปไหนเพราะจะเป็นอันตราย พอสั่งแล้วเทวดาก็หายวับไปกับตา พอหญิงหม้ายนอนหลับไปก็ตกใจตื่นเนื่องจากมีเสียงดังอึกทึกครึกโครมเหมือนแผ่นดินจะถล่มทลาย หญิงหม้ายผู้นั้นจึงรีบวิ่งออกมาจากประตูเรือน พอนึกถึงคำเตือนของชายชราก็กลับไปนอนดังเดิม ครั้นต่อมาก็วิ่งออกนอกประตูเรือนมาดูอีกก็นึกถึงคำเตือนอีกครั้งก็กลับเข้าไปนอน พอครั้งที่สามวิ่งออกมาถึงหัวบันได จึงมองดูเวิ้งว้าง บ้านเรือนที่ใกล้ชิดติดกันหายไปหมดไม่เหลือสักหลัง โล่งเป็นบริเวณกว้าง หญิงหม้ายก็กลับเข้าไปนอน ไหว้พระสวดมนต์ พอรุ่งเช้าจึงออกมาดูข้างนอกเห็นบริเวณหมู่บ้านยุบลงไปหมด เหลือแต่บ้านของตนเพียงหลังเดียว หญิงหม้ายผู้นั้นจึงเก็บข้าวของที่มีค่าไปอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของบ้านที่ถล่มนั้น ปัจจุบันเรียกถ้ำนั้นว่า ถ้ำย่าเถ็ก หมู่บ้านที่ถล่มลงไปนั้นปัจจุบันเรียกว่า โป่งหล่ม บริเวณบ้านแม่หยวกนั้น ต่อมาต้นกล้วยได้ถูกทำลายจนหมดสิ้น จึงขุดทำเป็นไร่นาไปหมด เมื่อไม่มีหยวกกล้วยเหลืออยู่แล้วจึงพากันเปลี่ยนชื่อบ้านใหม่ ให้ชื่อว่า “ บ้านสามขา “ ตามขาเก้งที่เหลือ ซึ่งหมายถึงความมั่นคง เปรียบดังก้อนเส้าสามก้อน และแก้วสามประการคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาจนทุกวันนี้
ส่วนถ้ำนั้น ปัจจุบันอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 800 เมตร บรรพบุรุษได้เล่าสืบต่อกันมาว่า เป็นถ้ำที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก มีของดีอยู่มากมายหลายอย่าง มีคนเคยพบเห็นฆ้องทองคำและพระพุทธรูปทองคำหลายองค์หลายขนาด แต่ไม่สามารถนำออกมาจากถ้ำได้มีอันเป็นไปต่างๆนาๆ เช่นเดินวกไปวนมาหาที่ออกไม่ได้ พอวางของนั้นลงก็จะเห็นช่องทางออกทันที มีผู้แสวงหาโชคลาภคิดจะขโมยของดังกล่าว แต่ก็ถูกสัตว์เช่น เสือ งู กัดตายจนไม่มีใครกล้าเสี่ยงขโมยอีก เมื่อประมาณ 60 กว่าปีที่ผ่านมาชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงตีฆ้องดังออกมาจากในถ้ำนั้น เมื่อถึงวันพระทุกครั้ง ในสมัยนั้นปากถ้ำยังปรากฏให้เห็นอยู่และสามารถเดินเข้าไปได้ เมื่อเดินเข้าไปจะพบก้อนหินใหญ่ก้อนกนึ่งสวยงามมาก ชาวบ้านใช้เป็นแท่นบูชาพระสืบต่อกันมา ต่อมามีฝนตกหนักติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายวัน ทำให้ดินพังทลายลงมาปิดปากถ้ำหมด เป็นแนวยาวประมาณ 180 เมตร ไม่มีใครกล้าไปเปิดปากถ้ำอีก
สำหรับชาวบ้านสามขาปัจจุบัน มีครัวเรือนจำนวน 169 ครัวเรือน นายจำนงค์ จันทร์จอม เป็นผู้ใหญ่บ้าน
อยากให้ลงภาพการไปโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
แนวคิดการพัฒนาชุมชนที่บ้านสามขา เป็นสิ่งที่ดี ทำอย่างไร จึงจะนำมาประยุกต์ใช้กับชุมชนกับชาวแปดริ้วได้บ้าง ฝากข้อคิดไว้เล็กน้อย จะเริ่มต้นอย่างไรดี เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง
ประทับใจบ้านสามขามาก ได้ไปนอนบ้านพ่อบุญธรรม คิดถึงพ่อบุญธรรมและแม่อวยพร ค่ะ ขอให้พ่อและแม่มีความสุขมาก ๆ