เมื่อวานตอนเช้าฉันเตรียมตัว จัดของพัสดุกล่องใหญ่ ข้างในเป็นสรุปงานวันเด็ก ซีดีรูปภาพ ผ้าทอมือสีธรรมชาติของแม่บ้านส่งให้พี่ที่ธนาคารออมสิน และก้ต้องซื้อกับข้าวเตรียมสำหรับรับสมาชิกค่าย 100 คน เป็นค่าย เรียนรู้ธรรมชาติ ฉบับ 1 วัน ของนักศึกษาฝึกสอนม.ราชภัฎสุรินทร์

          อาทิตย์ก่อน นักศึกษาฝึกสอน 6 คนนี้ โทร.มา บอกว่า อยากให้ลูกศิษย์ที่โรงเรียนได้มีโอกาสมาเรียนรู้ที่นี่บ้าง เหมือนที่เขาเคยมาเมื่อเทอมก่อน บอกว่า ไม่มีงบประมาณอะไรเลย มีแต่ค่าอาหาร ถามว่า มาได้มั้ย...

          ที่เด็กรักป่า เพียงแค่มานอนเล่น มาหุงหาอาหาร ทำกินกันเองก็เป็นเรื่องปรกติ ยิ่งเป็นนักศึกษา ก็ต้องต้อนรับอยู่แล้ว เราเคยเป็นนักศึกษา ออกค่ายประจำ

ชีวิตมีแต่เรียน กับออกค่ายตามหมู่บ้าน และประชุมสัมมนา และรู้ว่า เราไม่มีเงินกันเลย อาศัยกินตามค่ายกิจกรรม กินตามงานประชุมในสถาบันงานต่างๆของเพื่อนๆ

ปีหนึ่งก็จัดงานระดมทุนสักครั้งหนึ่ง

          ปรากฏว่า ลูกศิษย์คนขับรถโทร.มาลาป่วย ฉันเลยต้องพึ่งมอเตอร์ไซค์คนสวนไปส่งปากทางและ

หอบพัสดุขึ้นรถสองแถวเข้าเมืองคนเดียว ตัวเมืองห่างจากเด็กรักป่า 14 ก.ม.

          ตอนมาอยู่ที่นี่แรกๆ เราปั่นจักรยานเข้าเมืองกัน ถ้าฉันปั่น นานเป็น ครึ่งชั่วโมง ส่วนเด็กๆปั่นจะเร็วกว่านี้ เร็วแบบ เรียกว่า ลมพาไปเลยก็ว่าได้

     เด็กรักป่าเวลาไปเรียนศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนทุกวัน

จันทร์ก็ปั่นจักรยานกันไปจักรยานนี่ก็ซื้อจากน้ำพักน้ำแรงที่

ไปตระเวนเล่นละครที่กรุงเทพฯ นานแล้วนะ 

      ตอนมีอาสาสมัครชาวอังกฤษอยู่ด้วยเธอก็ปั่นจักรยาน

เหมือนกัน พวกเราไม่ค่อยมีเรื่องตื่นเต้นนัก

      แต่อาสาสมัครท่านนี้เคยพลาดท่าปั่นจักรยานไปชน

( เบาๆ )กันรถสองแถว ตัวเธอก็ไปปะอยู่บนกระโปรงรถ  ตั้งแต่นั้นมา  เราให้ชื้อเล่นของคุณ เดวิด  ฮัมบริล   ว่า   เขียดตะปาด....

                  ฉันไปที่ไปรษณีย์เจอเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งซึ่งคุ้นหน้ามา

นานมากรู้มาว่าท่านปลดเกษียรแล้วแต่ยังคงมาทำงานช่วย

ที่นี่ทุกวัน ฉันว่า อารมณ์ท่านนี้ คงจะมีความสุขมากจากการทำงาน หายากนะแบบนี้

          ฉันไหว้ทักทายท่านเหมือนญาติมิตร ...บางทีฉันก็ชอบมีญาติอยู่ทุกที่ ได้ยิ้มแย้มทักทายคนอื่นก็รู้สึกว่าไปไหนก็อบอุ่นดีแม้

ไม่รู้จักกันมากนักแต่คุ้นหน้า

           จากนั้นก็เดินไปธนาคารทำธุระ และเดินต่อไปที่ตลาดใหญ่ ฉันไม่ชอบอยู่ในเมืองนานๆ รู้สึกว่าร้อนมาก เวลาเข้าเมืองฉันต้องจดว่าจะทำอะไรบ้าง รีบทำธุระให้เสร็จตามโพยและรีบกลับ

            ฉันต้องนึก รายการอาหาร 1 มื้อ สำหรับ เด็ก 100 คน ....จริงๆฉันทำอาหารไม่เป็นเลย สมัยเป็นเด็ก ฉันมีพี่ 5 คน แย่งกันเข้าครัว โดยฉันเล่นและรอมากกว่า มาอยู่มหาลัย ก็ซื้ออย่างเดียวเวลาไปออกค่ายฉันก้ไม่เคยอยู่แผนกอาหาร

เลย ไปอยู่ฝ่ายวิชาการ กับงานก่อสร้าง

            เวลามาทำงานในหมู่บ้านก็อีกนั่นแหละ อยู่กับชาวบ้าน เราก็จะอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี เพราะ อาหารของชาวบ้านจะปรุงสุกใหม่ๆทุกมื้อจากเตา กลิ่นเตาถ่าน หม้อเล็กๆดำๆ อาหารก็ง่ายๆแต่สุดยอด   ต้มยำปลา  น้ำพริกสารพัดอย่าง  ผักต่างๆพื้นบ้าน  บางทีก้ได้กิน ลาบกะปอม  ( กิ้งก้า ) ด้วย  พอมาอยู่กับเด็กรักป่า ก็เด็กๆเป็นผู้สอนฉันทำอาหารซะอีกด้วย .....

            เด็กๆชนบท จะทำอาหารเก่งมาก เขาเรียนรู้จากวิถีชีวิต ทำอาหารพื้นๆที่พ่อแม่ทำมา การติดไฟ ก่อไฟ เผา ย่าง ต้ม ทอด ......

            โจทย์ของนักศึกษา เรื่องอาหาร คือ ประหยัด อร่อย อิ่ม ....ฉันเดินตลาดคนเดียว เดินๆ คิดๆ ถามราคาหลายๆร้าน กะปริมาณสิ่งที่จะซื้อ บางครั้งฉันก็ปรึกษาแม่ค้าด้วย ว่าไอ้นี่ทำอะไรได้บ้าง ...แล้ว 5 กิโล มันเยอะมั้ย  พอชั่งตราชั่งไปมันไม่พอ ก็ส่งเพิ่มอีก ...แม่ค้าก็ยิ้มๆ หิ้วของก็หนักเหมือนกัน

           พอยกของ 7 กิโล รวมกันหลายๆกิโล ฉันก็นึกถึงหน้าหมอและพยาบาลที่ โรงพยาบาลเลย นึกถึงไต นึกถึงเอวที่อาจจะปวดได้ เพราะ หมอบอกว่า  

อย่ายกของหนัก ....ฉันนึก ต่อไปไม่มาคนเดียวอีกแล้ว.....ขากลับ ฉัน โทร.เรียกรถเหมาในเมืองเจ้าประจำมาช่วยยกของและ

พากลับเด็กรักป่า