เรื่อง ฤ (ร รึ)


I looked up many dictionaries to gather information for this peculiar Thai letter ฤ . I found many interesting cultural anecdotes in my search. I think my notes below may be an interesting Sunday read and something to muse on, so, I share.

There are 36 words beginning with ฤ and 80 words with ฤ elsewhere listed in the Royal Institute Dictionary (Th-Th) [RID Th]. So, this is a small set of objects to study. However, within this set there are words that are in common every day use. We can do a little exercise in finding those words ourselves or in a Thai language class. The exercise in looking up references [dictionaries, Wiki webs, search engines, and etc.] should be a ritual developed in learning. Because we don't know, then we ask. But, we have many answers, which one is right, complete and up-to-date or still in use. This is the underlining of information analyses. We can use a framework like 'Galamasutta' (Tipitaka) to choose what useful for us. So,  we can use that with confidence. It is an exercise in using facts rather than other bases (eg. lobha โลภ, dosa โกรธ, moha หลง). A well-worth personal development, don't you think?

[Added 10/6/2567: There are only 3 words with ฦ in [RID Th] : ฦๅ  ฦๅชา ฦๅสาย. All have the same meaning as if they spelled with ฤ. Are they there to cater for people who can't say ร but can say ล? ]

My notes:

ฤ  
๑   รึ  เป็นรูปสระในภาษาสันสกฤต เมื่อไทยนำมาใช้ออกเสียงเป็น ริ รึ หรือ เรอ เช่น ฤทธิ์ ฤดู ฤกษ์.
๒   รึ  (กลอน) ว. หรือ, ไม่, เช่น จะมีฤ ว่า จะมีหรือ, ฤบังควร ว่า ไม่บังควร.

From ประมวลศัพท์พุทธศาสตร์(ป.อ. ปยุตฺโต)
ฤกษ์:(เริก) คราวหรือเวลาซึ่งถือว่าเหมาะเป็นชัยมงคล

From Royal Institute Dictionary (Th-Th)
ฤกษ์ 
๑ เริก  น. คราวหรือเวลาที่กำหนดหรือคาดว่าจะให้ผล เช่น ฤกษ์ดี ฤกษ์ร้าย, มักนิยมใช้ในทางดี เช่นหาฤกษ์แต่งงาน หาฤกษ์ยกเสาเอก. (ส.).
๒ เริก น. หมี; ดาวจระเข้, ดาวนพเคราะห์. (ส.).
๓ เริก น. เรียกดาวที่มีลักษณะเป็นกลุ่มแก๊สทรงกลมที่สามารถแผ่รังสีออกได้รอบตัวว่า ดาวฤกษ์.

From Monier-Williams Sanskrit-English Dictionary [MW Sk-En]
IkSa seeing, looking, visiting;  f. sight , viewing; considering; n. anything seen

From PTS-Pali [Pts-Pl]
ikkhati to look; ikkhi (aor. of ikkhati) looked at; ikkhana nt.; seeing; looking at.
==
ฤกษ์บน  น. ฤกษ์ที่ดาวนพเคราะห์เสวยประจำวัน มี ๒๗ ฤกษ์.
นพเคราะห์   นบพะเคฺราะ (โหร) น. ดาวพระเคราะห์ทั้ง ๙ คือ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ พฤหัสบดี ราหู ศุกร์ เกตุ.
ดาวพระเคราะห์: ในทางโหราศาสตร์หมายถึงดาวทั้ง ๙ ที่เรียกว่า นพเคราะห์ คือ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ พฤหัสบดี ราหู ศุกร์ เกตุ; แต่ในทางดาราศาสตร์เรียก ดาวเคราะห์ หมายถึงดาวที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ต้องได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์และเป็นบริวารโคจรรอบดวงอาทิตย์มี ๙ ดวง คือ พุธ ศุกร์ โลก อังคาร พฤหัสดี เสาร์ มฤตยู (ยูเรนัส) เกตุหรือพระสมุทร (เนปจูน) พระยม (พลูโต) [ประมวลศัพท์พุทธศาสตร์(ป.อ. ปยุตฺโต)]
ฤกษ์ล่าง   น. ฤกษ์ที่ประกอบฤกษ์บน มี ๙ ฤกษ์.
ฤกษ์พานาที  น. ระยะเวลาที่เป็นฤกษ์.
==
From ประมวลศัพท์พุทธศาสตร์(ป.อ. ปยุตฺโต)
ฤทธิ์: อำนาจศักดิ์สิทธ์, ความเจริญ, ความสำเร็จ, ความงอกงาม, เป็นรูปสันสกฤตของ อิทธิ; ฤทธิ์ หรือ อิทธิ คือความสำเร็จ ความรุ่งเรือง มี ๒ คือ ๑. อามิสฤทธิ์ อามิสเป็นฤทธิ์, ความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองทางวัตถุ   ๒. ธรรมฤทธิ์ ธรรมเป็นฤทธิ์, ความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองทางธรรม

From พุทธศาสตร์ ไทย-En
ฤทธิ์ ดู อิทธิ.

From Royal Institute Dictionary (Th-Th)
ฤทธิ์ ริด น. อำนาจศักดิ์สิทธิ์, แรงอำนาจ, เช่น เทวดามีฤทธิ์. ( ส. ; ป. อิทฺธิ).

From ประมวลศัพท์พุทธศาสตร์(ป.อ. ปยุตฺโต)Collapse article
อิทธิ: ความสำเร็จ, ความรุ่งเรืองงอกงาม; อำนาจที่จะทำอะไรได้อย่างวิเศษ
อิทธิ: ๒ ดู ฤทธิ์ ๒ (ธรรมฤทธิ์ ธรรมเป็นฤทธิ์, ความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองทางธรรม)

From พุทธศาสตร์ ไทย-En
อิทธิ (iddhi) success; supernormal power; psychic power; magical power.

From Royal Institute Dictionary (Th-Th)Collapse article
อิทธิ อิดทิ น. ฤทธิ์, อำนาจศักดิ์สิทธิ์; ความเจริญ, ความสำเร็จ, ความงอกงาม. (ป.; ส. ฤทฺธิ).

iddhi There is no single word in English for Iddhi, as the idea is unknown in Europe. The main sense seems to be "potency". [Pts-Pl]

iddhi f.; prosperity; potency; psychic power. [Pl-En]

potency N. ศักยภาพ relate:[อำนาจ, ความสามารถ, พละกำลัง] syn:[power; energy; vigor; influence; control] ant:[weakness] [Lexitron En-Th]
potency n 1: possession of controlling influence; "the deterrent power of nuclear weapons"; "the power of his love saved her" [syn: {power}, {powerfulness}] [ant: {powerlessness}] [WordNet]

Some interesting words

 ฤๅ  ๑ รือ เป็นรูปสระในภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นเสียงยาวของ ฤ เมื่อไทยนำมาใช้ออกเสียงเป็น รือ เช่น ฤๅษี.
     ๒ รือ ว. หรือ, อะไร, ไม่ใช่; โดยมากใช้ในบทร้อยกรอง เช่น กวีฤๅแล้งแหล่งสยาม.
ฤณ ริน น. หนี้, หนี้สิน; ภาระ. (ส. [RNa anything due, obligation, duty, debt]; ป. อิณ [iṇa nt. debt]).
--[Hinduism] a Brāhman owes three debts or obligations: 
   1. Brahmacarya (study of the Vedas), to the Ṛṣis (ฤษี, sages, saints);
       --ฤษี (sages|saints): a class of beings, different from gods, men, asuras.
       --'the Ṛṣi says' = `so it stands in the sacred text'
   2. sacrifice and worship, to the gods ;
   3. procreation of a son, to the Manes (วิญญาณ);
   [added] in later times also 
   4. benevolence to mankind ;
   5. hospitality to guests .

ฤต  รึด น. กฎ, วินัย, (เช่นในพระศาสนา); ธรรมเนียม, ความจริง, ความชอบธรรม. (ส.).
--จารีต -รีด น. ประเพณีที่ถือสืบต่อกันมานาน. (ป. จาริตฺต [cāritta]; ส. จาริตฺร [caritra]).
ฤชา รึ- น. ค่าธรรมเนียม. 
ฤชากร รึชากอน น. เงินที่ได้จากค่าธรรมเนียม.
ฤชุ  รึ- ว. ตรง, ซื่อ. (ส.[Rju straight]; ป. อุชุ [uju|ujju adj. straight; up-right.]). only Th ฤๅชุ รื- 
ฤๅชุตา  น. ความตรง, ความซื่อสัตย์. (ส.[RjutA]; ป. [ujutā] rectitude)
ฤษี รึ- น. ฤๅษี, นักบวชพวกหนึ่ง มีมาก่อนพุทธกาล สละบ้านเรือนออกไปบำเพ็ญพรตแสวงหาความสงบ. (ส. ฤษี ว่า ผู้เห็น, ผู้แต่งพระเวท; ป. อิสิ [isi]), only Th ฤๅษี
ฤดี รึ- น. รติ, ความยินดี, ใจ. (ป.& ส. รติ, rati f.; attachment; pleasure, love; liking for.] only Th ฤๅดี
ฤดียา รึ- ก. เกลียด, รังเกียจ, ดูถูก. (ส. [rtiya]).
ฤดู รึ- น. ส่วนของปีซึ่งแบ่งโดยถือเอาภูมิอากาศเป็นหลัก มักแบ่งออกเป็น ๓ ช่วง คือ ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน หรือเป็น ๔ ช่วง คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ที่แบ่งเป็น ๒ ช่วง คือ ฤดูแล้งกับฤดูฝน ก็มี, เวลาที่กำหนดสำหรับงานต่าง ๆ เช่น ฤดูเก็บเกี่ยว ฤดูทอดกฐิน ฤดูถือบวช, เวลาที่เหมาะ เช่น ฤดูสัตว์ผสมพันธุ์; คราว, สมัย, เช่น ฤดูน้ำหลาก. (ส. ฤตุ [rtu season, period]; ป. อุตุ [utu]).
ฤษภ รึสบ    น. วัวตัวผู้. (ส. [rsabha] ; ป. อุสภ [usabha]), [usually 'the dominating male in a flock']
ฤทธา ริด- น. อำนาจศักดิ์สิทธิ์ เช่น รุ่งเรืองฤทธาศักดาเดช. (อิเหนา). (ส. [rddha?iddha] ; ป. อิทฺธา [iddha]).
ฤทัย    รึไท    น. ใจ, ความรู้สึก. (กร่อนมาจาก หฤทัย). (ส. หฺฤทย [hrdaya]; ป. หทย[hadaya]) only Th ฤๅทัย
ฤษยา   ริดสะหฺยา  (โบ) น. ริษยา. [Sk. riSya, RSya, Rzya; Pl. issa]
ฤกษณะ รึกสะนะ น. การดู, การเห็น. (ส. อีกฺษณ [ikSaNa]; ป. อิกฺขณ [ikkhaṇa seeing], only Th ฤกษณะ).
ฤคเวท รึกคะเวด น. ชื่อคัมภีร์ที่ ๑ ของพระเวท ใช้ภาษาสันสกฤตรุ่นเก่าที่สุด ประพันธ์เป็นฉันท์ มีอายุประมาณ ๕๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ ปีก่อนพุทธกาล, อิรุพเพท ก็ว่า. (ส.; ป. อิรุพฺเพท [irubbeda]). ( ดู เวท, เวท- ประกอบ). En Rig-veda.
ฤๅสาย น. คำเรียกผู้เป็นใหญ่เช่นกษัตริย์. *[rsya the male of a species of antelope?, Of a Ṛṣi ?] Only Th? 
ฤๅเยา ว. มิใช่เยา, มิใช่น้อย, ไม่เยา. ?? only Th (ฤๅ [ส. หรือไม่] + เยา [Th. อ่อน, น้อย])
ฤตุสนาน รึตุสะหฺนาน [RtusnAna] น. การอาบน้ำของหญิงอินเดียในวันที่ ๔ หลังจากมีระดู. (ส.).
--The bathing after menstruation ritual is still in pratice in many cultures 
see:  https://en.wikipedia.org/wiki/Menstruation_hut
in islamic 'Sunnah of Ghusl' https://en.wikipedia.org/wiki/GhuslP  ;
see also https://en.wikipedia.org/wiki/Culture_and_menstruation  .

ฤๅษีผสม น. ชื่อไม้ล้มลุก

ฤๅษีแปลงสาร น. ชื่อวิธีเขียนหนังสือลับแห่งไทยโบราณกลับตัวอักษรข้างหลังมาไว้ข้างหน้า, โดยปริยายหมายความว่า เปลี่ยนข้อความเดิมให้มีความหมายตรงกันข้าม.
ฤๅษีเลี้ยงลิง (สำ) น. ผู้เลี้ยงเด็กซุกซนหรือปกครองคนหมู่มากที่ไม่อยู่ในระเบียบวินัยย่อมเดือดร้อนรำคาญ.

*Footnote* Romanization of Sanskrit words is by using capital letters (instead of diacritics) in Monier-Williams Sanskrit-English Dictionary (eg. ikSaNa), but using diacritics in Pali Text Society Dictionary (eg. ikkhaṇa). For more information see https://www.accesstoinsight.org/lib/diacritics.html  .
 

Note  as we can see from my notes that not all words with ฤ are derived directly from Sanskrit. There are many words of Thai invention/origin added to the Thai language which have no correspondence in Sanskrit. What are the stories of for the creation of these words? Thai etymology is a very limited area. 

[Amended 10/6/2567: corrected typing errors and this “Thai etymology is a very limited area” - I mean "Thai etymology is a very sparse area for cultural explorations. There are not a lot of online materials, sign posts, examples and promoters to attract more tourists to the area. We need more studies, public relations, and promotion for the area to develop and add value to society. 

(You guessed it. To attract tourists (money), we need ‘attractions’, facilities, transports, festivities and activities, … for people to enjoy even for a few hours. These are what soft power opportunists are working on, they give less emphases on ‘culture, community, society', but more on tourist money. ;-) ] 

หมายเลขบันทึก: 718447เขียนเมื่อ 9 มิถุนายน 2024 06:49 น. ()แก้ไขเมื่อ 10 มิถุนายน 2024 05:41 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (8)

ชอบมากเลยครับ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เลย แต่ชอบความรอบรู้ที่บรรจุไว้ในระบบสื่อภาษาดังที่ประมวลภาพถ่ายทอดแบ่งปันนี้ครับ นอกจากทำให้นึกถึงงานนิพนธ์ของท่านพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ‘ประมวลศัพท์พุทธศาสตร์’ และ ‘กาลานุกรม : พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก’ รวมทั้งพุทธธรรม ซึ่งจะเห็นมิตินี้และได้อาศัยนำมาศึกษาไปตามวาระประเด็นที่ได้พบแล้วนำมาศึกษาทบทวนกับแหล่งต่างๆ ซึ่งก็จะทำให้ได้ปัญญาปฏิบัติและเห็นความรอบด้านไปด้วยเสมอแล้ว ก็ให้นึกถึงงานที่ใช้แนวทางอย่างนี้ อีก 2-3 แหล่ง และทำให้ตระหนัก เล็งเห็นความสำคัญต่อประเด็นข้อสังเกตของอาจารย์ที่ว่า ‘What are the stories of for the creation of these words? Thai etymology is a very limited area’ มากครับ รวมทั้งมองเห็นบางแง่มุมว่า ไม่ใช่เป็นข้อจำกัดของสังคมไทยเท่านั้น แต่เป็นข้อจำกัดของสังคมที่วัฒนธรรมลายลักษณ์และระบบภูมิปัญญาวิทยาการสมัยใหม่ มีพัฒนาการเป็นหลักเป็นฐานทีหลังแหล่งต้นธารของระบบจากรึกถ่ายทอดความรู้ตามรูปแบบของวัฒนธรรมหลักของโลก รวมทั้งเป็นข้อจำกัดของสังคมโลกทั้งมวลด้วย ที่มีระบบภูมิปัญญาและภูมิวิทยาการที่ดีงามต่อมนุษยชาติอีกมากมาย ที่ถูกกดทับ มองไม่เห็น อ่านไม่ออก เข้าไม่ถึง แสดงให้เป็นที่ประจักษ์ และสรรพลวัต ให้ก่อเกิดวงจรวิวัฒนาการที่จำเป็นและดีงามอีกมากมายต่อสังคมโลก ไม่ได้ เพราะเป็นขั้วรวมศูนย์และเป็นขั้วพลังอำนาจหลัก ให้เกิดกรอบจำกัด เกิดอคติที่ไม่ใช่เป็นเจตจำนงค์ของผู้ใด มีระเบียงทรรศน์และนั่งร้านทางภูมิปัญญาที่ไม่ทัดเทียมกับสภาวการณ์ต่างๆ กันแล้ว

งานที่ใช้แนวทางอย่าง ‘ประมวลศัพท์พุทธศาสตร์’ ‘กาลานุกรม : พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก’ และ ‘พุทธธรรม’ โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป.อ.ปยุตโต ) ที่ทำให้นึกถึงอีก 2-3 แหล่ง คือ ‘ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ’ ของจิตร ภูมิศักดิ์ ชอบและน่าทึ่งมาก เหมือนการศึกษาพหุวิทยาการสังคมวิทยา ใช้นิรุกติศาสตร์เป็นแกน ใช้หลักฐานข้อมูล การวิพากษ์เพื่อให้น้ำหนักคุณค่าแะลควาหมายอย่างลึกซึ้ง ได้ความรอบด้านและรอบรู้ในกระบวนการทางการศึกษา กระบวนการสร้างทรรศนะ การเห็นโลกกว้างหลายมิติ ที่สะท้อนยึดโยงกับสิ่งที่มีบทบาทใกล้ชิดกับสิ่งต่างๆ ที่มิใช่เรื่องหลักภาษาเท่านั้น

อีกงานหนึ่ง คือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ งานนิพนธ์ในวัย 26 ปี ของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งใช้วิธีวิพากษ์แหล่งสารัตถชั้นต้นอีกแบบหนึ่ง แผ่ขยายออกไปจนสุดพรมแดนอีกรอบด้าน เช่นเดียวกับวิธีการในงานหลายชิ้นของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป.อ.ปยุตโต ) การศึกษา สร้างความรู้และสร้างภูมิปัญญาด้วยโลกทรรศน์และชีวทัศน์อันทัดเทียมกับความจำเป็นของยุคสมัย และหยั่งลึกยาวไกลไปถึงฐานรากร่วมกันของสังคม อย่างนี้ ยิ่งใหญ่ งดงามอย่างสุดประมาณมากจริงๆครับ เป็นงานศิลปะและประติมากรรมแห่งภูมิปัญญาของมนุษย์ ที่เจิดจ้าแพรวพราย

กับอีกสองงาน งานหนึ่งคืองานที่อ่านปรากฏการณ์ต่างในอีกแนวทางหนึ่งของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์สุด แสงวิเชียร ซึ่งศึกษาและพัฒนาวิทยาการจุลกายวิภาค กายวิภาคศาสตร์ ฮีโมโกลบิน การศึกษาระดับเซล และการศึกษทางห้องปฏิบัติการ เข้ากับวิทยาการมานุษยวิทยา โบราณคดี ศิลปะ การสร้างแบบจำลองและสิ่งแสดงแทนของจริง นำเสนอการเห็นแบบแผนอย่างใหม่ของสังคมและอารยธรรมของมนุษย์ผ่านสายตาพหุวิทยาการที่ท่านได้ใช้มองโลก แล้วยึดโยงเข้ากับวิทยาการพื้นฐานทางกรแพทย์ สุขภาพ และศิลปะภาพการแพทย์ แล้วถ่ายทอดไว้ รวมทั้งก่อโบราณวัตถุและงานทางมานุษยวิทยาด้วยข้อจำกัดหลายอย่างก็ทำให้ไม่เห็นมิติที่สำคัญอีกหลายอย่าง ผมลองสังเคราะห์สร้างชุดมโนทัศน์ผสมผสานในหลายมิติ ขึ้นเป็น ‘วิธีวิทยาสุนทรียพลานามัย’ ‘เวชศิลปกรรม’ และ ‘เวชนิทัศน์ศิลปกรรม’ แล้วก็ใช้อ่านเหตุการณ์ ศึกษาปรากฏการณ์ เก็บรวบรวมสิ่งที่พอจะแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ร่วมกันได้ รวมทั้งปฏิบัติการเชิงทดลองสร้างสรรค์ใหม่ เพื่อนำเสนอให้เห็นว่าหลายอย่างที่ผู้คน (และรวมทั้ง AI) ทั้งมองผ่าน ลดทอนสู่ระนาบและกรอบจำกัดเดิม ทำให้ไม่เห็นและละทิ้งอีกหลายอย่างไป ที่จะเป็นของดีของโลกกว้างและเป็นด้านที่สังคมไทยมีของจริงที่นำให้กับสังคมต่างๆได้ ผมจะทำสิ่งเหล่านี้ให้ปรากฏ เท่าที่สติปัญญามี และเท่าที่เหตุปัจจัยต่างๆ จะเอื้อให้ทำได้ เช่น ลองปฏิบัติการเชิงวิทยศาสตร์ พิสูจน์ ทบทวน คัดสรร และเฟ้นสิ่งแสดงให้เห็นจากยุคสมัยที่มีอยู่จริง ของพื้นฐานการเกิดวิทยาการใหม่ๆ สาขาศิลปะใหม่ๆ มิติสุขภาพใหม่ๆ บนหลักฐานและสิ่งที่มีอยู่ที่ผมนำมาทบทวน วิพากษ์ เผยแดสง คลี่คลายให้ดู และเชื่อมโยงวิธีวิทยาการ ผสาน บูรณาการ ให้ยกระดับ ‘ความร่วมเสริมกัน’ ที่ก้าวพ้นกรอบจำกัดวิทยาการสมัยใหม่ วิทยาการลายลักษณ์ ซึ่งสังคมไทยมีวิวัฒนาการในมิตินี้ไม่ถึง 1000 ปี ให้เชื่อมกันได้อย่างเหมาะสม พอเข้าใจได้ด้วยพื้นฐานวิทยาการต่างๆ ที่พอมี ให้ไปสู่อีกดินแดนหนึ่งของอารยธรรมมุขปาฐะ พหุลักษณ์ข้อมูล ซึ่ง ‘ศิลปะสุนทรียปัญญา’ ที่พัฒนาขึ้นมาใช้ในอีกรูปแบบหนึ่ง พอจะเป็นฉากรับภาพสิ่งที่เป็นอีกมิติหนึ่งของอารยธรรมแห่งปัญญาอันยาวนานและยังปรากฏให้เห็นได้อยู่ในต่างระบบ และเชื่อมผสานกับระบบภูมิปัญญาของยุคใหม่ ก็แน่ใจว่าจะทำให้ของดีมีอยู่ในอีกระบบหนึ่ง ได้บังเกิดการผสานและก่อเกิด ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ได้อย่างแน่นอนครับ ทั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากความเก่งกาจหรือมีความรู้อันใดดีครับ แต่สิ่งที่ดีต่างๆมีอยู่แล้ว เพียงต้องการการจัดองค์ประกอบทางศิลปะอย่างใหม่ ลงทีแปรงวาดระบายอย่างใหม่ สร้างจังหวะให้สายน้ำของสีน้ำ ฟู่กระจายทำงานกับธรรมชาติที่เหมาะสม หรือต่อระบบสื่อประสาท ให้สัญญาณชีพ ของระบบต่างๆ งอกงามพลังชีวิตขึ้นมาเอง เท่านั้นครับ

อีกงานหนึ่ง เป็นงานของศาสตราจารย์พิเศษประกิต (จิตร) บัวบุศย์ ราชบัณฑิต ศิลปินแห่งชาติ และครูศิลปะของโรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งผมพอได้ทันเรียน ไหว้ครูต่อวิชามือครูช่าง ฟังสนทนา จากท่าน ที่ใช้วิธีลงสนาม ปฏิบัติการ จำลองเหตุการณ์ สรรวิพากษ์และสะท้อนปัญญาปฏิบัติจากการเห็นด้วยภาวะภายในและกลั่นกรองมวลประสบการณ์ความลึกซึ้งจากองค์รวมของภาคปฏิบัติการ พานักเรียนศิลปะลงพื้นที่ศึกษาแบบแผนทางศิลปะในอารยธรรมต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งไปศึกษาจากแหล่งต่างๆ ของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหลายภูมิภาคของโลก แล้วใช้องค์ประกอบทางศิลปะ (Pattern of Arts Composition) กับส่วนส่วนประกอบสร้างศิลป์ (Arts Element) เช่น ศิลปะบนเส้น ลีลาของเส้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบแม่บทและองค์ประกอบพื้นฐานของทุกแขนงทางทัศนศิลป์ วิเคราะห์ แล้วนำมาวิพากษ์หลักฐาน ทดลองปฏิบัติการ จัดสิ่งแสดง นำมาศึกษาข้อมุลตลอดจนงานวรรณกรรมสมัยใหม่ แล้วนำเสนออีกมิติหนึ่งตามสิ่งที่สามารถเห็นและมีอยู่ เช่น การเห็นความเป็นศูนย์กลางอารยธรรมของโลก เมื่อมองผ่านอารยธรรม ภาษาศิลปะ และแบบแผนการแสดงตนของมนุษยชาติในวัฒนธรรมดินเผา รวมทั้งแสดงคลื่นการพลวัตทางสังคมของโลก ผ่านปรัชญาและภูมิปัญญาที่มากับพุทธศาสนา ที่เห็นได้จากอารยธรรมและศิลปะดินเผา

แต่ก็เหมือนกับงานของท่านอาจารย์หมอสุด แสงวิเชียร ที่วงวิชาการและผู้สนใจทั่วไปมองเห็นประเด็นสำคัญและนัยสำคัญต่างๆ ที่จะเปิดไปสู่มิติใหม่ๆ ได้น้อย ซึ่งส่วนหนึ่ง ในมุมมองผมก็เห็นว่าเป็นประเด็น ‘ข้อจำกัด’ ของสังคม ทั้งสังคมไทย สังคมที่อยู่ในต้นธารเดียวกับของวิทยาการแต่มาทีหลัง และสังคมโดยรวมของทั้งโลก ซึ่งข้อจำกัดหนึ่งในด้านกระบวนการทางความรู้และกระบวนการทางปัญญาพหุวิทยาการในทรรศนะผมก็คือ การขาดคน ขาดวิธีการ ขาดความสามารถมองเห็นจากหลายขั้ววิทยาการ รวมทั้งขาดวิธีวิทยาปัญญาหมู่และวิธีวิทยาบูรณาการพหุปัญญา ที่ผู้สร้างสรรค์วิทยาการความรู้นั้นๆได้ใช้อย่างเข้มข้น เลยก็ลดทอนเข้ากรอบ จัดหมวดหมู่เข้าพวกเพียงด้านที่รู้จัก แต่ละทิ้ง สกัดทิ้ง ทำให้เสียหายไปโดยไม่รู้ในอีกหลายอย่าง

ในทรรศนะของผมนั้น งานตัวอย่างที่นำมากล่าวมากล่าวถึงด้วยความเคารพ เชิดชู น่าทึ่ง และเห็นเป็นศิลปะงดงามมากเหล่านี้ มีองค์ประกอบปัญญาปฏิบัติ และมีวิธีวิทยาของ ‘มณฑลการผุดบังเกิดมิติที่ 3’ ที่เป็นเหมือนพลาสมาในระบบต่าง ๆ ที่มองไม่เห็นได้โดยตรง แต่สามารถเห็นผ่านภาวะเชิงประจักษ์ต่างๆได้ ในระดับสิ่งมีชีวิตของมนุษย์และสรรพสัตว์ รวมไปจนถึงพืช ก็อยู่ในรูปฟอร์มของ Connective Tissues Cells/System ซึ่งการยึดโยงศักยภาพต่างระบบ ของระบบกล้ามเนื้อ กับระบบกระดูก แล้วสนับสนุนและประสานการทำงานร่วมกันของระบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอีกหลายระบบ ทำให้ภาวะมีชีวิตแสดงตนและบ่งชี้ภาวะการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้ เคลื่อนไหวได้แบบแผนต่างๆได้อย่างมากมายนั้น จะหาคุณสมบัติที่เห็นได้นี้จากระบบหนึ่งใดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะระดับโครงสร้างหรือระดับโมเลกุล รวมไปจนถึงในสิ่งเป็น Connective Tissues Cells/System เอง

‘มณฑลการผุดบังเกิดมิติที่ 3’ นี้ จึงหากมองจากทฤษฎีและชุดความรู้ต่อปรากฏการณ์ต่างๆ จากระบบทางวัตถุและความสัมพันธ์กันพหุมิติ พหุวิทยาการ จากกรอบเชิงเดี่ยวที่รู้จักภายนอก มิติเดียว ก็จะมีกรอบจำกัด ต้องเรียนรู้ด้วยวิธีวิทยาข้ามศาสตร์ ไม่ใช่เพื่อเป็นทั้งหมด แต่เพื่อรู้จัก ‘ระเบียงรรศน์’ ต่อปรากฏการณ์ที่ลึกและกว้างขวางอย่างไม่จำกัด จากธรรมชาติที่ขาดหายให้สามารถเสริมกำลังแห่งปัญญากันได้ การเข้าถึงมิตินี้ เป็น ‘การหยั่งสะท้อนจากภูมิชีวิตและปัญญาปฏิบัติ’ ซึ่ง ณ เวลานี้ ก็พอจะมีวิธีวิจัยที่ก้าวหน้ามากดังเช่น Reflexive Research Methodology

ณ เวลานี้ ก็พอจะมีวิธีวิจัยที่ก้าวหน้ามากดังเช่น Reflexive Research Methodology ซึ่งตามประสบการณ์ของผมและในทรรศนะที่มีและลองติดตามศึกษาในองค์ประกอบด้านนี้ ก็ยังเห็นว่าวิธีวิทยาที่ก้าวหน้ามากนี้ ก็มีข้อจำกัดอยู่อีกมาก แนวทางหนึ่งที่จะเสริม ‘มณฑลการผุดบังเกิดมิติที่ 3’ ผสานยึดโยงพหุมิติ พหุวิทยาการ ยกระดับผสาน อารยธรรมลายลักษณ์ อารยธรรมมุขปาฐะ และพหุลักษณ์ข้อมูล วิทยาการระบบความสัมพันธ์กันทางวัตถุ กับวิทยาการวัฒนธรรมระบบความสัมพันธ์ทางจิตใจ หยั่งฐานการร่วมมือและแข่งขันที่พอดี กันในภาวะอย่างใหม่ เหล่านี้ ผมเห็นจากปัญญาปฏิบัติในพุทธธรรมและกระบวนการศิลปะสุนทรียปัญญา ซึ่งจะสร้างสรรค์มณฑลการปฏิสัมพันธ์ ยึดโยง เชื่อมโยง ให้ระบบภูมิปัญญามีชีวิต ภายในและภายนอกมนุษย์ เสริมกำลังกันและนำพลวัตในยุคสมัย ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ หยั่งรากฐานของมวลอารยธรรม ก่อนขั้วการยึดโยงลดทอน กับอารยธรรมในวิทยาการและเทคโนโลยีก้าวหน้า ให้ปฏิสัมพันธ์ เสริมกำลัง ผุดก่อเกิดจิตวิญญาณอย่างใหม่ และยกระดับการก่อเกิด ‘มณฑลสุขภาวะอย่างใหม่’ ที่ข้ามพ้นข้อจำกัดของสายธารอารยธรรมแยกด้านกันดังกล่าวได้ด้วย จึงทั้งหมดที่นำสำรวจดูนี้ ผมเห็นว่า สังคมไทยมีนัก Reflexive Research Methodology และมีสื่อสิ่งแสดงของจริงแบ่งปันแก่โลกได้มากหลายกรณีครับ

ใน 30-40 ปีมานี้ ผมไม่ใช่เพียงได้เห็นการมำอยู่ของสิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้เท่านั้นครับ แต่ได้อยู่ใกล้ชิดและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปด้วย แล้วก็เก็บรวบรวมไว้มากเสมอ แม้จะเสียหายอยู่ตลอดเวลา ก็ทำและหาทางป้องกันแก้ไขไปเรื่อยๆ รวมทั้งเชื่อว่า ก็จะเหมือนกับงานของหลายท่านที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่าง แต่ปัญหาที่เห็นนี้ ผมมีวงจรหนึ่งที่สะท้อนลงบันทึกลงไปในหน่วยประกฏการณ์มีชีวิต สื่อมีชีวิต สารพัดวิธีการและสารพัดช่องทาง ทั้งศิลปะ สื่อ การบันทึกรายงาน การเขียนหนังสือ การตีพิมพ์บทความ การนำเสนอในเวทีชุมชนวิชาการ การออกแบบและสร้างกระบวนการสร้างคน เพื่อยึดโยงช่องว่าง และจัดแสดงสิ่งที่ว่ามานี้ให้พอให้ผู้รู้และผู้ที่รู้สึกอยู่แล้วว่ามันมี ทั้งในสังคมไทยและสังคมอื่นๆ ได้มีเครื่องมือจัดระบบ ประมวลผลข้อมูลเชิงประสบการณ์ในมวลชีวิต วิพากษ์ทบทวนกับสรรพวิทยาการสมัยใหม่ แล้วหยั่งสะท้อน แสดงให้เป็นที่บังเกิดผลออกมา …. ศิลปะ ดนตรี สื่อ การปลูกผัก การถอดบทเรียนข้อมูลพหุลักษณ์ การทำสื่อและของจริงลงไปเลยในชีวิตและการงาน ดังเช่นการหยิบยกขึ้นมาตั้งต้นสิ่งพอประจักษ์แจ้งต่อกันได้นั้น เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่ง ที่ได้ทำด้วยสิ่งที่อยู่ในมือตนเองและมีชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งเหล่านี้ เท่านั้น ขอบพระคุณครับ

ประเด็นนี้โดนใจผมมากครับ เชื่อว่ามี ผู้รู้อีกเป็นจำนวนมาก กระจัดกระจายอยู่ในหลากหลายแหล่ง เลยขออนุญาตร่วมบันทึก สื่อสาร ถ่ายทอดไว้ครับ ไม่เกรงใจคนอ่านแบบเอาสะดวกที่อาจจะอ่านยากครับ แต่ให้ความสำคัญคนที่จะอ่านและอยากแบ่งปันข้อมูล เสริมกำลังปัญญาปฏิบัติให้กันอยู่ในแห่งหนต่างๆ ให้ได้เห็นแง่มุมต่างๆได้มากที่สุดครับ

Thank you ดร. วิรัตน์ คำศรีจันทร์ for reading and adding many references for extending this simplistic blog (for Sunday reading) into a more formal academic research and/or passion (which [I think] many people can use to earn a higher degree, if they can find a supervisor at the university near where they live).

I ended my note with ‘Thai etymology is a very limited area’ from my limited resources. The field of study is vast, divert and open for explorations. The digital resources are sparse and not indexed for quick referencing. So, there are lots of opportunities and work that can add attractions.

For tourists (should I say ‘surfers’?) following a quirky guide (like me), may I suggest installing a ‘Stardict Goldendict’ (free and open source) dictionary app on a computer and adding some stardict formatted dictionaries to the app? Voila! You have a simple but useful database for learning interesting words and how (sometimes why) they are used. The ประมวลศัพท์พุทธศาสตร์(ป.อ. ปยุตฺโต) dictionary can be downloaded from https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/498/938/original_1717967508.zip .

For those wishing to explore this field, please reread ดร. วิรัตน์’s comments and also check out the many useful resources he mentions in the comment and in his profile (just click on his icon or name -in blue-).

We can glance Thai culture online, but we will miss other flavors (experiences) only the real objects can provide. Knowing more about object, we can enhance our appreciation and our life within culture. We can ascend.

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท