เขาใช้ชีวิตในแต่ละวันราวกับอยู่ในโลกแคบใบหนึ่งที่ฉีกแยกออกจากโลกใบนี้ที่เราอยู่รวมกัน

การค้นหาความเป็นจริงของสรรพสิ่งในโลกใบนี้

เต็มไปด้วยความยากลำบาก

เพราะในแต่ละมุมของสรรพสิ่ง

มักเต็มไปด้วยความซับซ้อนของหตุและผลที่แตกต่างกัน

 

ดังนั้น

การค้นหาความเป็นจริงของสรรพสิ่ง

เพื่อทำความเข้าใจต่อกลไกการดำเนินชีวิต

จึงต้องเริ่มต้นจากการเรียนรู้และค้นหาตัวเองเสียก่อน

 

เพราะสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด

ก็คือ "ตัวเรา" นั่นเอง

.........

ผมพูดคุยกับนิสิตท่านหนึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่  7  มกราคม  2550  ซึ่งเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมต้องโลดแล่นและร่งรีบอยู่กับภาระกิจของทางราชการตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงมืดค่ำ  โดยเริ่มตั้งแต่  05.00  น.  ตื่นมาดูนักกีฬาฝึกซ้อม 08.00  น.  ตรวจความเรียบร้อยของการรับรายงานตัวนักเรียนที่มาสอบโควตาศิลปวัฒนธรรม  และปิดท้ายด้วยการประชุมพิจารณาผลยาวนานตั้งแต่  09.00 - 21.00  น.

ก่อนหน้านี้ผมสังเกตเห็นเขาพยายามเดินตามผมมาตั้งแต่เช้า...แต่ผมไม่ใคร่มีเวลามากนัก  จึงทำได้แต่เพียงการทักทายด้วยคำพูดสั้น ๆ ตามประสาคนคุ้นเคย 

นิสิตท่านนี้เป็นนิสิตที่ได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษา  เขาเคยเกือบจะไม่ได้เรียน เพราะฐานะที่ยากจนข้นแค้น  ในช่วงปิดภาคเรียนเมื่อสองปีก่อน  เก็บกระเป๋าเดินทางกลับบ้านและใช้ชีวิตเข้าออกระหว่างบ้านกับวัดอยู่แทบทุกวัน .....  ซึ่งเราก็ตามกลับมาเรียนพร้อมพิจารณาให้ได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องปีละ 2 หมื่นบาท....

และหลังจากนั้นผมก็เดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเขาที่บ้านเกิดเมืองนอน  รับรู้และรับฟัง "ชะตากรรมชีวิต"  ของเขาจากคนในชุมชน ซึ่งต้องยอมรับว่า "หน่วงหนักและหนักหน่วง"  เป็นที่สุด  ...

วันนี้,,  เขามาบอกกับผมในแบบซื่อ ๆ เฉย ๆ ว่า "ผมกำลังมีความรัก"

ถึงแม้ความรักของเขาจะเป็นความรักในแบบ "หลงรัก" และ "รักเขาข้างเดียว"  ก็เถอะ  แต่ผมดีใจเป็นที่สุด !  ดีใจราวกับตนเองเป็นคนมีความรักซะเอง  ดีใจทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเขาเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านิสิตหญิงท่านนั้นชื่อเสียงเรียงนามเป็นเช่นไร... เป็นใคร ..พักที่ไหน... เรียนสาขาอะไร  ...?

ผมดีใจเป็นที่สุดเพราะก่อนหน้านี้เขามักจะเก็บตัวเงียบ  ไม่คบค้าสมาคมกับใครมากนัก  ทั้งมหาวิทยาลัยเรียกได้ว่ามี "เพื่อนสนิท" เพียงคนเดียว  กินนอนที่วัดใกล้มหาวิทยาลัย  เคร่งขรึมและเคร่งครัดในศีลธรรม  ชอบอ่านหนังสือธรรมะ  กินและอยู่อย่างสมถะ  ราบเรียบและไม่มีสีสัน....

ผมเคยบอกกับเขาว่า,  เขาควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมบ้าง  เพราะเขายังอยู่ในโลกอุดมคติจนเกินไป ปฏิเสธความเป็นจริงที่ "เป็นจริง" ของสังคมวันนี้อย่างสิ้นเชิง  และมักตั้งคำถามอยู่เสมอว่า "ทำไมใคร ๆ ต้องมีพฤติกรรมเช่นนั้น?"  ทั้งที่จริงก็เป็นภาพและวิถีที่พบดาษดื่นอยู่แล้วในทั่วทุกวิถีถนน 

เขาใช้ชีวิตในแต่ละวันราวกับอยู่ในโลกแคบใบหนึ่งที่ฉีกแยกออกจากโลกใบนี้ที่เราอยู่รวมกัน...  ผมย้ำกับเขาเสมอว่า  โลกยังคงหมุนรอบตัวเอง..สังคมเปลี่ยนไปเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองบ้าง มิใช่กลายเป็นคนชายขอบที่แปลกแยกแบบสุด ๆ เช่นนี้  ซึ่งวิถีที่เขาเลือกแทนที่จะนำพาความสุขมาเยือนเขา   แต่ซ้ำร้ายกลับนำพาความทุกข์มาถมทับตัวเองอยู่ทุกวัน  

จริงอยู่ภาพความเลวร้ายบางอย่างยังฝังแน่น  เกาะกุมและกัดกินอยู่ในเบื้องลึกจิตใจของเขา  แต่ผมก็ย้ำเสมอว่า  เขาเองต้องเปิดใจที่จะ "รัก"  และ "รับรัก"  จากคนรอบข้างเสียบ้าง  และไม่ควรใช้เวลาในแต่ละวันกับการตั้งคำถามและหาคำตอบว่าคนละคน "เป็นอยู่และดำเนินไปเช่นไร ?"  และ "ทำไมถึงไม่เป็นเหมือนตัวเอง !"  จนลืมที่จะมองย้อนกลับมาดูตัวเองว่า "เป็นอยู่และดำเนินไปเช่นไร ?"

การที่เขานำข่าวความรักมาบอกครั้งนี้,  ผมดีใจเป็นที่สุด  เพราะอย่างน้อยก็เป็นสัญญาณการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา  และดูเหมือนเขากำลังก้าวออกมาจากโลกแคบของตนเองบ้างแล้ว 

ผมก็ได้แต่เฝ้าหวังว่าความรักที่เกิดขึ้นกับเขาครั้งนี้  จะช่วยให้เขาเรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริงอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความเป็นจริงที่เกี่ยวกับตัวเขาเองเป็นสำคัญ....

ผมอยากให้เขาใช้ชีวิตอยู่กับสังคมของวันนี้มากกว่าโลกแคบอันเป็นอุดมคติของตนเอง  ผมฝากหนังสือ "ยูโทเปีย"  ให้เขาอ่าน  แต่ย้ำว่า นั่นคือความปรารถนาดีที่เราอยากให้โลกเป็นเช่นนั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าในโลกวันนี้ก็มิอาจเป็นเช่นนั้นได้ทั้งหมด !

เพราะโลกยังคงหมุนรอบตัวเอง  สังคมเปลี่ยนไปตามที่โลกหมุน คงเหลือแต่เฉพาะเขาเท่านั้นที่ยังไม่เรียนรู้ตัวเอง..  ยังไม่แม้แต่จะค้นหา "ที่ว่าง"  ให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงของวันนี้

แต่วันนี้เมื่อความรักมาเยือน  ผมก็เชื่อว่าเขาได้เริ่มต้นที่จะเรียนรู้ "ตัวตน" ของเขาบ้างแล้ว 

ภาวนาก็แต่ให้เขามีความเข้มแข็งที่จะเรียนรู้รสชาติของความสมหวังและผิดหวังจากความรักเท่านั้นเอง