ผมเป็นเด็กยุคชาติพัฒนา ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ มาแล้วครับ

ผมจึงมีความภาคภูมิใจกับความเป็นเด็กยุคชาติพัฒนา ค่อนข้างมาก แต่ยิ่งพัฒนาครับ ผมเห็นแต่ความเสื่อมสลาย ความเสื่อมโทรม ทางสังคม ทรัพยากร และเศรษฐกิจ

ผมจำได้ว่า เมื่อปี ๒๕๐๕  เป็นปีที่ผมรู้สึกสะเทือนใจและฝังใจมากที่สุด

จำได้ว่าหนุ่มสาวในหมู่บ้านได้อพยพแรงงานเข้าเมืองไปทำงานโรงงานทอกระสอบ ในเมืองโคราช  ทำให้พวกผมและเพื่อนๆ ที่ยังเป็นเด็ก อายุยังไม่ถึงวัยอันควรที่จะมาเล่นสงกรานต์แบบผู้ใหญ่ ต้องมานั่งตีโทนตามประเพณีพื้นบ้านอย่างเหงาหงอย โดยทำหน้าที่แทนคนรุ่นหนุ่มสาวที่เขาไม่อยู่ในหมู่บ้านแล้ว

นี่คือประสบการณ์แรกในชีวิต ที่ผมรู้สึก ฝังใจ และเจ็บปวดมาก กับคำว่า พัฒนา

ผมเคยหัดขี่เกวียนด้วยความภาคภูมิใจสมัยเด็ก ๆ ว่า เมื่อโตขึ้น ผมจะเป็นคนที่ขี่เกวียนขนของไปไหนมาไหนได้เก่งคนหนึ่ง 

 และแล้ว ผมก็ไม่เคยมีโอกาสที่จะขี่เกวียนอีกเลย

นี่คือ ผลของการพัฒนาที่ผมรู้จักอีกประการหนึ่งครับ

ต่อมา ไม่นาน ญาติพี่น้องผม เขาก็เห่อไปซื้อเครื่องสูบน้ำ กัน แทนการใช้เครื่องมือพื้นบ้านในการวิดน้ำเข้านา (ซึ่งทำได้เองแทบไม่ต้องลงทุนเลย) ที่ต้องลงทุนแพงมาก แต่ก็ทำงานได้เร็วครับ ทำให้เครื่องมือเก่า ๆ หายไปหมดเลยครับ เพราะถือว่าไม่ทันสมัย 

ต่อมา ญาติพี่น้องผม เขาก็ไปซื้อรถไถนาเดินตาม เพื่อมาไถนาแทนควาย ทุกคนก็แข่งกันใช้รถไถแทนควาย แล้วบอกว่า ทำงานได้เร็ว มีโอกาสได้พักผ่อนมาก ผมก็ไม่ทราบว่าจะพักไปไหนครับ  เพราะปกติก็ไม่มีอะไรจะทำอยู่แล้ว  หลังจากนั้น วัว ควาย ก็เริ่มหายไปจากหมู่บ้าน พร้อมกับการงอกงามของหญ้าในทุ่งนา จนในที่สุด คนที่พยายามจะไถนาด้วยควายก็ไถไม่ได้ เพราะหญ้าหนามาก ก็เลยต้องใช้รถไถกันทั้งหมด ไม่มีก็ต้องเช่าคนอื่น 

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมรู้จักคำว่า พัฒนา

ต่อมา ถนนก็ตัดเข้ามาถึงบ้านผม ทุกคนที่เคยเดินไปตลาด ก็เดินไม่เป็นแล้วครับ อย่างน้อยต้องนั่งรถสองแถว หรือถ้ารวยขึ้นมาหน่อย ก็ซื้อจักรยานหรือมอเตอร์ไซด์ ระยะทางที่เคยเดินไปหาเพื่อนบ้าน ๓๐๐-๔๐๐ เมตร เดี๋ยวนี้ก็เดินไม่ได้แล้วครับ เพราะว่ามีมอเตอร์ไซด์ให้ใช้  หลังจากมอเตอร์ไซด์ ก็เริ่มมีรถยนต์ เดี๋ยวนี้ใต้ถุนบ้านพ่อผม และบ้านอื่นๆ มีรถจอดอยู่ หลายคัน เก่าบ้าง ใหม่บ้าง

อันนี้ ก็เป็นอีกอันหนึ่งที่ผมรู้จักคำว่า พัฒนา

แต่ก่อน เวลามีงานหรือมีข่าวคราวจะติดต่อ เราก็จะใช้วิธีเดินไปบอกกัน หรือเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อบอกข่าวคราวว่าใครจะทำอะไร เมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่งงาน หรืองานศพ ก็แล้วแต่ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ

มีแต่โทรศัพท์คุยกันครับ มีมือถือกันทุกครัวเรือน อย่างน้อย ๒-๓ เครื่องต่อครัวเรือน  เขาเรียกว่า พัฒนาแล้วครับ

แต่ก่อนบ้านผม จะทำนาโดยวิธีการ ไถ ตกกล้า ปักดำ และก็เกี่ยว โดยการลงแรงช่วยกัน ที่เราเรียกว่า ลงแขก น่ะครับ  ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้วครับ เพราะทุกคน จ้างรถไถขนาดใหญ่หว่านข้าวแห้ง (หว่านสำรวย) พอตอนเกี่ยวก็จ้างรถเกี่ยว ไม่มีใครเป็นชาวนาแล้วครับ  มีแต่ผู้จัดการนาครับ  แต่บังเอิญผู้จัดการไม่มีเงินเดือน มีแต่หนี้ทบต้นทุกปีครับ

แต่ก่อนบ้านผมจะใช้วิธีผลิตและถนอมอาหารต่างๆเก็บไว้ทานนานๆ ในฤดูที่ขาดแคลน ด้วยวิธีต่างๆ หลากหลายวิธี ดองบ้าง ตากแห้ง ทำเค็ม ฯลฯ

ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้วครับ อาหารก็ไม่ผลิต ไม่ปลูก ไม่ทำแล้วครับ แต่ไปซื้อจากร้านค้ามารับประทานเป็นรายมื้อ แต่ทุกคนก็ซื้อตู้เย็นมาไว้ใส่น้ำเย็นโชว์กันแล้วครับ เขาเรียกว่า พัฒนาครับ

แต่ก่อนบ้านผมใช้ตะเกียง  จะไปไหนทีก็ใช้ถือตะเกียงส่องทาง และจะใช้เฉพาะตอนจำเป็นเท่านั้น เพราะน้ำมันแพง ขวดละตั้ง ๑ บาท ตอนนี้น้ำมันลิตรละ ๓๐ บาท แต่ทุกคนก็ดูเหมือนจะมีเงินที่จะไปซื้อน้ำมันมาขี่รถเล่น เขาเรียกว่า พัฒนา ครับ

แล้วก็ ใช้ไฟฟ้าในสารพัดเรื่อง เดือนหนึ่งๆ เสียค่าไฟเป็นร้อยบาท ไม่ทราบว่าเขาไปเอาเงินมาจากที่ไหนกันครับ แต่เขาเรียกว่า พัฒนา แล้วครับ

ผมมานั่งดูกระบวนการพัฒนาทั้งหลาย ทั้งปวง ผมก็ชื่นชอบไปกับผลของการพัฒนาต่างๆ 

แต่พอไปนั่งดูจริงๆ ปรากฏว่า

เราพัฒนากันแต่ค่าใช้จ่าย ทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายหมด

แต่ไม่มีที่มาของแหล่งเงินที่จะมาจ่าย

ราคาผลิตผลต่างๆ ก็ไม่เห็นสูงเท่าไหร่ รายได้เข้ามาส่วนใหญ่เป็นรายปี แต่รายจ่ายเป็นรายวัน

ญาติพี่น้องผมจึง  อยู่ในภาวะที่ชักหน้าไม่ถึงหลังกันทั้งนั้น 

คนที่พอจะเอาตัวรอดได้ก็ได้แก่คนที่ส่งลูกไปเป็นมนุษย์เงินเดือนได้สำเร็จ และสามารถผลิตเงินส่งกลับมาบ้านได้ทันกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

สำหรับชาวนาทั่วๆ ไป ที่ทำไม่ได้ หรือไม่สำเร็จ ก็อยู่ในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจแบบสาหัสครับ เพราะค่าใช้จ่ายรายวัน ไม่สามารถจะปิดด้วยรายได้รายปี

ผมจึงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะทำให้คนที่ด้อยโอกาสส่วนใหญ่มีแนวคิด และโอกาสกลับไปฟื้นฟูฐานชีวิตของตนเอง ไม่พึ่งพาภายนอกจนมากเกินไป เพราะถ้ายังพึ่งพาภายนอกในรูปแบบที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้น ยากมากที่จะทำให้เกิดความพอเพียงได้ 

แต่การทำเศรษฐกิจพอเพียงนั้น จะต้องเน้นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการดำรงชีวิต การลดกิเลศ และความต้องการปลอม ๆ ให้เหลือน้อยที่สุด มีการพอประมาณในการดำรงชีวิต และสร้างภูมิคุ้มกันด้านต่างๆ ที่จะไม่ทำให้ชีวิตกลายเป็นเหยื่อของปลาใหญ่ในระบบสังคมมนุษย์อีกต่อไป

แล้วเราจึงอาจจะสามารถชะลอการวิ่งตามกระแสเศรษฐกิจทุนนิยมที่เชี่ยวกราก (แบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก และไม่เคยเป็นมิตรกับเกษตรกรผู้ด้อยโอกาส) แล้วหันกลับมาสู่ระบบแห่งการพัฒนาที่แท้จริงได้

ผมมีความเห็นอย่างนี้นะครับ ท่านว่าอย่างไรครับ