“จากภาพแรกที่เข้ามา...เธอนอนเฉยๆ...ตอนนี้..น้ำตาของเธอเอ่อเบ้า...แล้วค่อยๆท้นออกมา..ฉันรู้สึกคอตีบ...กลืนน้ำลายลงคอ...แล้วค่อยๆปลอบใจเธอ...”

จริงๆฉันตั้งใจจะเล่าเรื่องนี้ตอนปีใหม่.....ฉันรู้.....เพื่อนๆที่ชอบเข้ามาคุยไม่อยู่กัน...น่าจะไปฉลองปีใหม่กับญาติๆอย่างมีความสุข ...ฉันเลยรอให้พ้นช่วงสุขสันต์วันปีใหม่ไปเสียก่อน..” ....ท่าจะดี.....วันนี้สบโอกาส....

เมื่อสัปดาห์ก่อนโน้น....ผู้ป่วยเด็กสาวน้อย...อายุ 13 ปี...กระดูกแขนและขาหัก...เธอตกต้นไม้.....ก่อนดมยาสลบ...ฉันเตรียมผู้ป่วยโดยพูดคุย....และซักประวัติซ้ำ....ซึ่งกระทำไปเบื้องต้น....ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น...มีแพทย์ไปเยี่ยมแล้วรอบนึงที่หอผู้ป่วย....มีการให้ข้อมูลทางวิสัญญีแล้วโดยแพทย์ใช้ทุนที่ฝึกหัดวิสัญญี...และก็ต้องเซ็นรับทราบข้อมูลเช่นกัน....เพราะถือเป็นหัตถการที่เสี่ยงสูงต้องให้ผู้ป่วยหรือญาติร่วมกันตัดสินใจ.....แต่ไม่ได้มีการเซ็นมาในแบบฟอร์ม....

........ผู้ป่วยเด็กรายนี้มีการเซ็นยินยอมผ่าตัดโดยย่า...ไม่ใช่พ่อ-แม่เด็ก

...….ผู้ป่วยเด็กไม่มีการเซ็นรับทราบข้อมูลทางวิสัญญีโดยใครเลย

.....จะทำอย่างไรกันดี....การพูดคุยเกิดขึ้นในห้องผ่าตัดจากทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง......ขณะเด็กสาวนอนบนเตียงผ่าตัด....ทุกคนลืมนึกถึงเด็ก...

"ให้ออกเสียงตามสาย..ตามญาติเด็กมาเซ็นรับทราบข้อมูลตั้งนานแล้ว..ยังไม่เห็นมาเลย"

"ถ้ามาแล้ว..ให้โทรเข้ามาทันทีเลยนะ.."

"..ตามกฎหมาย...ย่าก็เซ็นไม่ได้." scrub nurse บอก..

"อ้าว..แล้วทำไงล่ะ..."

บรรยากาศการพูดคุยออกจะค่อนข้างตึงเครียด....เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย...

สรุปแล้ว.....อาจารย์แพทย์เจ้าของต้องโทรศัพท์รายงานให้ผู้อำนวยการรับทราบเนื่องจากคอยไม่ได้...แพทย์เจ้าของยินดีรับผิดชอบเอง...แสดงถึงความมีมนุษยธรรมสูงส่ง...จริยธรรมดีเยี่ยม....กฎหมาย...ค่อยว่ากัน........

ฉันหันกลับมามองเด็กสาวน้อยๆก่อนจะเริ่มดมยาสลบ...

จากภาพแรกที่เข้ามา...เธอนอนเฉยๆ...ตอนนี้..น้ำตาของเธอเอ่อเบ้า...แล้วค่อยๆท้นออกมา....

ทุกอย่างที่พวกเราทำไปเมื่อสักครู่นี้..เพิ่มความเครียดให้เด็กอย่างแน่นอน...

ฉันรู้สึกคอตีบ...กลืนน้ำลายลงคอ...แล้วค่อยๆปลอบใจเธอ...ปลอบเธอ...ก่อนให้เธอหลับไปพร้อมกับน้ำตา.....ที่ฉันซับให้..

.....เสร็จผ่าตัดตามไปดู....ดีหน่อยที่ภาวะเครียดไม่ฝังใจเธอ...เธอหลับสบายขณะผ่าตัด....กำลังใจดีขึ้น....เด็กอยู่ในครอบครัวแตกแยก....พ่อกับแม่แยกทางกัน...เธออาศัยอยู่กับพ่อและย่า....พ่อไปทำงาน...ย่าเป็นผู้ดูแลเด็ก...น่าเศร้า...และสงสารเด็กยิ่งนัก

.....ถ้าเป็นสมัยก่อนจะไม่มีการถกเถียงกันขนาดนี้..แพทย์มักรับผิดชอบได้เลยเพราะญาติให้ความไว้วางใจในตัวแพทย์ว่าสิ่งที่แพทย์ทำให้นั้น..แพทย์ทำดีที่สุดแล้ว....และแพทย์ก็ยินดีทำให้ดีที่สุดด้วย.....

แต่ในปัจจุบัน....การฟ้องร้องแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น..ผู้ป่วยได้รับการพิทักษ์สิทธิ์...จึงทำให้แพทย์ระมัดระวังและปกป้องตัวเองมากยิ่งขึ้น....การถูกฟ้องร้องโดยผู้ป่วยที่ตนรักษา....ไม่มีใครอยากโดน...

เฮ้อ....แต่ฉันก็โล่งอกที่เด็กเข้าใจเราและทีมงาน....ฉันพูดปลอบจนเธอเข้าใจ....คราวหน้า....ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้เป็นอย่างนี้อีกแน่ๆ...