อาการปวดจากโรคมะเร็งในระยะสุดท้าย ทำให้ทุกข์ทรมานมาก การให้มอร์ฟีนโดยใช้เครื่องพีซีเอให้ผู้ป่วยกดใช้ยาด้วยตัวเอง ช่วยได้เป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีให้ใช้ทุกคน

 ความตั้งใจเดิมที่สร้างบล็อกเรื่องความปวดนี้ ตั้งใจจะเขียนเรื่องระงับปวดหลังผ่าตัดเพียงอย่างเดียว
ไม่รวมอาการปวดจากสาเหตุอื่น
แต่บันทึกนี้ ขออนุญาตออกนอกเรื่องไปบ้าง เพราะวันก่อนไปเยี่ยมผู้ป่วยโรคมะเร็งที่วอร์ดพิเศษ

คำพูดของญาติผู้ป่วยคำเดียว ทำให้ต้องเขียนบันทึกนี้มา

หลายคน คงเคยพบเคยเห็นผู้ป่วยมะเร็งที่ปวดมากๆ
อยู่ก็ไม่ได้ นอนก็ไม่ได้ แม้แต่จะตายก็ยังไม่ได้เช่นเดียวกัน

ผู้ป่วยรายนี้ เป็นผู้ชาย อายุ 50 เศษ มีอาชีพการงานที่ดี มีหน้ามีตาในสังคม

ทางทีมงานระงับปวดได้รับใบปรึกษาให้ไปช่วยดูเรื่องอาการปวด
อาจารย์ที่รับปรึกษาคนแรก ได้ให้การรักษาด้วยยาระงับปวดชนิดแปะผิวหนัง เนื่องจากยาแปะนี้จะออกฤทธิ์ช้า กว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลานาน  

อาจารย์คงเห็นว่าผู้ป่วยปวดมาก อยากจะให้หายปวดเร็วๆ จึงติดตั้งเครื่องพีซีเอ ให้ผู้ป่วยได้กดใช้ยามอร์ฟีนไปก่อน

เนื่องจากเครื่องพีซีเอ มีจำกัด และจัดหามาเพื่อใช้ในการระงับปวดหลังผ่าตัดเท่านั้น จะได้ใช้ได้หลายๆ คน เนื่องจากมีการหมุนเวียนเร็วกว่าผู้ป่วยมะเร็ง

2-3 วันให้หลัง ถึงเวรผมต้องไปเยี่ยมผู้ป่วยบ้าง ก่อนไปวางแผนไว้ว่าจะปลดเครื่องพีซีเอ ออก
แต่พอได้พูดคุยกับผู้ป่วยและญาติ ความตั้งใจเดิมก็เปลี่ยนไป

ผู้ป่วยในขณะนั้นมีอาการอ่อนแรงไปข้างหนึ่งแล้ว เนื่องจากก้อนมะเร็งลามไปที่สมอง แต่ยังรู้ตัวดี แขนอีกข้างยังมีแรงพอที่จะกดปุ่มฉีดยาได้เอง

ญาติบอกว่าเครื่องนี้ช่วยได้มาก เวลาปวดก็กดเอง เมื่อเทียบกับให้ขอยาฉีดจากพยาบาลก็ขอใช้เครื่องดีกว่า
พยาบาลจะให้ยาตามที่แพทย์สั่งไว้ หากไม่ถึงเวลาก็จะไม่ได้ยา ก็ต้องทนปวดรอไปก่อน
 
ผมจึงต้องเติมยามอร์ฟีนในเครื่องให้ผู้ป่วยอีก เพราะไม่สามารถตัดใจปลดเครื่องออกได้ตามที่ตั้งใจไว้

.............

เนื่องจากมะเร็งลามไปสมองแล้วและสมองคงบวมมากด้วย สุดท้ายผู้ป่วยรายนี้ก็จากไป
หัวหน้าวอร์ดเล่าให้ผมฟังในวันต่อมาว่าก่อนวาระสุดท้ายของผู้ป่วยนั้นไม่ทรมานมากนัก
ผมก็ช่วยได้เท่าที่พอจะช่วยได้ครับ