ขายของที่โอทอปซิตี้ 2006 ปี ๒๕๔๙ ช่วงวันที่ ๑๖-๒๔ ธันวาคม ในงานโอทอปซิตี้ คลัสเตอร์หม้อห้อมแพร่ ได้มีโอกาสรวมทีมไปเรียนรู้ด้านการตลาด การจัดการ ด้วยการปฏิบัติจริง โดยมีพี่เลี้ยงใหญ่คือ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่ช่วยกำหนดแนวทาง รวมถึงคัดสรรสินค้าเข้าบูท เพื่อประกันคุณภาพให้ลูกค้าได้มั่นใจจุดประสงค์หลักของการจัดพื้นที่ ประมาณ ๑๐๐๐ ตารางเมตรนี้ โดยใช้ชื่อว่า เมืองหม้อห้อม ก็เพื่อเชิดชูคุณค่าของหม้อห้อม และ เผยแพร่แนวคิดการพัฒนาหม้อห้อมธรรมชาติในด้านต่าง ๆ ดังนั้น จึงมีทั้งส่วนแสดงแฟชั่นหม้อห้อมที่ออกแบบโดย ม.รังสิต เดินแฟชั่นโดยนางแบบมืออาชีพ สาธิตการทอผ้าหม้อห้อมเนื้อยีนส์โดยกี่กระตุก สาธิตการย้อม เขียนเทียนหม้อห้อม แสดงหม้อห้อมผ้าจก รวมถึงจัดแสดงสินค้าหม้อห้อมที่ผลิตได้หลากหลาย เป็นทั้งเครื่องใช้ ของใช้ และ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากการขายในงาน เราได้ข้อสรุปว่า ต้องนำเสนอผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขึ้นบนเวปไซต์ เพื่อให้เกิดผลทางธุรกิจต่อไป อย่างตรงตามศักยภาพที่มีอยู่ และเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะพัฒนาไปให้ไกลมากขึ้นเราเอาของใครบ้างที่ไปขายในงาน สินค้าทั้งหมดได้จากผู้ประกอบการ ที่ส่งสินค้าเข้ามาคัดเลือก โดยคัดจากเกณฑ์สำคัญคือ เป็นสินค้าที่ย้อมจากหม้อห้อมธรรมชาติ (ซึ่งยังไม่ครอบคลุมถึงการจัดการหลังย้อม) และ เป็นสินค้าที่ได้คุณภาพ ในเกณฑ์แรกเราใช้ระบบความซื่อสัตย์ว่าใครทำอย่างไร ส่วนเรื่องคุณภาพให้เจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นผู้ตรวจสอบเลือกสินค้าเข้าร้าน จากสินค้าทั้งหมดประมาณ ๓๐๐ รายการ คัดเลือกเหลือไม่ถึง ๒๐๐ รายการจัดทีมพนักงานขายอีก ๑๑ และ ๓ ผู้ประสานงาน ทำหน้าที่บริหารงานขายในร้าน ยอดขายได้ทั้งสิ้น ๕๗๐,๐๐๐ บาท (น้อยกว่าปี ๒๐๐๕ ไปหลักแสน อาจเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจ หรือ ประเภทของสินค้าที่น้อยลงไป)
การพัฒนาต่อไปต้องทำ ๓ ด้านด้านแนวคิด ด้านวิธีการผลิต ด้านประชาสัมพันธ์ รวมถึงการหาแนวร่วมปฏิบัติการจากการที่ได้ล้มลุกคลุกคลานมากับหม้อห้อมย้อมธรรมชาติ ๗-๘ ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเชื่อว่า การดำเนินกิจการทุกอย่างที่สำเร็จส่วนใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับความรักในผลผลิต รักในงาน เป็นประการแรก เมื่อทำแล้วจึงจะก่อเกิดลูกค้า หรือ ศรัทธาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ท้ายที่สุดแล้ว จึงจะเป็นการอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างยั่งยืน ข้าพเจ้าเชื่อว่าที่เราพูดความจริงกับลูกค้า ท้ายที่สุดแล้วเราได้เพื่อนร่วมทาง ไม่ใช่มองหน้ากันไม่ติด เพราะไปหลอกเขาเสียก่อนเพื่อจะฟันหัวเข้าบ้าน ตั้งแต่แรกแล้วข้าพเจ้าเชื่ออีกว่า เมืองแพร่นี้แคบนัก รู้จักกันไปหมดว่าใครทำอะไร ต่อมาข้าพเจ้าก็พบว่าเมืองไทยนี้ก็แคบ คนในวงการเดียวกันก็จะรู้จักกันไปหมด ฉะนั้นแล้ว คำว่าโลกไร้พรมแดน ก็เป็นคำที่เป็นจริงอย่างแน่นอน ลูกค้าที่แท้จริง คนธาตุเดียวกัน ก็จะมารวมกันสื่อสารกันได้ คนเหล่านี้เป็นคนที่เห็นสาระสำคัญในหม้อห้อม ทั้ง วิถีหม้อห้อมในด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ โจทย์ใหญ่ของเราน่าจะเป็น๑. เราจะตอบสนองสิ่งที่จำเป็น ( “Needs” not “Wants” )เพื่อเสริมศักยภาพ สลายข้อจำกัดของแต่ละผู้ผลิต ได้อย่างไร ในเงื่อนไขที่ซ้อนเข้ามาอีกคือ เราจะพัฒนาอย่างไรให้คนผลิตเห็นทั้ง วิถีหม้อห้อมในด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ๒. เราจะพัฒนาอย่างไรให้คน/หน่วยงานที่ส่งเสริมเห็นทั้ง วิถีหม้อห้อมในด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ๓. เราจะสื่ออย่างไรให้คนทั้งหลาย เห็น วิถีหม้อห้อมในด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ที่เป็นมรดกวัฒนธรรมมาช้านาน โดยเชื่อมโยงไปหาแนวคิด “ความพอเพียง” และ “การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน” ในการที่จะเชื่อมร้อยโลกเข้าด้วยกันอย่างมีคุณค่าทั้งผู้เยือน และ ฝ่ายเหย้า เมื่อเราเห็นธงใหญ่ และเราจะปักธงเล็ก ๆ ได้อย่างไร กิจกรรมควรจะเป็นอย่างไร การสนับสนุนทรัพยากรไปหาแกนหลัก แกนรองอย่างไร
พัฒนาหม้อห้อม
เราจะสื่ออย่างไรให้คนทั้งหลาย เห็น วิถีหม้อห้อมในด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ที่เป็นมรดกวัฒนธรรมมาช้านาน โดยเชื่อมโยงไปหาแนวคิด “ความพอเพียง” และ “การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน” ในการที่จะเชื่อมร้อยโลกเข้าด้วยกันอย่างมีคุณค่าทั้งผู้เยือน และ ฝ่ายเหย้า
ขอบคุณ ค่ะ
สำหรับ การสื่อให้เห็น วิถีหม้อห้อม ที่เป็นมรดกวัฒนธรรม
ดิฉันรักเมืองไทย อยากให้คนไทยใช้สินค้าไทย อยากให้ภูมิปัญญาไทยยังคงอยู่ ขอเป็นกำลังใจให้กลุ่ม หม้อห้อมแพร่ ค่ะ