จำไม่ได้ค่ะว่า คำว่า "ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่" มาจากหนังจีนหรือว่าเป็นภาษิตไทยแท้แต่ไหนแต่ไร ท่านใดที่พอจะทราบบ้างคะ
คำๆนี้ เห็นมีการนำมาใช้กันบ่อยๆ จนบางครั้งหาขอบเขตไม่ได้เลยว่า การไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่นั้น เป็นแค่ "ข้อแก้ตัว" ของการที่ "ไม่จัดการแก้ปัญหา" ที่ "ไม่ค่อยถูกต้อง" ปัญหา "ความงมงาย" กับเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่ดาษดื่น หรือว่า เพราะว่า "ลังเลไม่แน่ใจอิทธิพลมืด" ของสิ่งที่ตัวเองยังอธิบายด้วยเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้ หรือไปถึง ขั้นที่ลึกซึ้งคือ "ความอ่อนน้อมมีสัมมาคารวะกับความเชื่อของคนอื่น"
ความลังเลสงสัยที่บวกเข้ากับความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยไร้ที่พึ่ง ทำให้คนยิ่งแสวงหา การคุ้มครองของ "อิทธิพลมืด" มากกว่า "การพินิจพิจารณาด้วยเหตุผล" ซึ่งก็พบมาเรื่อยๆ ในสังคมไทย เช่นเรื่องของ เจลลดความร้อนที่พองน้ำ หรือบางเรื่องก็เป็นความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจทำให้เกิดการ "ตีเลข" เพื่อไปเสี่ยงโชค
"ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่" เอามาใช้ดีๆ ในเรื่องของความรู้ก็คงจะดีนะคะ เช่น การที่จะทำให้เป็นคนที่อ่อนน้อมมีสัมมาคารวะกับความเชื่อของคนอื่นหรือกับสิ่งที่ยังไม่รู้ เปิดรับความคิดอื่นๆ และถ้าเอาไปบวกกับความคิดวิเคราะห์เป็น ฟังหรืออ่านอะไรแล้วฉุกคิดก็คงช่วยทำให้บุคคลนั้นมีสมดุลของการขับเคลื่อนความรู้ ไม่เบี่ยงเบนด้วยความกลัวว่าจะคิดขัดแย้งได้ไหม คิดแตกต่างจากเขาได้ไหม เพราะ "จะไม่มีอิทธิพลมืดของความกลัว" มาเคลือบความคิด ความรู้ก็คงจะพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆได้ การปฏิบัติจัดการสิ่งที่รู้ก็จะสมดุลบนเหตุผลและอารมณ์ที่ไม่มีอคติ
ตัวอย่างง่ายๆ เช่นเรื่องของการกิน บางครั้งอาจเจอว่าบางคนมีความเชื่อเฉพาะตัว เช่นบางคนปล่อยปลาช่อนก็จะไม่กินปลาช่อนเพราะเชื่อว่าอาจจะไปกินปลาที่ตัวเองปล่อยเคราะห์ไปแล้วเคราะห์จะกลับมาหาตัวเองอีก หากได้ฟังมาแล้วถึงจะไม่เชื่อก็ไม่ไปลบหลู่ความเชื่อของเขา ถ้าเผอิญไปร่วมโต๊ะและมีอาหารปลาช่อนการที่จะกินหรือไม่กินปลาช่อนของตัวเองก็อยู่กับเหตุผล ไม่ใช่ด้วยความกลัวหรือไม่กลัว และไม่ต้องไปโต้แย้งให้ขัดเคืองใจกัน อย่างนี้เป็นตัน
คุณๆ ละคะ เคยเจอเรื่อง "ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่" กันอย่างไรบ้างคะ และคิดเห็นอย่างไร
มาเยี่ยม เจอหัวเรื่องผมนึกถึงคำกลอนสอนใจจดจำมาว่า...
เครื่องมีปัญหา ฮา ๆ เอิก ๆ
พิมพ์ไปก่อนซะแล้วต่อครับ
...อย่าดูหมิ่นบุญกรรมว่าทำน้อย
จะมิต้อยตามต้องสนองผล
แม้ตุ่มน้ำที่เปิดหงายรับสายชล
ย่อมเปี่ยมล้นที่อุทกตกลงมา...
การไม่ลบหลู่คือการไม่ดูหมิ่น เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปดูผิดใคร ๆ เพราะไม่มีใครผิดใครถูก 100% การที่เราไม่เชื่อก็เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของเรา ผมก็ได้ยินคำกล่าวนี้มานานแล้วเป็นของเก่าไปแล้วครับ.
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ คุณ Bright Lily และท่านอาจารย์ umi
เรื่องที่คุณ Bright Lily เล่า ..ได้ยินได้ฟังมาค่อนข้างมาก คนเล่าก็จะบอกว่ามักจะเลือกคนฟังเหมือนที่คุณ Bright Lily บอกด้วยค่ะ
ตั้งแต่เป็นเด็ก..คุณยายจะสอนว่า ไม่ว่าจะไปกิน นั่ง นอน หรือขับถ่ายที่ไหนที่ไม่ใช่บ้านของตัวเองให้ขออนุญาตเจ้าที่เสมอค่ะ เวลาไปแวะกินข้างกลางทาง สมัยก่อนห่อข้าวไปเองค่ะ พอแกะห่อข้าว(เหนียว) ก็จะต้องปั้นคำเล็กๆ วางขอขมาเจ้าที่บริเวณนั้นค่ะ...ทุกวันนี้ดิฉันยังปฏิบัติอยู่ค่ะ...ไม่ลบหลู่คำสอนคุณยายด้วยค่ะ...
เคยได้ยินมาว่า คนที่จิตใจละเอียดก็จะรับสื่อได้...คือทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันค่ะ ทั้งสิ่งที่เราเห็นและที่เราไม่อาจเห็นด้วยสายตาธรรมดา....แต่ต้องจูนให้ตรงกันก่อน...คิดว่าคนที่เขามาขอเขาก็เลยต้องเลือกขอให้ถูกคนด้วย...จริงเท็จไม่ทราบนะคะ
อาจารย์ umi คะ
อย่าดูหมิ่นบุญกรรมว่าทำน้อย
จะมิต้อยตามต้องสนองผล
แม้ตุ่มน้ำที่เปิดหงายรับสายชล
ย่อมเปี่ยมล้นที่อุทกตกลงมา.
เปรียบเปรยได้เห็นชัดเลยค่ะ...ขอบพระคุณค่ะ
แวะมาเยี่ยมชมครับ
เคยเข้ามาอ่านบล็อกของอาจารย์ สี่ห้าครั้ง ทราบว่าเป็นคนเมืองตวยกัน ขออนุญาตนำเข้าแพลนเน็ตครับ
รู้สึกเป็นเกียรติค่ะอาจารย์ ..ขอบคุณค่ะ
www.massnews.info เว็ปไซต์ข้อมูลข่าวสารครับ ลองเข้าดูกัน
แวะไปดูตามลิงค์มาแล้วค่ะคุณmassnews
ขอบคุณค่ะ