ท้ายสุด ถ้ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรง (ไม่เจ็บ ไม่ช้ำ แบบทนได้) ก็อยากฝากให้ทุกคนช่วยกันบันทึก ช่วยกันเล่า เพราะบางอย่างอาจจะไปจุดประกายหรือเป็นความหวังให้กับคนอื่นๆ แม้คนเดียวก็ยังดีมีประโยชน์ แม้จะเป็นความรู้ ความคิดในการดำเนินชีวิต ก็ล้วนแต่มีคุณและค่าได้ทั้งนั้น หรือใครจะว่าอย่างไร ????

วันที 2 ม.ค. ปีที่แล้ว ผู้เขียนเข้าสมัครและเริ่มต้นเขียนบันทึกเป็นวันแรก ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกัน เพราะไม่ได้ผ่านการเข้าอบรม โชคดีว่ามีกุนซือใกล้ตัว (นายดำ) ให้ถามอยู่บ้างแต่ก็ทำผิดมากกว่าถูก กว่าจะบันทึกสำเร็จใช้เวลาครึ่งวัน จำได้ว่าครั้งแรกตัวเองเขียนบันทึกอยู่ 2 ครั้ง(ไม่ได้ Save) จึงจะสำเร็จเสร็จสรรพได้รับการตีพิมพ์เป็นบันทึก เพราะเผลอไปกดปุ่มอื่น ๆ แล้วข้อมูลที่เขียนไว้หายวับไปกับตา จริง ๆ แล้วบันทึกนี้ควรเขียนในวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันครบรอบ แต่เนื่องด้วยพรุ่งนี้เป็นวันหยุดซึ่งผู้เขียนคาดว่าคงไม่ได้เปิดเข้ามาใน G2K ก็เลยขอส่งบันทึกในวันนี้ซะเลย บันทึกนี้จึงเป็นที่มาของ "ขอ AAR เนื่องในโอกาส(เกือบ)ครบรอบ 1 ปีในการเขียนบันทึกใน Gotoknow" เพราะขาดอีก 1 วัน 

ช่วงแรกเขียนบันทึกน้อยมากเดือนแรกแค่ 4 บันทึก เพราะเข้าใจว่าเขียนได้แต่วิชากงวิชาการ อีกทั้งไม่รู้ว่าพอมีคห. แล้วควรจะตอบหรือไม่ตอบดี ยอมรับว่า ทำตัวไม่ค่อยจะถูก อีกทั้ง 2 -3 เดือนแรกไม่ยักรู้ว่าบันทึกใน G2K คนเปิดดูได้ทั่วทั้งประเทศ (ด้วยความสัตย์จริง) เหมือนกบอยู่ในกะลา เอ๊ย ! Smart path ไม่เคยไปเปิดดูของคนอื่นเลยนอกเหนือจากในชุมชน เข้าใจว่ามีแต่คนในชุมชนและเราเท่านั้นที่อ่านกันอยู่.....

จะว่าไปการเขียนบันทึกนี่ ก็ควรจะยอมรับทั้งคำชมและคำติ มีอยู่ครั้งหนึ่งตัวเองโดน..แบบแรงมาก ชาตินี้คาดว่าจะเลิกเขียนบันทึกให้รู้แล้วรู้รอดไป ไม่อยากจะเปิดมันเลย G2K และตัวเองก็ปิดบันทึกนั้นไปตามคำแนะนำของพี่ท่านหนึ่ง(แต่ยังไม่ลบ) จะว่าไปก็เป็นความผิดของผู้เขียนเองที่มองอะไรในมุมของตัวเอง ตัวเองสนุกก็เขียนไปตามสนุก ไม่คิดว่าความสนุกของเราจะกลายเป็นความเสียหน้าหรือเสียหายของผู้อื่นไปได้ คิดในแง่ดีเกินไปก็ไม่ดีเท่าไรนัก เป็นบทเรียนสอนใจที่แรงมาก แต่ตอนนี้ถ้าโดนอีกที คาดว่าคงรู้สึกบ้างแต่ไม่มากเท่าไรแล้ว เพราะผู้เขียนเปิดหู เปิดกาย เปิดใจ ...หลังกลับจากงานมหกรรม KM ครั้งที่ 3 มันก็เป็นเช่นนั้นเองแหละ (อาจจะดูเหมือนเป็นคนไร้ความรู้สึก...แต่มันเป็นไปแล้ว)

เหรียญยังมีสองด้าน เพราะฉะนั้นเมื่อกี้เขียนด้านร้ายไปแล้ว ก็ต้องเขียนในด้านดีบ้างคำชมก็มีบ้างเหมือนกันค่ะ แต่ไม่อยากเขียนเท่าไร แต่ก็เป็นกำลังใจที่สำคัญ ที่ทำให้เขียนบันทึกได้ยาวนานขนาดนี้

อ้าว ! เกือบลืมเขียน AAR ซะแล้วมั๊ยล่ะ ??

เริ่มจากจุดมุ่งหมายของตัวเองในการเขียนบันทึกก็คือ การเขียนการเล่าเรื่องทุกอย่าง (ระบาย) เป็นการปลดปล่อยความคิด และบางครั้งก็ตกแต่งความคิดหรือปรุงแต่งความคิดของตนในงอกงามขึ้นเรื่อย  ๆ บางครั้งก็มีบ้างที่ห่อเหี่ยวหรือเติบโตไม่ขึ้นเอาซะเลย โดยปรกติตัวเองก็เป็นคนเก็บอะไรได้ยากเย็น (โดยเฉพาะเงิน) ตัวเองรู้อะไร มีอะไรก็ชอบมาเล่า เล่าทั้งนั้นไม่ว่าจะดีและร้าย ดีซะอีก บางคนดีอยู่แล้วก็ดีขึ้นไปอีก หรือร้ายกลายเป็นดี ดี๊ ดี ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความคิดที่แตกต่างของคนฟัง

น้อยกว่าคาด - ตั้งใจจะเขียนบันทึกทุกวัน เพราะฉะนั้นใน 1 ปี จึงควรมี 365 วัน แต่ไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะด้วยเวลาหรืออุปสรรค เพราะตัวเองเพิ่งได้มาซื้อคอมพิวเตอร์ หลังจากเขียนบันทึกไป 4- 5 เดือนกระมัง หรือในเวลาที่เราอยากเขียนสุด ๆ แต่เราไม่สามารถเขียนหรือระบายได้ สุดท้ายมันก็ผ่านพ้นไปกับสายลมและแสงแดด

มากกว่าคาด

  •  ที่ผ่านมาผู้เขียนก็ได้เขียนไปบ้างแล้วกับการได้อะไรมากมายจากการเป็น Blogger ซึ่งเขียนไปแล้วหลายข้อมา...กก แต่ที่เขียนวันนี้เป็นการเพิ่มเติม...(ไม่เขียนซ้ำ)
  • ได้ฝึกความจำ ล่าสุดตัวเองได้บันทึกโดยการฝึกใช้ความจำของตัวเอง (คาดว่าอาจช่วยเพิ่มรอยหยักในสมองได้บ้าง) โดยทดลองไม่ใช้สมุดบันทึกจด ข้อคิดนี้ได้มาจากการฟังคุณเมตตาในวันที่มีเสวนา เรื่องการใช้ mind map คุณเมตตาบอกว่าใช้ mind map แล้วจะช่วยเพิ่มรอยหยักในสมองได้ ไม่เชื่อลองดู หลังจากวันนั้นจึงฝึกใช้ในใจ + deep listening ทดลองฟังรายการสด(จากวิทยุ : ง่วงไม่ขับ) หรือเรื่องราวที่ผ่านมาตอนไปกรุงชิงมาถ่ายทอดลงในบันทึก
  • ได้พบตัวเอง ไม่รู้ถูกหรือเปล่า โดยปรกติผู้เขียนเป็นคนชอบคิดหาเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นไปในด้านขัดแย้ง หรือแตกต่าง แต่สิ่งเหล่านี้จะว่าไปดีก็ดี ไม่ดีก็ไม่ดี แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่แปลก และไม่อยู่กับร่องกับรอย หรือในกรอบ บางครั้งมันจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หรือไม่ดีก็ได้ แต่ไม่ค่อยจะเหมือนใครและไม่มีใครเหมือน น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความคิดสร้างสรรค์ เอ๊ะ ! หรือทำลาย

เสนอแนะตัวเองเรื่องการเขียนบันทึก จะว่าไปก็เป็นการใช้เวลา(ถ้า)ว่างให้เป็นประโยชน์ ได้เหมือนกัน แต่บ้างครั้ง (ถ้า)ว่างเราอาจจะไปช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานของเพื่อนร่วมงานก็น่าจะดูดีกว่า บางครั้งเลยต้องเลือก....ก็ทำใจลำบากเหมือนกัน เพราะชีวิต routine คือ ทำ LAB ซึ่งบางจุดก็ขึ้นกับการบริหารตัวเอง คนอื่นพักเราอาจจะว่าง บางครั้งตัวเองฝึกทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกันแม้เหนื่อยหน่อย ยุ่งและวุ่นแต่มีข้อดีทำให้มีเวลาบ้าง ข้อเสียเขาอาจจะหาว่าเราว่างงานมานั่งเขียนบันทึกอยู่ได้

สุดท้ายผู้เขียนประทับใจกับคำพูดของ ดร.ปรอง ในหนังสือมหกรรม KM ครั้งที่ 2 (เล่มแดง) ที่ว่า  " Blog เป็นพื้นที่สุดท้ายในจักรวาลที่เราอยากจะแสดงอะไรก็ได้ ทุกทีคือคุณไปพูดแล้วอยากให้คนฟัง แต่ Blog ผมอยากจะเล่าให้โลกนี้รู้ ใครฟังไม่รู้แต่ผมอยากจะเล่า"

และท้ายสุด ถ้ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรง (ไม่เจ็บ ไม่ช้ำ ไม่ลอก ไม่แตก แบบสีทนได้) ก็อยากฝากให้ทุกคนช่วยกันบันทึก ช่วยกันเล่า เพราะบางอย่างอาจจะไปจุดประกายหรือเป็นความหวังให้กับคนอื่นๆ แม้แค่คนเดียวก็ยังดีมีประโยชน์ แม้จะเป็นความรู้ ความคิดในการดำเนินชีวิต ก็ล้วนแต่มีคุณและค่าได้ทั้งนั้น หรือใครจะว่าอย่างไร ????