ปีใหม่ พ.. 2550    บ้านเมืองเราเริ่มต้นด้วยความสับสนวุ่นวายใจของคนไทยทั้ง     ประเทศ  คำถาม       ที่ดูเหมือนไม่ต้องการคำตอบของผู้คนแต่ปะปนความความตระหนก ความตระหนัก  และจากข้อคิดหนึ่งในฐานะคนไทย  เห็นว่าบาปบุญคุณโทษรู้แก่ใจทุกคน   มันผู้ใดทำร้ายแผ่นดินไทย จะต้องได้รับความทุกข์ทรมานจวบจนวินาทีสุดท้ายในลมหายใจของชีวิต                                

ปีใหม่ .. 2550  เราทุกคนควรตระหนักว่า สถานการณ์บ้านเมืองเป็นเรื่องสำคัญ  เป็นเรื่องที่จะต้องหันหน้าเข้าหากัน  มาร่วมใช้กระบวนการการจัดการความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อกิจการของบ้านเมืองในทุกวงการ  ผมวาดภาพไว้ว่าถ้าทุกคนเข้าใจ   เข้าถึง  แก่นแท้ของการจัดการความรู้แล้วนำไปสู่การพัฒนาที่ตรงประเด็น   ชกให้เข้าเป้า  เกาให้ถูกที่คัน  ผลประโยชน์มหาศาลจะเกิดต่อบ้านต่อเมือง                 ถามว่าถ้าจะเริ่มต้นจัดการความรู้ เริ่มที่ไหน  อย่างไร  เมื่อไร  ฯลฯ  ผมตอบแบบผู้น้อยที่ต้องเรียนรู้อีกมาก  ว่า การจัดการความรู้ให้ความสำคัญต่อฐานความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนทุกคน  ดังนั้นจะเริ่มต้นการจัดการความรู้ต้องเริ่มที่การเคารพตัวเอง เป็นการเคารพด้วยการบอกและถามตัวเองว่ามีความรู้อะไรดีๆในตัวเอง  ตังเองได้ใช้สิ่งที่มีอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง  ผลจากการใช้ความรู้ได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง   อะไรที่ดีสำหรับตัวเอง  อะไรที่ดีต่อคนรอบข้าง    อะไรที่ดีต่อบ้านต่อเมือง    เมื่อเราเคารพตัวเองผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงไปถึงการเคารพผู้อื่น และเมื่อคนเคารพตัวเองเชื่อมโยงไปถึงการเคารพผู้อื่น  นั่นหมายถึงการจัดการความรู้ได้เข้าไปนั่งในใจของท่านแล้ว                การเริ่มต้นใหม่คงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องยาก การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้คนได้รับฟังข้อคิดและข้อเสนอของกันและกัน ดังนั้นนับจากนี้ไปการพัฒนาใดๆคนไทยต้องฟังกันบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเป็นดังนิทานเรื่อง   มดกับตั๊กแตน     ซึ่งมีเนื้อหาเล่าต่อกันมาว่า …….        

…….. มดกับตั๊กแตนเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองมักจะพบกันและร้องรำทำเพลงด้วยกันเสมอๆ  วันหนึ่งมดพูดกับตั๊กแตนว่า  ฤดูฝนกำลังจะมาถึงแล้วเราควรจะเตรียมสะสมอาหารและสร้างที่อยู่กันดีกว่า แต่เจ้าตั๊กแตนกลับตอบว่า เรายังมีเวลาอีกตั้งนาน ฉันว่าเรามาร้องเพลงและเต้นรำกันต่อดีกว่า มดได้ฟังจึงพูดขึ้นว่า ฉันไม่มีเวลามากพอที่จะทำอย่างที่แกว่าหรอก แล้วมดก็เดินจากไป มดเริ่มทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างบ้านและสะสมอาหาร ขณะเดียวกันตั๊กแตนผู้เกียจคร้านเอาแต่ร้องรำทำเพลงอยู่ทุกวัน   วันหนึ่งมดเดินผ่านมาตั๊กแตนจึงร้องทักว่า แกนี่โง่จังเอาแต่ทำงาน มาร้องเพลงกันดีกว่าน่า   มดไม่สนใจคำชวนนั้นมันยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป      และแล้วฤดูฝนก็เริ่มขึ้นในตอนเช้าของวันหนึ่ง ฝนตกหนักเกือบทุกวัน ทุกแห่งเต็มไปด้วยน้ำฝน    เจ้าตั๊กแตนที่มัวแต่ร้องรำทำเพลงตลอดฤดูร้อนจึงไม่มีบ้านที่จะใช้หลบฝนและไม่มีอาหารกิน เมื่อทนความหิวโหยและความหนาวเย็นต่อไปไม่ไหวจึงตัดสินใจไปหามด   ตั๊กแตนเอ่ยปากขออาศัยอยู่ด้วย                                          แต่มดปฎิเสธว่าฉันไม่มีที่และอาหารมากพอสำหรับคนเกียจคร้านอย่างแกหรอก   เจ้าตั๊กแตนที่กำลังหิวโหยและหนาวเหน็บจึงต้องเดินกลับไปด้วยความเศร้า…….                 

ฝากนิทานเรื่องนี้  ถึงพี่น้องครูไทยทั้งประเทศและขอคำชี้แนะชี้นำถึงสิ่งที่ถูกที่ควร  จากท่านผู้รู้ทุกๆท่าน      มาดแม้นว่ากระบวนการจัดการศึกษาของโรงเรียนและชุมชนบ้านเม็กดำ จะเป็นส่วนน้อยนิดในการสร้างชีวิตชีวา ให้แก่วงการการศึกษาไทย   พวกเราขอน้อมรับด้วยความยินดี